“อย่าขยับแม้แต่นิ้วเดียว คีธ อาร์คานัส”
น้ำเสียงนั้นเย็นเยียบและทุ้มต่ำ มันไม่ใช่เสียงของซาเล็ค แต่มันคือเสียงที่กรีดลึกลงไปในโสตประสาทของผมราวกับใบมีดที่อาบด้วยความทรงจำที่ผมพยายามฝังกลบมาตลอดหลายปี ผมค่อยๆ ลดมือลงจากแผงควบคุม ปล่อยให้ปลายนิ้วสั่นเทาเล็กน้อยหลุดจากการสัมผัสกับรหัสผ่านที่อาจเป็นจุดจบของสถานีไซลอสทั้งหมด
ร่างในชุดเกราะทมิฬก้าวข้ามซากปรักหักพังของประตูห้องควบคุมเข้ามา เปลวไฟจากแผงวงจรที่ลัดวงจรสะท้อนบนพื้นผิวโลหะสีดำเงาวับ มันคือ ‘อีไลจาห์’ อดีตคู่หูของผมในหน่วยวิศวกรรมกองทัพที่ควรจะตายไปพร้อมกับซากยานกู้ชีพเมื่อสามปีก่อน
“นายรอดมาได้ยังไง” ผมเค้นเสียงถาม พยายามรักษาระดับลมหายใจให้คงที่ แม้ในหัวจะประมวลผลอย่างบ้าคลั่งว่าหากผมปิดระบบไม่ได้ตอนนี้ แรงอัดมหาศาลของเตาปฏิกรณ์จะทำลายทุกอย่างในรัศมีหนึ่งปีแสง
“รอดหรือตาย... มันต่างกันตรงไหนในจักรวาลที่พังทลายแบบนี้?” อีไลจาห์หยุดยืนห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว เขากดปุ่มปลดล็อกหมวกเกราะ เสียงลมฟู่ของซีลสุญญากาศดังขึ้น ก่อนที่ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจางๆ จะเผยออกมา เขาไม่ได้ยิ้มด้วยความโกรธแค้น แต่มันคือรอยยิ้มของคนผู้ที่มองเห็นจุดจบของเกมกระดานนี้ตั้งแต่วันแรก “ซาเล็คคิดว่าเขาเป็นผู้ควบคุม แต่เขาก็เป็นแค่เบี้ยที่ขยับตามเกมของพวกเบื้องบนเท่านั้น ส่วนนาย... คีธ นายคือตัวแปรที่พวกเขากลัวที่สุด”
“ถ้าฉันเป็นตัวแปร นายก็มาเพื่อลบฉันทิ้งสินะ” ผมขยับตัวอย่างเชื่องช้า สายตาเหลือบมองไปที่จอแสดงผลที่กะพริบถี่ๆ สัญญาณเตือนระดับสีแดงแจ้งเตือนว่าแรงดันในแกนพลังงานหลักแตะระดับวิกฤตแล้ว
“เปล่าเลย” อีไลจาห์ส่ายหน้า เขาโยนอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ ที่รูปร่างคล้ายกุญแจเข้ารหัสมาที่เท้าผม “ฉันมาเพื่อให้โอกาสนายเลือก... นายจะกดระเบิดมันทิ้ง เพื่อล้างแค้นให้ทุกคนที่ตายไป หรือจะใช้ ‘คีย์’ นั่นปิดระบบปฏิกรณ์ด้วยวิธีที่ไม่มีใครในกองทัพคิดถึง”
ผมก้มมองอุปกรณ์นั้น หัวใจเต้นรัวด้วยความสับสน วิธีที่ไม่มีใครคิดถึง? หากใช้วิธีปิดระบบแบบมาตรฐาน ระบบรักษาความปลอดภัยของสถานีจะมองว่าเป็นการก่อวินาศกรรมและสั่งดีดตัวเตาปฏิกรณ์ออกสู่ห้วงอวกาศ ซึ่งนั่นจะทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ทำลายดวงดาวข้างเคียงทันที
ผมหยิบมันขึ้นมา ความเย็นของโลหะสัมผัสฝ่ามือ พลางนึกถึงสิ่งที่เอลาร่าวางแผนไว้ เธอต้องการข้อมูลลับที่อยู่ในระบบ หากสถานีระเบิด ข้อมูลนั้นจะสูญหายไปตลอดกาล แต่ถ้าผมปิดระบบได้โดยไม่ทำให้สถานีแตกสลาย ทุกอย่างจะตกอยู่ในกำมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
“ทำไมต้องเป็นตอนนี้?” ผมถาม พลางเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้ากับพอร์ตสำรองของแผงควบคุม “นายทำงานให้ซาเล็คไม่ใช่หรือไง?”
“ฉันไม่ได้ทำงานให้ใคร นอกจากสิ่งที่เรียกว่า ‘ความจริง’” อีไลจาห์ก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นจนผมสัมผัสได้ถึงไอเย็นจากเกราะของเขา “ซาเล็คต้องการอำนาจ แต่สิ่งที่อยู่ในระบบนี้คือ ‘พิกัด’ ของประตูมิติที่จะเปลี่ยนนิยามของสงครามไปตลอดกาล คีธ... ถ้านายตัดสินใจพลาดเพียงนิดเดียว จักรวาลนี้จะกลายเป็นสุสานที่เงียบสงัดที่สุด”
จังหวะที่ผมเริ่มป้อนคำสั่งลงไปในระบบ นิ้วของผมรัวเร็วบนคีย์บอร์ดโฮโลแกรม รหัสที่ซับซ้อนเรียงตัวกันราวกับบทเพลงที่ผมคุ้นเคย ข้อมูลไหลทะลักผ่านสมอง ผมเห็นวิธีแก้ปัญหาแล้ว! เราไม่จำเป็นต้องทำลายสถานี แต่เราสามารถ ‘หลอก’ ระบบให้เชื่อว่ามันเข้าสู่สภาวะจำศีลอย่างสมบูรณ์แบบได้ โดยการดึงพลังงานส่วนเกินเข้าไปกักเก็บไว้ในตัวเก็บประจุสำรองที่พังอยู่ข้างล่างนั่น
มันคือการเล่นแร่แปรธาตุทางวิศวกรรมที่เสี่ยงตายที่สุด!
