“ออกไปจากร้านของฉันเดี๋ยวนี้ค่ะ”
น้ำเสียงของรินไม่ได้สั่นเครืออย่างที่ใครหลายคนคาดคิด แม้ในวินาทีที่ซองเอกสารสีน้ำตาลนั้นถูกผลักเข้ามาใกล้มือจนเกือบจะแตะขอบโต๊ะไม้ที่ผ่านการใช้งานมานับสิบปี รินประสานมือเข้าหากันแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาเรียวสวยคู่เดิมที่เคยอ่อนโยนยามหยิบยื่นหนังสือให้ลูกค้า บัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยความเด็ดเดี่ยวที่พายไม่เคยเห็นมาก่อน
พายยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ มือบางของนักวาดภาพประกอบสั่นสะท้าน เธอพยายามจะเอื้อมไปดึงแขนรินไว้ แต่กลับทำได้เพียงกำชายเสื้อเชิ้ตของอีกฝ่ายแน่น กลิ่นกระดาษเก่าๆ ที่เคยทำให้รู้สึกปลอดภัย บัดนี้กลับคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายของความพินาศที่กำลังคืบคลานเข้ามา
“ความสงบเงียบไม่ได้หมายความว่าฉันยอมให้คุณมาเหยียบย่ำสิ่งที่ฉันรักได้นะคะ” รินกล่าวต่อ สายตาของเธอจดจ้องไปยังชายวัยกลางคนในชุดสูทเนี้ยบกริบที่ยืนค้ำหัวอยู่ตรงหน้า
“ริน เธอเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า?” เขาหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเย็นชาและบาดลึกเหมือนใบมีด “ที่นี่ไม่มีอนาคตแล้ว พายเองก็น่าจะรู้ดี... การรั้งคนคนหนึ่งไว้ในที่ที่กำลังจะจมน้ำ มันไม่ใช่ความรักหรอกนะ มันคือความเห็นแก่ตัว”
พายสะดุ้งสุดตัว คำพูดนั้นราวกับมีเข็มเล็กๆ แทงลงมากลางใจ เธอเงยหน้ามองรินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น รินรับรู้ถึงแรงบีบที่ชายเสื้อได้ดี เธอหันไปสบตากับคนรักเพียงครู่เดียว แววตาของรินที่สื่อออกมานั้นไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยว แต่มันคือความเวทนาต่อความไร้เดียงสาของตัวเองในอดีต
“พายคะ...” รินเรียกชื่อคนรักเบาๆ ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับศัตรูอีกครั้ง “ถ้าความรักของฉันคือการรั้งพายไว้ในที่ที่ปลอดภัย... ฉันยินดีจะเห็นแก่ตัวค่ะ แต่ถ้าความรักของคุณคือการทำลายทุกอย่างเพียงเพื่อตัวเลขในบัญชีที่เพิ่มขึ้น... ฉันก็ไม่มีวันยอมให้คุณก้าวผ่านประตูบานนี้ออกไปโดยที่ยังถือเอกสารฉบับนี้อยู่หรอกค่ะ”
รินหยิบซองเอกสารขึ้นมา ท่ามกลางสายตาที่จับจ้อง เธอไม่ได้ฉีกมันทิ้งอย่างที่ในละครน้ำเน่าทำ แต่มือที่สั่นน้อยๆ ของเธอกลับบรรจงวางมันลงในเครื่องทำลายเอกสารข้างเคาน์เตอร์ เสียงเครื่องยนต์กลไกทำงานดังครืดคราดก้องไปทั่วร้านหนังสือที่เงียบงัน กลิ่นกระดาษที่ถูกทำลายฟุ้งกระจายออกมาประหนึ่งกลิ่นอายแห่งความกล้าหาญที่ถูกจุดชนวน
“เธอทำอะไรลงไป!” ชายคนนั้นอุทาน ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ
“ฉันแค่ทำในสิ่งที่ควรทำมานานแล้วค่ะ” รินแค่นยิ้ม “เอกสารชุดนั้นเป็นเพียงสำเนา ที่ดินผืนนี้มีประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้งกว่าที่เอกสารปลอมแปลงเหล่านั้นจะบรรยายได้ และถ้าคุณอยากจะยึดพื้นที่นี้จริงๆ ก็เชิญทำตามขั้นตอนกฎหมายที่ถูกต้อง ไม่ใช่การเข้ามาคุกคามในพื้นที่ส่วนตัวของฉันแบบนี้”
พายยืนอึ้ง มองแผ่นหลังของรินที่ดูสง่างามและหนักแน่นท่ามกลางวิกฤต เธอไม่เคยเห็นมุมนี้ของรินมาก่อน รินที่ยอมทิ้งความเงียบสงบอันเป็นเกราะป้องกัน เพื่อก้าวออกมาเป็นเกราะกำบังให้เธอ
