โลหิตอุ่นร้อนสาดกระเซ็นลงบนใบหน้าหล่อเหลาของหลี่มู่เหวินราวกับหยาดฝนที่ร่วงหล่นจากห้วงนรก กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วอาณาบริเวณ กลิ่นอายสังหารที่หนาแน่นจนแทบหายใจไม่ออกนั้นบีบคั้นหัวใจของจอมยุทธ์หนุ่มจนสั่นสะท้าน มือขวาที่กุมด้ามกระบี่‘เมฆาไร้ลักษณ์’เอาไว้แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน สั่นระริกด้วยแรงแค้นที่พุ่งพล่านดั่งภูเขาไฟใต้พิภพ
เบื้องหน้าของเขาคือร่างของ‘ศิษย์ผู้น้อง’ที่เขาเคยสาบานว่าจะปกป้องด้วยชีวิต ร่างที่เคยซุกซนและเต็มไปด้วยรอยยิ้ม บัดนี้กลับถูกคมหอกอาบยาพิษแทงทะลุอก ด้ามหอกยาวปักคาอยู่กับซากปรักหักพังของศาลาฝึกตน แววตาของศิษย์น้องผู้นั้นยังคงจ้องมองมาที่เขา แม้ลมหายใจจะค่อยๆ แผ่วเบาลงจนแทบดับสูญ
“ศิษย์พี่… อย่า… อย่าได้เสียใจไปเลย… ข้า… ข้าเพียงแค่ทำหน้าที่… ของจอมยุทธ์แห่งสำนักกระบี่เดียวดาย…”
น้ำเสียงนั้นขาดห้วงพร้อมกับโลหิตสีคล้ำที่ไหลรินออกจากมุมปาก หลี่มู่เหวินรีบพุ่งเข้าไปประคองร่างนั้นไว้ในอ้อมแขน พลังปราณสีครามพยายามถ่ายเทเข้าไปเพื่อยื้อชีวิต แต่ทว่า ร่างกายของศิษย์น้องกลับเย็นเฉียบลงทุกขณะราวกับถูกแช่แข็งในห้วงน้ำแข็งหมื่นปี
“ข้าสั่งให้เจ้าสู้! เจ้าไม่มีสิทธิ์ทอดทิ้งข้าไปในที่แบบนี้!” หลี่มู่เหวินคำราม เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือ ความทะนงตนในวิถีกระบี่ที่เคยแข็งแกร่งดุจหินผา กลับพังทลายลงในพริบตาเมื่อเผชิญกับความตายของผู้ที่รัก
ในขณะเดียวกัน เซียนหิมะจิวหลิงที่ยืนตระหง่านอยู่บนหลังคากระเบื้องที่แหลกละเอียด ดวงตางามดั่งผลึกน้ำแข็งของนางทอประกายเย็นเยียบและเจ็บปวดลึกๆ นางหันมามองหลี่มู่เหวินด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก อุปนิสัยที่เคยเย็นชาต่อโลกหล้าบัดนี้กำลังแปรเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงแห่งความพิโรธ นางดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว พลังเหมันต์นิรันดร์ก็พุ่งกระจายออกไปดุจพายุหิมะที่กวาดล้างศัตรูรอบข้างให้กลายเป็นรูปสลักน้ำแข็งในชั่วพริบตา
“หลี่มู่เหวิน! หากเจ้ามัวแต่จมดิ่งอยู่ในความโศกเศร้า วิญญาณของเขาจะจากไปอย่างไม่สงบ!” เสียงของจิวหลิงดังกังวานกังวานเย็นชาแต่แฝงด้วยความห่วงใยที่นางไม่เคยเปิดเผยให้ใครเห็น
หลี่มู่เหวินค่อยๆ วางร่างศิษย์น้องลงกับพื้นอย่างทะนุถนอม เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ กระบี่เมฆาไร้ลักษณ์ในมือเริ่มส่งเสียงก้องกังวานราวกับมันรับรู้ถึงโทสะของเจ้าของ ปราณกระบี่ที่เคยสุขุมลุ่มลึกบัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นรุนแรงดุร้ายดั่งพายุคลั่ง ลมปราณหมุนวนรอบกายเขาจนเกิดเป็นวงแหวนแห่งอำนาจที่สั่นสะเทือนไปทั่วผืนป่า
“พวกเจ้า… บังอาจพรากสิ่งที่ข้าหวงแหนที่สุดไป” หลี่มู่เหวินเปรยขึ้น น้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่ากดดันจนศัตรูที่เหลืออยู่ต่างถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว สัจธรรมแห่งกระบี่ที่เขายึดถือมาตลอดชีวิต—ความสงบในความวุ่นวาย—บัดนี้กลับกลายเป็น‘ไร้กระบี่คือกระบี่ที่ไร้ปรานี’
