กลิ่นอายของน้ำมันสนและสีอะคริลิกเก่าคร่ำคร่าในห้องทำงานส่วนตัวของหอศิลป์ ไม่ได้อบอวลไปด้วยความสุนทรีย์อย่างที่ควรจะเป็น หากแต่มันคละคลุ้งไปด้วยความอึดอัด ชนิดที่ทำให้คนที่สูดดมเข้าไปรู้สึกราวกับมีเศษแก้วละเอียดบาดลึกอยู่ตามผนังหลอดลม
รินรดากำลังใช้ปลายพู่กันขนกระรอกเบอร์เล็กที่สุด เกลี่ยสีลงบนรอยปริร้าวของภาพวาดสีน้ำมันยุคศตวรรษที่สิบเก้าด้วยสมาธิที่นิ่งสนิท ราวกับโลกใบนี้มีเพียงเธอกับผืนผ้าใบตรงหน้า มือเรียวบางภายใต้ถุงมือผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดขยับอย่างแม่นยำ ทุกท่วงท่าเปี่ยมไปด้วยความมั่น
แต่บรรยากาศอันสงบเงียบนั้นถูกทำลายลงอย่างไม่ใยดี เมื่อบานประตูไม้สักทองถูกผลักเปิดออกด้วยแรงที่มากเกินความจำเป็น
ธันวาก้าวเข้ามาในห้องด้วยลมหายใจที่ไหวระริก ดวงตาคมกริบที่ครั้งหนึ่งเคยฉายแววเย็นชาและเพิกเฉยต่อเธอ บัดนี้กลับแดงก่ำ เต็มไปด้วยร่องรอยของความเหนื่อยล้าและความปรารถนาอันบิดเบี้ยวที่จะไขว่คว้าสิ่งที่หลุดลอยไปแล้วกลับคืนมา เขายืนนิ่งอยู่ตรงกรอบประตู ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่กรีดแทะหัวใจของตัวเอง ก่อนที่เขาจะตัดสินใจก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานทีละน้อย
"ริน..." เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือจนน่าสมเพชในความรู้สึกของเธอ "คุณยังคงโกรธผมอยู่... ใช่ไหม"
รินรดายังคงนิ่ง เธอไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองผู้ชายที่ยืนอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสองช่วงตัว ปลายพู่กันในมือยังคงจรดลงบนรอยแตกลายงาของภาพวาดอย่างเยือกเย็น ราวกับเสียงของเขาเป็นเพียงลมที่พัดผ่านใบไม้แห้งข้างทาง ไม่มีน้ำหนัก ไม่มีตัวตน และไม่หลงเหลือค่าพอให้เธอต้องใส่ใจ
ความเงียบที่เธอมอบให้มันช่างเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าการกรีดร้องหรือตบตี ธันวากลืนก้อนสะอื้นที่จุกแน่นอยู่ในลำคอลงไป เขารู้ดีว่าความผิดบาปที่เขาเคยทำไว้ในอดีต มันหนาแน่นเกินกว่าที่คำขอโทษเพียงไม่กี่คำจะชะล้างออกไปได้ แต่เขาก็ไม่คิดว่าความเย็นชาของเธอจะกลายเป็นกำแพงน้ำแข็งที่หนาทึบและไร้รอยต่อได้ถึงเพียงนี้
"ผมรู้ว่าผมเคยโง่เขลาแค่ไหนในอดีต..." ธันวาขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด มือหนาสั่นเทาเมื่อพยายามจะเอื้อมไปแตะขอบโต๊ะทำงานของเธอ "ผมทิ้งคุณให้อยู่กับความโดดเดี่ยว ผมเมินเฉยต่อคราบน้ำตาของคุณ... และผมปล่อยให้ความเย่อหยิ่งของตัวเองทำลายครอบครัวของเราจนพังยับเยิน แต่ริน ได้โปรด... ให้โอกาสผมได้ไถ่บาป ได้ไหมครับ"
คำว่า 'ครับ' ที่หลุดออกมาจากปากของอดีตสามีผู้เคยเย่อหยิ่งและถือดีในศักดิ์ศรี ยิ่งขับเน้นความน่าสมเพชของสถานการณ์ในตอนนี้ให้เด่นชัดขึ้นไปอีก รินรดารู้สึกกระด้างในหัวใจ เธอค่อยๆ วางพู่กันลงบนแท่นวางอย่างเชื่องช้า ละเมียดละไมในทุกการเคลื่อนไหว ราวกับจงใจดึงเวลาให้เขารู้สึกทรมานกับการรอคอยคำตอบ
จากนั้น เธอก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาเขา
ดวงตากลมโตคู่สวยที่เคยฉายแววอ้อนวอนและเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาเมื่อหลายปีก่อน บัดนี้ว่างเปล่าและเย็นชาดุจผืนน้ำในฤดูหนาว ไม่มีร่องรอยของความโกรธเกรี้ยว ไม่มีเยื่อใยแห่งความรัก และที่สำคัญที่สุดคือ มันไม่มีเงาของเขาหลงเหลืออยู่ในดวงตาคู่นั้นอีกต่อไปแล้ว
"คุณกำลังพูดเรื่องอะไรหรือคะ, คุณธันวา"
น้ำเสียงของเธอนุ่มนวล ทว่าราบเรียบและห่างเหินจนน่าขนลุก มันเป็นน้ำเสียงที่ถูกกลั่นออกมาจากความตายทางความรู้สึกอย่างแท้จริง
ธันวาชะงักงัน ลมหายใจของเขาติดขัด "ริน... คุณพูดเหมือนเราเป็นคนแปลกหน้า เราเคยแต่งงานกัน เราเคยใช้ชีวิตอยู่ใต้ชายคาเดียวกันนะ"
"นั่นมันคือเรื่องของอดีตค่ะ" รินรดายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ปรากฏบนเรียวปากสีพีชช่างไร้ซึ่งความอบอุ่น มันเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่กรีดลึกลงไปในกลางใจของเขา "อดีตที่ฉันได้เผามันเป็นจุลและฝังกลบลงไปในสุสานของความทรงจำเรียบร้อยแล้ว ส่วนตัวคุณ... ก็เป็นเพียงแค่ผู้ชายคนหนึ่งที่จ้างฉันมาบูรณะภาพวาดชิ้นนี้ ไม่มีอะไรเกี่ยว
ข้องกันมากกว่านั้น"
"ไม่จริง!" ธันวาเผลอตะคอกออกมาด้วยความอัดอั้น เขาทนไม่ได้กับการถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยเช่นนี้ มือหนาเอื้อมไปคว้าข้อมือของเธอไว้โดยสัญชาตญาณ "คุณโกหกตัวเองริน! ถ้าคุณไม่รู้สึกอะไรแล้ว ทำไมคุณถึงยังเก็บสร้อยข้อมือเส้นนั้นไว้? ทำไมคุณถึงยังกลับมาที่นี่ ที่ๆ มีเรื่องราวของเราอยู่?"
รินรดาไม่ดิ้นรน เธอนั่งมองมือหนาที่บีบข้อมือเธอไว้ด้วยสายตาสมเพชระคนรังเกียจ เธอปล่อยให้เขาจับอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบยิ่งกว่าเดิม
"ปล่อยมือสกปรกของคุณออกจากตัวฉันค่ะ"
คำพูดเพียงประโยคเดียว ทำเอาธันวาราวกับถูกตบด้วยฝ่ามือล่องหน เขารีบชักมือกลับทันทีราวกับถูกไฟลวก ร่างสูงเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว สีหน้าซีดเผือดลงจนแทบไร้เลือดฝาด ความสำนึกผิดที่เขากัดฟันแบกรับมาตลอดหลายเดือนเริ่มกัดกินกระชากวิญญาณของเขาให้แตกสลายลงทีละน้อย
"ผมแค่อยากเริ่มต้นใหม่..." เสียงของเขาขาดห้วง "ผมยอมแลกทุกอย่างที่มี หอศิลป์ทั้งหมด เงินทอง ชื่อเสียง... เพื่อขอให้คุณกลับมาเป็นเหมือนเดิม"
"คุณเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่าคะ, ธันวา" รินรดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มยิ่งขับให้เธอดูสง่างามและทรงพลัง ราวกับพญาหงส์ที่อยู่เหนือความเจ็บปวดทั้งปวง เธอก้าวเข้าไปประชิดตัวเขาช้าๆ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงระคนกับกลิ่นอายความเย็นชาลอยเข้าปะทะจมูกของเขา "สิ่งที่คุณทำลงไปในอดีต มันไม่ใช่ความผิดพลาดที่ให้อภัยได้ แต่มันคืออาชญากรรมทางจิตใจที่คุณตั้งใจทำลายฉัน"
เธอหยุดยืนตรงหน้าเขา ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ใกล้เสียจนเขาสามารถมองเห็นเงสะท้อนของตัวเองในแววตานิ่งงันคู่นั้น
"คุณอยากเริ่มต้นใหม่... แต่ฉันไม่อยากมีอนาคตบ้าๆ นั่นร่วมกับคุณอีกแล้วค่ะ" รินรดาโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูของเขาด้วยน้ำเสียงที่กระซิบแผ่วเบาแต่กลับดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทของเขา ราวกับเสียงกระซิบจากยมทูต "จำไว้นะคะ ว่าความเย็นชาที่คุณกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้... มันเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเดียวของความนรกอเวจีที่คุณเคยโยนฉันลงไปเท่านั้นเอง"
