กาน้ำชาเคลือบกระเบื้องลายครามบรรจุน้ำร้อนเดือดพล่าน ส่งไอสีขาวกรุ่นลอยอวลอยู่เบื้องหน้า กลิ่นหอมละมุนของใบชาหลงJing (หลงจิ่ง) ชั้นดีถูกกลบด้วยกลิ่นอายความกดดันอันเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาจากบุรุษผู้ประทับอยู่เหนือตั่งไม้จันทน์แดง
ไป๋หลานมิได้เงยหน้าขึ้นทันที นางยังคงจรดปลายนิ้วเรียวผุดผ่องลงบนหมากสีดำ เม็ดแล้วเม็ดเล่า วางลงบนกระดานหยกขาวสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิงยามราตรี ท่าทีของนางสงบนิ่งดั่งผืนน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นต่อรัศมีคุกคามของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น "พยัคฆ์แดนเหนือ" ผู้กุมอำนาจกองทัพนับแสนชีวิต
"เจ้าจงใจเดินหมากตานี้ เพื่อบีบให้มุมขวาตายสนิท หรือเพียงแค่... กำลังรอให้ข้าทำลายมันด้วยมือตัวเองกันแน่, ไป๋หลาน"
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันในห้องหนังสืออักษร เซียวจวินอ๋องทอดพระเนตรมองหญิงสาวเบื้องพระพักตร์ด้วยแววตาคมกริบดั่งใบมีดน้ำแข็ง ดวงพักตร์หล่อเหลาดุดันราวกับเทพสงครามสลักจากหินหยกดำ ทว่าแฝงไว้ด้วยความระแวดระวังขั้นสูงสุด พระองค์ทรงผ่านสมรภูมิรบและเกมการเมืองมานักต่อนัก สตรีในห้องหอหรือบุตรีขุนนางตกอับย่อมสั่นเทาจนแทบกราบกรานเมื่ออยู่เบื้องพระพักตร์ แต่นาง... กลับเอียงคอเล็กน้อย เผยรอยยิ้มบางเบาที่มุมปากอย่างไม่เกรงกลัว
ไป๋หลานค่อยๆ วางหมากในมือลง เสียงกระทบกับกระดานหยกดัง *ก๊อก* เบาๆ ทว่าดังก้องกังวานในความรู้สึกของคนฟัง นางเงยหน้าขึ้นสบพระพักตร์คมคายนั้นโดยมิได้หลบสายตา ประกายในดวงตาคู่สวยฉายแววเฉียบคมดุจประกายไฟกระทบเหล็กกล้า
"หม่อมฉันมิกล้าบังaนชักนำพระองค์หรอเพคะ... เพียงแต่ บนกระดานชีวิตนี้ หากผู้เล่นมัวแต่มองชัยชนะตรงหน้า ย่อมมองไม่เห็นกับดักที่ถูกวางไว้เบื้องหลัง หมากตัวนี้ของหม่อมฉันไม่ได้มีไว้เพื่อบีบพระองค์ให้จนมุม แต่มีไว้เพื่อเตือนสติว่า บางครั้ง 'ชัยชนะ' ที่ได้มาง่ายดายเกินไป อาจไม่ใช่ชัยชนะที่แท้จริง"
คำพูดของนางราบเรียบ ทว่าเฉียบคมบาดลึกถึงขั้วหัวใจ เซียวจวินอ๋องหรี่พระเนตรลงเล็กน้อย กล้ามเนื้อกรามขบเข้าหากันแน่น ความรู้สึกประหลาดแล่นริ้วผ่านพระหทัยที่ด้านชามาเนิ่นนาน สตรีผู้นี้แต่งกายด้วยชุดผ้าฝ้ายเรียบง่าย ไร้เครื่องประดับหรูหราสมฐานะอดีตคุณوَดย์สกุลใหญ่ที่ล่มสลาย ทว่ากิริยามარยาทกลับสง่างามและเปี่ยมด้วยอำนาจที่ไม่อาจมองข้าม ดวงตาคู่นั้น... มันไม่ใช่ดวงตาของหญิงสาวทั่วไปที่รอคอยความเมตตา แต่มันคือดวงตาของ 'ผู้เล่น' ที่กำลังมองกระดานการเมืองด้วยมุมมองที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าขุนนางในราชสำนักบางคนเสียอีก
"บังอาจนัก!" องครักษ์เงาที่ยืนอารักขาอยู่มุมมืดตวาดเสียงต่ำ พร้อมชักกระบี่ออกจากฝักครึ่งหนึ่งเพื่อขู่ขวัญ
แต่วันนี้ ไป๋หลานหาได้สะดุ้งสะเทือน นางเพียงปรายตามองปลายกระบี่วาววับนั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาแย้มสรุปต่อหน้าพระพักตร์ของท่านอ๋องผู้เยือกเย็น "หากความสัตย์จริงคือความบังอาจ หม่อมฉันก็ยอมรับความผิดนั้นเพคะ... แต่ท่านอ๋องทรงพิจารณาดูให้ดีเถิด การที่หม่อมฉันถูกส่งตัวมายังจวนอ๋องทิศเหนือแห่งนี้ ท่ามกลางข่าวลือเรื่องสนธิสัญญาแคว้นต้าฉีและความลับทางการทหารที่รั่วไหล... พระองค์คิดจริงๆ หรือว่าเบื้องบนส่ง 'หมากเบี้ยไร้ค่า' มาให้พระองค์กำจัดทิ้งเล่น?"