“ออกไปค่ะ ก่อนที่ฉันจะโทรเรียกตำรวจ” รินพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด
หลังจากร่างของชายคนนั้นเดินกระแทกเท้าออกไปจากร้าน ทิ้งไว้เพียงไอความร้อนของความขัดแย้งที่ยังไม่จางหาย ความเงียบงันกลับคืนสู่ร้านหนังสือปลายซอยอีกครั้ง พายปล่อยมือจากชายเสื้อริน ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเก่าด้วยความอ่อนแรง
“ริน... ถ้าเขาฟ้องจริงๆ เราจะทำยังไงคะ” พายถามด้วยเสียงแผ่วเบา ดวงตากลมโตคลอไปด้วยหยาดน้ำตา
รินเดินอ้อมเคาน์เตอร์มานั่งคุกเข่าลงเบื้องหน้าพาย เธอหยิบมือของคนรักขึ้นมาวางบนตักของตัวเอง สัมผัสที่อบอุ่นจากฝ่ามือของรินทำให้ความกังวลในใจของพายเบาบางลง รินจูบลงบนหลังมือของพายอย่างแผ่วเบา เป็นการยืนยันถึงความภักดีที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
“เราจะสู้ค่ะพาย” รินกระซิบ “ไม่ว่าจะเป็นเรื่องร้าน หรือเรื่องอดีตที่คุณหนีมา ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายพื้นที่ความสุขของเราอีกแล้ว ที่ผ่านมาฉันอาจจะเลือกเดินถอยหลังเพื่อความสงบ แต่ต่อจากนี้... ฉันจะเดินเคียงข้างคุณเอง”
พายมองใบหน้าของรินที่ดูมั่นคงและเต็มไปด้วยความรัก ความเชื่อมั่นที่เธอเคยทำหล่นหายไปในอดีตเริ่มก่อตัวขึ้นใหม่ ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะโหมกระหน่ำเข้ามาในชีวิตที่เคยเรียบง่ายของพวกเธอ
ท่ามกลางแสงไฟสีส้มสลัวที่ส่องกระทบสันปกหนังสือ รินลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่ตู้เอกสารลับที่ซ่อนอยู่หลังชั้นหนังสือวรรณกรรมคลาสสิก เธอไขกุญแจด้วยมือที่ยังคงสั่นเล็กน้อย ก่อนจะหยิบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งออกมา สมุดเล่มนั้นไม่ใช่ของริน แต่มันคือของเจ้าของที่ดินตัวจริงที่เคยทิ้งไว้ให้เธอในวันที่ตัดสินใจมอบร้านนี้ให้
รินเปิดหน้าที่คั่นไว้ สายตาของเธอเบิกกว้างเมื่อเห็นข้อความที่เพิ่งปรากฏขึ้นด้วยหมึกสีแดงสดที่ยังคงเปียกชื้น ราวกับว่ามีใครบางคนเพิ่งจะเขียนมันทิ้งไว้เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา
“ริน... พายดูนี่สิ” พายเรียกเสียงสั่น มือของเธอชี้ไปยังบานหน้าต่างกระจกหน้าร้าน “คนคนนั้น... เขาไม่ได้เดินจากไป แต่เขากำลังยืนรอใครบางคนอยู่ตรงมุมตึก”
รินหันไปมองตาม พลันหัวใจของเธอก็หล่นวูบเมื่อเห็นชายคนนั้นไม่ได้ยืนอยู่ลำพัง แต่เขากำลังก้มหัวทำความเคารพสตรีสูงวัยท่าทางสง่างามผู้หนึ่งที่ก้าวลงมาจากรถสีดำสนิท ซึ่งจอดนิ่งสนิทอยู่หน้าทางเข้าร้าน และเมื่อสตรีผู้นั้นหันใบหน้ามามองตรงมายังร้านหนังสือผ่านกระจก รินก็นิ่งงันไปจนแทบลืมหายใจ เพราะใบหน้านั้น... คือใบหน้าของคนที่ควรจะจากโลกนี้ไปนานแล้ว
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ความกล้าหาญของรินและพายนะคะ หวังว่าตอนต่อไปพวกเราจะผ่านพายุนี้ไปด้วยกันค่ะ
กลิ่นกระดาษและไออุ่นในร้านหนังสือปลายซอย•ตอนที่ 38
ความกล้าหาญเพียงหนึ่งเดียว
ผลงานโดย ชากุหลาบอุ่นๆ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชากุหลาบอุ่นๆ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลิ่นกระดาษและไออุ่นในร้านหนังสือปลายซอย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!