เสียงหัวเราะเยาะหยันดังระคนคาวโลหิตสะท้อนก้องไปทั่วตำหนักกระดูกร้อยศพ ประตูหินนิลกาฬสูงสิบวาบัดนี้พังครืนลงมาเป็นจุล เศษซากอัคคีปราณและเกล็ดน้ำแข็งสีครามกำลังกัดกินเสาหยกสลักลายอสูรจนเกิดเสียงดังสหายราวกับกระดูกลั่น บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่กดดันจนผู้อาวุโสสำนักหมื่นอสูรหลายสิบชีวิตถึงกับกระอักเลือดคำโตออกมาพร้อมกันโดยไม่ต้องลงมือซ้ำ
กลิ่นอายความตายแผ่ซ่านดุจหุบเหวนรกไร้ก้นบึ้ง
ตรงใจกลางซากปรักหักพัง ร่างของบุรุษผู้หนึ่งยืนตระหง่านราวกับขุนเขาที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ฟ้าดิน อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์บัดนี้เปรอะเปื้อนด้วยหยาดโลหิตสีชาด แต่มันมิได้ลดทอนความองอาจเย่อหยิ่งลงแม้แต่น้อย ในมือขวาของเขาคือกระบี่โบราณที่แผ่ไอความเย็นยะเยือกเสียดกระดูก—กระบี่หิมะมรณะ นามนั้นผู้คนในยุทธภพต่างขนานนามด้วยความหวาดผวา
"หลิงเฟิง! เจ้า... เจ้าเด็กอกตัญญูผู้ทรยศสำนัก กล้าดียังไงถึงบังอาจเหยียบย่ำสำนักหมื่นอสูรเช่นนี้!"
เสียงคำรามด้วยความเคียดแค้นดังมาจากบัลลังก์กระดูกมาร ผู้นำสำนักหมื่นอสูร "ไป๋จ้าน" ยันกายลุกขึ้นด้วยสภาพสะินสะสะท้าน ดวงตาเบิกโพงด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัว ปราณแท้จริงในร่างปั่นป่วนเพราะเคล็ดวิชามารย้อนกลับ รอยแผลกระบี่ลึกที่หน้าอกกำลังแผ่ไอเหมันต์กัดกินเส้นชีพจรของมันทีละน้อย
หลิงเฟิงไม่แม้แต่จะชายตามองอีกฝ่ายอย่างเต็มตา นัยน์ตาสสีดำสนิทคู่นั้นลุ่มลึกดุจห้วงสมุทรไร้ก้นบึ้ง ทว่าภายในกลับซ่อนเพลิงโทสะที่แผดเผาทุกสิ่งมาสามปีเต็ม สามปีที่เขาต้องทนกลืนเลือด หลบหนีการตามล่า และฝึกฝนวิชาในแดนสนธยา ก็เพื่อวันนี้ วันแห่งการชำระสะงล้างความอัปยศที่สำนักแห่งนี้หยิบยื่นให้ตระกูลของเขา
"ทรยศงั้นหรือ?" หลิงเฟิงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบเฉยราวกระแสลมหนาวพัดผ่านยอดเขา แต่กลับกดทับวิญญาณของผู้ได้ยินให้จมดิ่งลงสู่ห้วงนรก "สามปีก่อน ตอนที่พวกเจ้าสังหารล้างบางตระกูลหลิงของข้าเพื่อแย่งชิงคัมภีร์กระบี่เก้าสวรรค์ เหตุใดจึงไม่เคยเอ่ยคำว่าคุณธรรมและความกตัญญูเล่า ไป๋จ้าน... วันนี้หนี้เลือดต้องชำระด้วยเลือด หนี้ชีวิตต้องชดใช้ด้วยชีวิต!"