เซียวจวินอ๋องทรงชะงักไปชั่วขณะ พระหัตถ์ที่ถือจอกชายกขึ้นค้างไว้กลางอากาศ บรรยากาศรอบตัวพลันกดดันหนักอึ้งขึ้นไปอีกหลายเท่า ความเงียบสงบเข้าปกคลุมชั่วพริบตา ราวกับอากาศถูกสูบออกไปจากห้องจนแทบหายใจไม่ออก พระองค์ทรงจ้องมองลึกลงไปในดวงตาของหญิงสาว ค้นหาความหวาดกลัว พิรุธ หรือแม้แต่ร่องรอยการโกหก ทว่าสิ่งที่สะท้อนกลับมาในนัยน์ตาคู่รั้นนั้น มีเพียงความว่างเปล่าอันล้ำลึกและประกายปัญญาที่สว่างไสวราวกับดวงดาวบนท้องฟ้ายามราตรี
สตรีผู้นี้... รู้ความลับเรื่องสนธิสัญญา และนางยังกล้าหยิบมันขึ้นมาต่อรองบนโต๊ะต่อหน้าพระพักตร์อย่างไม่เกรงกลัวความตาย!
มุมพระohtบของเซียวจวินอ๋องยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันที่น่ากลัวที่สุด เป็นรอยยิ้มที่เหล่าแม่ทัพศัตรูต่างหวาดผวาเมื่อต้องเผชิญหน้าในยามสงคราม "เจ้าฉลาดเกินไป ไป๋หลาน... และความฉลาดมักเป็นภัยต่อชีวิตของสตรีเสมอ"
"หม่อมฉันไม่กลัวภัยพาลเพคะ... หม่อมฉันกลัวแต่จะตายไปโดยที่ยังไม่ได้ลากคอคนที่ฆ่าล้างตระกูลไป๋ลงนรกต่างหาก" เสียงของนางแผ่วเบา ทว่าหนักแน่นดั่งคำสาปแช่งที่สลักไว้บนศิลา
ก่อนที่เซียวจวินอ๋องจะทันได้ตรัสสิ่งใดตอบโต้ เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูรัวเร็วจากด้านนอกก็ดังแทรกขึ้น ขัดจังหวะบรรยากาศอันตึงเครียดภายในห้องหนังสือ
"ทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงของพ่อบ้านประจำจวนร้องตะโกนลั่นด้วยความตื่นตระหนก "มี... มีราชโองการด่วนจากเมืองหลวง... สั่งให้ปลดท่านอ๋องจากการควบคุมกองทัพทิศเหนือ และ... และให้ประหารนางไป๋หลานทันทีข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับกบฏพ่ะย่ะค่ะ!"
สิ้นเสียงรายงานนั้น ไป๋หลานมิได้แสดงอาการตกใจแม้แต่น้อย นางเพียงหันมาสบตาเซียวจวินอ๋องช้าๆ ท่ามกลางแสงตะเกียงที่วับแวม รอยยิ้มลึกลับปรากฏขึ้นที่มุมปากของนางอีกครั้ง ราวกับทายเหตุการณ์นี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว
เซียวจวินอ๋องทรงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พระเนตรดุดันฉายแววอำมหิตวาววับ พระหัตถ์หนากำด้ามกระบี่ข้างกายแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เมื่อทอดพระเนตรไปยังกระดานหยกเบื้องหน้า ที่ซึ่งหมากสีดำของนางกำลังล้อมกินหมากสีขาวของพระองค์จนมุมอับในตาเดินสุดท้ายพอดี
ดอกโบตั๋นพันปีขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงหมากตานี้ด้วยกันนะคะ
ลิขิตหมากกระดานหยก: จอมนางผู้พลิกชะตาเหนือบัลลังก์เมฆา•ตอนที่ 2
สายตาที่อ่านทะลุปรุโปร่ง
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลิขิตหมากกระดานหยก: จอมนางผู้พลิกชะตาเหนือบัลลังก์เมฆา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