เขาก้าวเท้าเพียงก้าวเดียว ร่างกายก็พุ่งหายไปราวกับเงาพราย โผล่ออกมากลางวงล้อมของศัตรูที่ถือหอกอาบยาพิษเล่มนั้น กระบี่เดียวดายฟาดฟันออกไปเพียงครั้งเดียว ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยกระบวนท่าที่นับไม่ถ้วน แสงกระบี่สีครามวาดผ่านอากาศดั่งดวงดาราที่ร่วงหล่น ศีรษะของศัตรูร่วงกราวลงกับพื้นพร้อมกันโดยที่คมกระบี่ของเขาแทบไม่เปื้อนเลือด
การสังหารหมู่เกิดขึ้นในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งถ้วยชา แต่หัวใจของหลี่มู่เหวินกลับว่างเปล่าประหนึ่งถูกควักออกไป เขากลับมายังร่างศิษย์น้องอีกครั้ง จิวหลิงเดินเข้ามาใกล้เงียบๆ นางวางมือลงบนไหล่ของเขา สัมผัสที่เย็นเยียบจากฝ่ามือของนางกลับทำให้น้ำตาของลูกผู้ชายที่อดกลั้นมานานถึงกับร่วงหล่น
“บนเส้นทางยุทธภพ ความสูญเสียคือเงาที่ติดตามตัวเราเสมอ หลี่มู่เหวิน... หากเจ้าไม่ยอมแข็งแกร่งขึ้นเพื่อปกป้องคนข้างหลัง โลกนี้ก็ไม่เหลือที่ยืนให้คนดีมีคุณธรรม” จิวหลิงกล่าวพึมพำ น้ำเสียงของนางสั่นไหวเล็กน้อย
ทันใดนั้น ท้องฟ้าที่เคยหมองหม่นกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิต เมฆาปกคลุมทั่วอาณาบริเวณด้วยแรงกดดันมหาศาลจากเบื้องบน เสียงฟ้าร้องคำรามดังสนั่นหวั่นไหวราวกับสวรรค์กำลังโกรธเกรี้ยว ประตูมิติที่ไร้ที่มาปรากฏขึ้นเหนือยอดเขาหลักของสำนัก ร่างเงาสีดำทมิฬขนาดมหึมาค่อยๆ ก้าวออกมาจากห้วงมิติ
หลี่มู่เหวินแหงนหน้ามองร่างนั้น ดวงตาทอประกายแห่งการตัดสินใจ เขารู้ดีว่าหากไม่ยอมทำลายขีดจำกัดของตัวเองในตอนนี้ ทุกคนที่เขารักจะกลายเป็นเพียงเถ้าถ่านภายใต้เงื้อมมือของมารร้ายตนนี้
เขาชักกระบี่ออกจากฝักจนสุดแรง เสียงกระบี่เสียดสีกับฝักดังกังวานก้องไปทั่วสวรรค์ชั้นฟ้า ปราณกระบี่ทะลุทะลวงขึ้นสู่ชั้นเมฆ พลังที่เขาสั่งสมมาตลอดชีวิตเริ่มหลอมรวมเข้ากับสัจธรรมแห่งการปล่อยวางและการยึดมั่นในคราวเดียวกัน
เพียงครู่เดียวที่พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ร่างมารร้ายทมิฬแสยะยิ้มที่ทำให้ผู้คนทั่วทั้งหุบเขาต้องสิ้นหวัง แต่มือของหลี่มู่เหวินกลับมั่นคงดุจภูผา เขากระซิบเบาๆ กับตัวเองขณะกระแสพลังสีครามและสีทองหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในร่างกาย “ในเมื่อสวรรค์ไม่เมตตา เช่นนั้นข้าก็จะขอท้าทายกฎเกณฑ์นี้ด้วยกระบี่เดียวดายของข้าเอง”
เงาดำนั้นยื่นมือลงมาหมายจะบดขยี้ทุกอย่าง แต่แล้วทันใดนั้นเอง... กระบี่ในมือของหลี่มู่เหวินกลับเริ่มเปลี่ยนสภาพกลายเป็นแสงสีขาวบริสุทธิ์ที่ส่องสว่างยิ่งกว่าดวงตะวัน ประตูมิติเบื้องบนกลับถูกบิดเบี้ยวด้วยแรงกดดันมหาศาลจากกระบี่ของเขา! คนที่ก้าวออกมาจากเงาดำนั้นไม่ใช่ศัตรูที่เขาคาดคิด แต่กลับเป็นบุคคลที่เขาคิดว่าตายไปแล้วนับสิบปี... อาจารย์ของเขาที่บัดนี้แววตาเต็มไปด้วยไอสังหารและมีรอยปานประหลาดอยู่บนใบหน้า!
การท่องยุทธภพของทุกท่านในบทนี้ต้องจบลงด้วยรอยร้าวที่ยากจะประสาน และโปรดติดตามว่าหลี่มู่เหวินจะจัดการกับโชคชะตาที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจตนเองอย่างไรในตอนถัดไปครับ
มังกรครามท่องภพขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความเจ็บปวดและแสงแห่งความหวังไปพร้อมกับตัวละครของผมนะครับ
กระบี่เดียวดาย ไร้เงาพ่ายเหนือใต้หล้า•ตอนที่ 30
ลมหายใจสุดท้ายของวิกฤต
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดาย ไร้เงาพ่ายเหนือใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!