“เอลาร่า ฟังอยู่ไหม?” ผมส่งสัญญาณผ่านคลื่นวิทยุความถี่ต่ำ “ฉันกำลังจะปิดระบบ แต่มันต้องใช้คนดึงคันโยกนิรภัยที่ห้องเครื่องชั้นล่างพร้อมกัน... ถ้าเธอไม่ทำ เราทุกคนจะกลายเป็นฝุ่นผง”
ไม่มีเสียงตอบรับจากเอลาร่า มีเพียงเสียงการต่อสู้ที่ดุเดือดผ่านเครื่องสื่อสาร ความเงียบที่ตามมานั้นน่าหวั่นใจกว่าเสียงระเบิดเสียอีก
“เธอทำไม่ได้หรอก” อีไลจาห์พูดเบาๆ สายตามองออกไปนอกหน้าต่างอวกาศที่เห็นกองยานของซาเล็คกำลังเคลื่อนพลเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที “ตอนนี้สถานีนี้ถูกปิดกั้นการสื่อสารจากภายนอกโดยสมบูรณ์ นายถูกทิ้งให้อยู่กับฉัน... และกับรหัสลับที่นายต้องเลือกว่าจะพามันไปสู่ความรุ่งโรจน์ หรือความฉิบหาย”
ผมกัดฟันแน่น มือซ้ายรัวรหัส มือขวาคว้าปืนพกที่เหน็บอยู่ที่เอวโดยไม่ละสายตาจากหน้าจอ
“ถ้าฉันต้องเลือก” ผมกระซิบ “ฉันจะเลือกทางที่นายไม่ได้คาดคิดไว้”
ทว่า ในวินาทีที่ผมกดปุ่ม ‘ยืนยัน’ สัญญาณเตือนภัยที่ดังกึกก้องมาตลอดหลายชั่วโมงกลับดับลงกะทันหัน ความเงียบเข้าปกคลุมสถานีอย่างน่าประหลาดใจ ระบบไฟสำรองดับลง เหลือเพียงแสงสีฟ้าจางๆ จากอุปกรณ์ที่ผมเพิ่งเชื่อมต่อ
อีไลจาห์ชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาหายไปแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน เขามองไปที่หน้าจอการแสดงผลด้วยความตกใจ “เป็นไปไม่ได้... รหัสชุดนี้ นายเอามาจากไหน?”
ผมไม่ตอบ แต่หัวใจของผมกลับกระตุกวาบเมื่อเห็นข้อความที่ปรากฏขึ้นบนจอแทนที่การปิดระบบอย่างที่ควรจะเป็น
*‘ยินดีต้อนรับสู่การเริ่มต้นใหม่, คีธ อาร์คานัส... คำสั่ง ‘ไซลอส-ซีโร่’ ได้รับการอนุมัติแล้ว’*
ประตูห้องควบคุมที่พังทลายอยู่แล้วถูกกระชากให้เปิดออกกว้างขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับร่างของบุคคลที่เราต่างไม่คาดคิดว่าจะปรากฏตัวขึ้นที่นี่ในสภาพที่ไร้รอยขีดข่วน เอลาร่าเดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย มือของเธอถืออุปกรณ์บางอย่างที่สั่นสะเทือนด้วยพลังงานมหาศาล
“ขอโทษทีที่ให้รอนะคีธ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นชากว่าทุกครั้ง “แต่ข้อมูลที่อยู่ในสถานีนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อกู้ชีพดวงดาว... แต่มันมีไว้เพื่อ ‘รีเซ็ต’ พวกมันต่างหาก”
ในขณะที่ผมกำลังจะหันไปถามถึงความหมายของคำว่ารีเซ็ต พื้นของสถานีก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนผมแทบยืนไม่อยู่ ไม่ใช่การสั่นจากการระเบิด แต่เป็นแรงสั่นจากการเคลื่อนที่ของสถานีทั้งหลังที่กำลังยกระดับตัวเองขึ้นสู่ไฮเปอร์สเปซ พร้อมกับเสียงหัวเราะเบาๆ ที่ดังขึ้นมาจากทุกทิศทางราวกับว่าสถานีนี้ไม่เคยเป็นของมนุษย์ตั้งแต่ต้น
อีไลจาห์ทิ้งปืนลงพื้นแล้วคุกเข่าลง “เทพเจ้ากลับมาแล้ว...”
ผมมองไปที่เอลาร่า ความรู้สึกไว้วางใจที่เคยมีต่อเธอกลายเป็นความว่างเปล่าที่หนาวเหน็บ นี่คือจุดเริ่มต้นของนรกที่แท้จริงใช่หรือไม่
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดในสถานีแห่งนี้ไปด้วยกันนะครับ - ไฮเปอร์ไดรฟ์
นรกไซลอส: ปฏิบัติการกู้ชีพสถานีร้างขอบจักรวาล•ตอนที่ 42
ความหวังในความมืด
ผลงานโดย ไฮเปอร์ไดรฟ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฮเปอร์ไดรฟ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นรกไซลอส: ปฏิบัติการกู้ชีพสถานีร้างขอบจักรวาล นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!