กระบี่เดียวดาย ไร้เงาพ่ายเหนือใต้หล้า•ตอนที่ 1

รอยเท้าแรกบนหิมะเลือด

ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
กระบี่บนหลังไม่เคยส่งเสียงร่ำลา มีเพียงเสียงลมหนาวที่กรีดแทะโครงกระดูกของยุทธภพ ยุทธภพนี้กว้างใหญ่ไพศาล แต่บางครั้งกลับคับแคบเสียจนไม่มีที่พอให้คนผู้หนึ่งยืนหยัดอย่างเที่ยงธรรม หลี่มู่เหวินก้าวเท้าลงจากยอดเขาเทียนซานทีละก้าวอย่างมั่นคง ทุกรอยเท้าที่กดลงบนพื้นหิมะขาวโพลนล้วนทิ้งร่องรอยแห่งความเด็ดเดี่ยวไว้เบื้องหลัง สามปีเต็มที่เขาปิดด่านบำเพ็ญเพียรบนยอดเขาอันหนาวเหน็บ เพื่อขัดเกลาจิตวิญญาณแห่งกระบี่ให้บริสุทธิ์ดั่งน้ำค้างแข็ง ทว่าเงาในใจเรื่องการตายอย่างมีเงื่อนงำของอาจารย์ยังคงพันธนาการดวงจิตของเขาไว้ดั่งโซ่ตรวนเหล็กไหล วิถีกระบี่นั้นโดดเดี่ยว ยิ่งก้าวเดินสูงขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งพบเจอแต่ความหนาวเหน็บและไร้ซึ่งสหายร่วมทาง หลี่มู่เหวินสวมชุดคลุมสีครามเข้ม ปอยผมสีดำสนิทปลิวไสวไปตามแรงลมปราณที่แผ่ออกมาจากร่างโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคมกริบคู่นั้นทอดมองไปยังเบื้องล่างที่ปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบ สัญชาตญาณดิบของยอดฝีมือบอกเขาว่า ความสงบสุขของยุทธภพเป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อปิดบังกลิ่นคาวเลือดที่กำลังจะเอ่อล้น สายลมพัดโชยกลิ่นบางอย่างมาแตะจมูก... กลิ่นสนิมเหล็ก กลิ่นที่คุ้นเคยยิ่งกว่ากลิ่นสุราชั้นยอด กลิ่นของความตาย หลี่มู่เหวินขมวดคิ้วเล็กน้อย ฝีเท้าที่กำลังก้าวลงจากเขาชะงักงัน ในยุทธภพนี้ เลือดไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด แต่กลิ่นอายความตายที่เข้มข้นจนทำให้บรรยากาศรอบตัวบิดเบี้ยวเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องปกติอย่างแน่นอน เขาเร่งฝีเท้าขึ้น ทะยานร่างผ่านพ้นแนวป่าสนสลับซับซ้อนราวกับภูตพรายไร้เงา ปราณกระบี่ในจุดตันtianหมุนวนอย่างเชี่ยวกรากพร้อมจะระเบิดออกได้ทุกเมื่อหากมีสิ่งผิดปกติ เบื้องหน้าของเขาคือ "หมู่บ้านชิงหลิน" หมู่บ้านชายแดนอันสงบสุขที่เขาเคยแวะเวียนมาพักพิงเมื่อหลายปีก่อน ทว่ายามนี้ ภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับไม่ใช่รอยยิ้มของชาวบ้านหรือควันไฟจากเตาผิง หากแต่เป็นนรกบนดินที่ถูกย้อมด้วยสีชาด บ้านเรือนไม้ระแนงถูกเผาไหม้จนเหลือเพียงซากปรักหักพัง เสาเรือนคุกกรุ่นด้วยไอความร้อนและเขม่าควัน ศพผู้คนนับร้อยกระจัดกระจายเกลื่อนกลาดอย่างไร้ความปรานี ทั้งคนชรา สตรี และเด็กน้อย ล้วนถูกปลิดชีพด้วยกระบวนท่าที่เฉียบคมและอำมหิต เลือดสีแดงฉานไหลนองแผ่นดินขาวโพลน ตัดกับสีขาวของหิมะจนกลายเป็นภาพที่สะเทือนขวัญเกินกว่าจะบรรยาย หลี่มู่เหวินยืนนิ่งสงบอยู่บนโขดหินสูง สายตาคมกริบกวาดมองความพินาศรอบกาย หัวใจของเขาไม่ได้เต้นเร็วขึ้นด้วยความตื่นกลัว ตรงกันข้าม มันกลับเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปี ความโกรธเกรี้ยวไม่ได้แสดงออกทางสีหน้า ทว่ามันกลับถูกกดทับไว้เบื้องลึก หลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณกระบี่จนแผ่รัมสีสังหารออกมารอบรัศมีสယ်จั้ง ทำให้เกล็ดหิมะที่กำลังโปรยปรายต้องแตกสลายกลายเป็นละอองไอน้ำก่อนจะสัมผัสโดนตัวเขา "ช่างลงมือได้เหี้ยมเกี้ยมนัก... แม้แต่เด็กที่ยังไม่ประสีประสาต่อโลกก็ไม่เว้น" เสียงทุ้มต่ำหลุดออกมาจากริมฝีปากของหลี่มู่เหวิน น้ำเสียงนั้นไร้ซึ่งความลังเล มีเพียงความเด็ดขาดของบุรุษผู้ยึดมั่นในวิถีของตน เขาก้าวเดินเข้าไปในเขตหมู่บ้าน รอยเท้าแรกบนพื้นหิมะที่ย้อมด้วยเลือดสดๆ พิมพ์ประทับลงไปอย่างหนักแน่น ทุกย่างก้าวเปรียบเสมือนการประกาศสงครามกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังโศกนาฏกรรมครั้งนี้ ท่ามกลางซากศพอันไร้วิญญาณ หลี่มู่เหวินหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าศพของเด็กชายคนหนึ่ง มือเล็กๆ กำก้อนหินแน่น ดวงเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัววินาทีสุดท้ายของชีวิต ภาพนี้ทำให้ภาพเหตุการณ์ในอดีตซ้อนทับขึ้นมาในหัว อาจารย์ของเขาก็สิ้นใจด้วยวิถีการสังหารที่เหี้ยมเกี้ยมและไร้ร่องรอยเช่นนี้เหมือนกัน ฉับพลันนั้น ประสาทสัมผัสอันแหลมคมของยอดฝีมือกระตุ้นเตือน ลมหายใจที่แผ่วเบาอย่างยิ่งยวดสายหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน เสียงหยดเลือดที่หยดลงบนพื้นไม้ผุๆ จากร่างที่ซ่อนอยู่บนคานเรือนที่ถูกไฟไหม้เบื้องบน *ติ๋ง... ติ๋ง...* หลี่มู่เหวินไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง เขาเพียงแค่ยกมือขวาขึ้นช้าๆ นิ้วเรียวยาวสัมผัสกับด้ามกระบี่ "ชิงอวิ๋น" ที่สะพายอยู่ด้านหลังอย่างแผ่วเบา "ซ่อนตัวอยู่บนนั้นนานเกินไปแล้ว... ออกมาเถอะ" หลี่มู่เหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าดวงตากลับทอประกายคมปลาบดุจดั่งพญาอินทรีที่มองเหยื่อเบื้องล่าง สิ้นเสียงพูด ร่างในชุดดำสนิทปิดบังใบหน้าเหลือไว้เพียงดวงตาก็พุ่งทะยานลงมาจากซากคานไม้ ประกายแสงสีเงินวาบขึ้นพร้อมกับคมดาบโค้งที่มุ่งตรงมายังจุดตายบริเวณลำคอของหลี่มู่เหวินด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ความเร็วระดับนี้หากเป็นชาวยุทธทั่วไปคงไม่มีโอกาสแม้แต่จะกระพริบตา ทว่า... หลี่มู่เหวินหาใช่ชาวยุทธทั่วไปไม่ เขายืนหยัดตระหง่านราวกับขุนเขา ไม่ขยับเขยื้อนหลบหลีกแม้แต่น้อย ปราณกระบี่ในกายพรั่งพรูออกมาดั่งคลื่นยักษ์ซัดสาด ทันใดนั้นเอง นิ้วมือที่กุมด้ามกระบี่ก็ออกแรงสะบัดเพียงเล็กน้อย *กริ๊ง!* เสียงเหล็กกระทบกันกังวานใสเสียดแก้วหู ประกายไฟแตกกระจายสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของหมอกควัน คมดาบของมือสังหารหยุดชะงักลงกลางอากาศอย่างกะทันหันราวกับชนเข้ากับกำแพงเหล็กไร้รูป มือสังหารชุดดำเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก มันไม่คาดคิดเลยว่าเป้าหมายจะสามารถรับกระบวนท่านี้ได้โดยไม่ต้องชักกระบี่ออกจากฝักด้วยซ้ำ แรงสะท้อนมหาศาลไหลย้อนกลับตามคมดาบ ทำเอาแขนชาด้านจนแทบไร้ความรู้สึก หลี่มู่เหวินปรายตามองผู้บุกรุกด้วยแววตาสมเพชระคนเย้ยหยัน มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายและการพิพากษา "ฝีมือระดับนี้... กล้าดียังไงมาเหยียบย่างในดินแดนที่ข้าเดินผ่าน" หลี่มู่เหวินเอ่ยเสียงเย็นเยียบ พร้อมกับนิ้วมือที่เริ่มออกแรงกดลงบนด้ามกระบี่ชิงอวิ๋นมากขึ้นทีละน้อย คมกระบี่เริ่มขยับเลื่อนออกจากฝัก ส่งเสียงคำรามก้องกังวานดั่งพญามังกรตื่นจากนิทรา ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันจนแทบหยุดหายใจ มือสังหารชุดดำพลันรู้สึกได้ถึงความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ตนทุกขณะ และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ก่อนที่คมกระบี่จะถูกชักออกจนสุดลำกล้อง... เงาร่างสีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่งก็พลันร่อนลงมาจากฟากฟ้า ราวกับนางเซียนผู้ไร้ซึ่งกิเลส ทว่ากลับแผ่รังสีความเย็นยะเยือกที่เหนือล้ำกว่าหิมะบนยอดเขาเทียนซาน นางเอ่ยปากขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลังจนสะเทือนไปทั่วทั้งบริเวณ "ช้าก่อน... คนผู้นี้ ยังมีประโยชน์มากกว่าการฆ่าทิ้งตรงนี้" ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับรอยเท้าแรกบนเส้นทางกระบี่นี้ด้วยกันครับ - มังกรครามท่องภพ
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดาย ไร้เงาพ่ายเหนือใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%