ธันวายืนตัวชา ดิ่งลึกดิ่งลงไปในความมืดมิดที่เธอเป็นผู้ขีดเส้นทางให้ เขากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ รู้สึกถึงรสชาติคาวเลือดที่เอ่อล้นในปาก แต่ความเจ็บปวดทางกายภาพเหล่านี้เทียบไม่ได้เลยกับความเคว้งคว้างว่างเปล่าในอก
ในจังหวะที่บรรยากาศในห้องกำลังตึงเครียดจนถึงขีดสุด เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งอย่างสุภาพ ก่อนที่บานประตูจะถูกเปิดออกโดยศิลา ทนายความหนุ่มผู้กุมความลับและรอยยิ้มเยาะเย้ยที่ธันวาเกลียดชังเข้ากระดูกดำ
"ขอโทษที่ขัดจังหวะนะครับคุณรินรดา" ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าสายตาที่มองธันวากลับเต็มไปด้วยความเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง "พอดีมีเอกสารสำคัญจากสำนักงานอัยการเกี่ยวกับการยื่นฟ้องร้องเรื่องกรรมสิทธิ์ภาพวาดและทรัพย์สินในคดีเก่า ส่งมาถึงมือผมเรียบร้อยแล้วครับ... และดูเหมือนว่า 'พยานปากเอก' ที่เราตามหาก็เพิ่งเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ เมื่อสักครู่นี้ด้วยเช่นกัน"
รินรดายกยิ้มมุมปากเป็นครั้งแรก รอยยิ้มที่งดงามราวกับดอกไม้พิษที่กำลังเบ่งบานท่ามกลางความหนาวเหน็บ เธอหันไปมองหน้าอดีตสามีที่กำลังยืนหน้าถอดสี ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
"เชิญคุณศิลาเข้ามาได้เลยค่ะ... เรามาเริ่มกระบวนการเช็คบิลความจริงกันต่อให้จบดีกว่านะคะ"
ธันวากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สัญชาตญาณดิบภายในตัวเตือนภัยอย่างรุนแรงว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ จะไม่ใช่แค่การฟ้องร้องทางกฎหมายธรรมดา แต่มันคือการเปิดกล่องแพนดอร่าที่จะทำลายชีวิตที่เหลืออยู่ของเขาให้พินาศสิ้นเชิง
ทว่า ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยปากซักถามอะไร เสียงฝีเท้าเล็กๆ ของเด็กน้อยคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก พร้อมกับเสียงใสแจ๋วที่เอ่ยเรียกชื่อคนที่เขาคุ้นเคยที่สุด
"คุณแม่ครับ! น้องธandรบอกว่าหิวไอศกรีมแล้วครับ!"
หัวใจของธันวากระตุกวูบ ดิ่งหล่นลงไปถึงตาตุ่มทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น ร่างสูงแข็งทื่อรากงอกติดกับพื้น ราวกับถูกสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางกระบาลอย่างจัง เมื่อเขาหันขวับกลับไปมองทางประตู และพบกับร่างเล็กป้อมของเด็กชายวัยราวๆ สี่ขวบ ที่มีใบหน้าถอดแบบพิมพ์เดียวกับเขาในวัยเด็กไม่มีผิดเพี้ยน กำลังยืนจับชายเสื้อของหญิงสาวแปลกหน้าคนหนึ่งอยู่ตรงหน้าห้องทำงานของอดีตภรรยา!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดิ่งลึกสู่ความมืดมิดและบททดสอบของจิตใจนี้ร่วมกันนะคะ
ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดเลือด•ตอนที่ 6
ความเย็นชาที่กัดกินใจ
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!