คราบน้ำยาเคมีบนปลายนิ้วยังคงส่งกลิ่นฉุนจางๆ ยามที่รินรดากดปลายพู่กันขนกระรอกลงบนผืนผ้าใบเก่าคร่ำครึ รอยแตกร้าวบนผิวสีอายุกว่าร้อยปีเปรียบเสมือนรอยแผลเป็นของกาลเวลา—ช่างคล้ายคลึงกับรอยร้าวในอกของเธอเสียเหลือเกิน ในความเงียบสงัดยามวิกาลของห้องทำงานส่วนตัว แสงไฟสลัวสีส้มสาดส่องให้เงาทอดตัวยาวน่ากลัวบนผนังห้อง แต่มันไม่ได้น่ากลัวเท่ากับเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ดังวนเวียนอยู่ในโสตประสาทของใครบางคน… ใครบางคนที่กำลังถูกอดีตตามล่าจนแทบเสียสติ
ห่างออกไปไม่กี่ช่วงตึก ในเพนต์เฮาส์หรูหราที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นพยานแห่งความเย็นชา ธันวากำลังสะดุ้งเฮือกตื่นขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิด เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มแผ่นหลังกว้าง ลมหายใจหอบกระชั้นถี่รัวราวกับคนเพิ่งวิ่งหนีตายมาไกลแสนไกล ความฝันร้ายในคืนนั้น—คืนที่ฝนฟ้าคะนองกระหน่ำและรินรดาเดินจากไปพร้อมกับความว่างเปล่าในอ้อมแขน—ยังคงตามมาหลอกหลอนเขาราวกับเงาที่ไม่ยอมแยกเงาออกจากร่าง
เสียงฟ้าร้องคำรามในความฝันเมื่อครู่ยังคงก้องกังวานในหู ดวงตาคู่คมกวาดมองไปรอบห้องนอนที่ว่างเปล่าอย่างไร้จุดโฟกัส ความหนาแน่นของความเงียบงันบีบอัดจนหน้าอกไหวสะท้อน ธันวายกมือขึ้นกุมขมับที่เต้นตุบๆ ร่างสูงใหญ่สั่นเทาเล็กน้อยอย่างที่ไม่มีใครเคยได้เห็น ผู้ชายที่เคยหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี ผู้ชายที่เคยมองความเจ็บปวดของภรรยาเป็นเพียงอากาศธาตุ บัดนี้กลับถูกจองจำไว้ในห้องขังแห่งความสำนึกผิดที่เขาเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง
"ริน..."
เสียงแหบพร่าหลุดลอดริมฝีปากที่แห้งผาก มันเป็นชื่อที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยออกมาดังๆ ในยามตื่น แต่มันกลับกรีดร้องก้องอยู่ในหัวใจทุกครั้งที่เปลือกตาปิดลง ภาพรอยยิ้มจางๆ ก่อนจากไปและหยดน้ำตาที่รินรดาไม่เคยหลั่งให้เขาเห็นอีกเลย กลายเป็นคมมีดที่คอยเฉือนเนื้อเถือหนังเขาอย่างช้าๆ และทรมาน
ธันวาลุกขึ้นจากเตียงด้วยขาที่ไร้เรี่ยวแรง เขาเดินเซไปที่ห้องน้ำ เปิดก๊อกน้ำแล้วกวักน้ำเย็นจัดล้างหน้าเพื่อไล่ภาพหลอนเหล่านั้นออกไป แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมองกระจกเงาบานใหญ่ สิ่งที่สะท้อนกลับมาไม่ใช่เพียงใบหน้าซีดเซียวของอดีตสามีผู้โง่เขลา หากแต่เป็นภาพซ้อนของค่ำคืนวันนั้น—คืนที่เขายื่นซองเอกสารหย่าให้เธออย่างไร้เยื่อใย ขณะที่เธอกำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ และเอ่ยขอร้องด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือที่สุดในชีวิต ซึ่งเขากลับเลือกที่จะหันหลังให้
"แกมันฆาตกร... ธันวา" เสียงกระซิบจากมุมมืดในจิตใจดังขึ้นเยาะเย้ย
ชายหนุ่มกำขอบอ่างล้างหน้าแน่นจนข้อนิ้วเปลี่ยนเป็นสีขาว เขากัดฟันกรอดจนกรามขึ้นสันนูน ความรู้สึกผิดระลอกแล้วระลอกเล่าซัดสาดเข้ามาประเดประดังจนแทบหายใจไม่ออก ในอดีตเขาเคยคิดว่าการไม่มีเธออยู่ข้างกายคืออิสรภาพ แต่ตอนนี้เขาเพิ่งตระหนักได้ว่า นรกบนดินที่แท้จริงคือการมีชีวิตอยู่โดยรู้ว่า... ตนเองได้ทำลายคนที่รักและซื่อสัตย์กับเขาที่สุดจนไม่เหลือชิ้นดีด้วยมือคู่นี้
เสียงโทรศัพท์มือถือบนหัวเตียงแผดเสียงแหลมขึ้นท่ามกลางความเงียบ มันแผดเสียงกรีดแทงประสาทราวกับนาฬิกาปลุกแห่งความจริง ธันวาเดินกลับไปรับด้วยความหงุดหงิดปนหวาดระแวง ปลายสายคือศิลา ทนายความส่วนผู้กุมความลับและคอยตามเช็ดล้างเรื่องราวในอดีตให้เขา
"นายธันวา... ฉันมีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับคดีเก่าและเอกสารที่นายให้ตามหา" เสียงของศิลาเคร่งเครียดจนสัมผัสได้
"ว่ามา..." ธันวากรอกเสียงลอดไรฟัน พยายามควบคุมเสียงสั่นๆ ของตัวเอง
"มีคนกำลังขุดคุ้ยเรื่องใบรับรองแพทย์และบันทึกการรักษาของรินรดาเมื่อห้าปีก่อน และที่สำคัญที่สุด..." ศิลาเว้นจังหวะไปชั่วครู่ ลมหายใจปลายสายหนักหน่วง "เอกสารชุดนั้นไม่ได้อยู่กับฉันอีกแล้ว... มันหลุดไปอยู่ในมือของคนคนหนึ่ง คนที่นายคาดไม่ถึงที่สุด"
หัวใจของธันวาหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านตั้งแต่ปลายนิ้วเท้าขึ้นสู่สันหลัง "ใคร..."
"รินรดา... เธอกลับมาแล้ว และเธอกำลังจะเปิดโปงทุกอย่าง"
ฉับพลันนั้น เสียงเคาะประตูกระจกที่ระเบียงห้องนอนชั้นบนสุดก็ดังขึ้น—*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก* ทั้งๆ ที่ห้องของเขาอยู่สูงจากพื้นดินหลายสิบเมตร และไม่มีระเบียงเชื่อมต่อกับห้องอื่นใดทั้งสิ้น!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดิ่งลึกสู่ความมืดมิดและบททดสอบของจิตใจนี้ร่วมกันนะคะ
ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดเลือด•ตอนที่ 4
เสียงกระซิบจากมุมมืด
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!