สิ้นคำพูด ร่างของหลิงเฟิงก็หายวับไปจากจุดเดิมราวกับภาพลวงตา
*เปรี้ยง!*
ประกายกระบี่สีครามสว่างวาบขึ้นในความมืดดุจสายฟ้าฟาดกลางฤดูหนาว อากาศรอบด้านแข็งค้างในชั่วพริบตา กฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินบริเวณนั้นคล้ายถูกบิดเบือนด้วยพลังปราณเหมันต์อันบริสุทธิ์และเย่อหยิ่ง ผู้อาวุโสขั้นหลอมรวมจิตวิญญาณผู้หนึ่งที่พยายามพุ่งเข้ามาขวางทางยังไม่ทันได้ชักอาวุธ ร่างกายก็ถูกแช่แข็งเป็นประติมากรรมน้ำแข็งสีใส ก่อนจะแตกละเอียดเป็นผุยผงเมื่อสายลมปราณพัดผ่าน
นี่คือวิถีกระบี่ที่เหนือล้ำ ไร้ซึ่งความปรานี มีเพียงความเด็ดเดี่ยวและเฉียบคม
ไป๋จ้านหน้าถอดสี ขนลุกซู่ไปทั้งร่าง มันรู้ดีว่าตนเองไม่มีทางรอดหากยังออมมือ จึงแผดเสียงคำรามลั่น รีดเร้นพลังโลหิตเฮือกสุดท้ายระเบิดออกเป็น "เขตแดนหมื่นอสูรคลั่ง" เงาร่างอสูรกายร้อยตนปรากฏขึ้นรายล้อม กรงเล็บอันแหลมคมพุ่งเข้าตะปบหลิงเฟิงจากทุกทิศทุกทาง หมายจะฉีกกระชากร่างของอีกฝ่ายให้แหลกเป็นชิ้นๆ
ทว่า หลิงเฟิงหาได้สะท้านสะเทือนแม้แต่น้อย มุมปากของเขายกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันฟ้าดิน
"วิชามารเดรัจฉาน... ต่อให้เจ้าดึงวิญญาณอสูรบรรพกาลมา ก็ไม่อาจกลบกลืนความอัปยศในจิตใจของเจ้าได้หรอก"
หลิงเฟิงสะบัดข้อมือเบาๆ กระบี่หิมะมรณะในมือส่งเสียงกรีดร้องแหลมสูงราวกับพญาหงส์คำราม ท้องนภานอกตำหนักที่เคยปลอดโปร่งพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีเทาทึบ หิมะสีขาวโพลนโปรยปรายลงมาอย่างกะทันหัน ทุกเกล็ดหิมะล้วนคมกริบดุจใบมีดนับล้านเล่มที่ถูกควบคุมด้วยจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งของเขา
*ฉับ!*
แสงกระบี่หนึ่งเดียวพาดผ่านความมืดมิด ตัดผ่านกรงเล็บอสูร ตัดผ่านเขตแดนหมื่นอสูร และตัดผ่านกาลเวลา
เวลาคล้ายหยุดนิ่งไปชั่วลมหายใจ ไป๋จ้านแข็งค้างอยู่บนบัลลังก์ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจ รอยกระบี่บางเฉียบปรากฏขึ้นที่ลำคอของมัน ก่อนที่โลหิตสีแดงฉานจะพวยพุ่งออกมาดุจน้ำพุ ร่างของผู้นำสำนักหมื่นอสูรผู้ยิ่งใหญ่ค่อยๆ ล้มลงกระแทกพื้น เสียงดังสนั่นหวั่นไหว เป็นอันปิดฉากอำนาจมืดที่ครอบครองยุทธภพมานานหลายสิบปีลงอย่างสมบูรณ์
บรรยากาศภายในตำหนักตกอยู่ในความเงียบงันชนิดที่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงเกล็ดหิมะตกกระทบพื้น หลิงเฟิงยืนหอบหายใจเล็กน้อย ไอปราณสีขาวพวยพุ่งออกจากร่างของเขา รัศมีแห่งชัยชนะแผ่ขยายออกไปรอบด้าน ประกาศให้โลกได้รู้ว่า จอมยุทธ์ผู้ทรนงตนผู้นี้ได้ทวงคืนความยุติธรรมด้วยปลายกระบี่ของตนเองแล้ว
ทว่า... ในขณะที่ความตายและความเงียบสงบกำลังปกคลุมซากปรักหักพัง หลิงเฟิงกลับมิได้รู้สึกผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย
สัญชาตญาณดิบของนักกระบี่เตือนภัยเขาอย่างรุนแรง ขนลุกชันไปทั่วแผ่นหลัง อุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงจนติดลบในพริบตา ราวกับว่าหิมะที่โปรยปรายเมื่อครู่ไม่ได้มาจากเคล็ดวิชาของเขา แต่มาจาก... ตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวอีกผู้หนึ่งที่ก้าวล่วงเข้ามาในเขตแดนนี้
"ช่างเป็นวิถีกระบี่ที่เย่อหยิ่งและดุดันยิ่งนัก... หลิงเฟิง เจ้าคิดว่าการสังหารมดปลวกเหล่านี้ จะทำให้จิตใจของเจ้าหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งความแค้นได้จริงหรือ?"
สุ้มเสียงไพเราะราวกับเสียงดนตรีจากสรวงสวรรค์ แต่กลับเย็นชาและไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ดังแว่วมาจากความว่างเปล่าเบื้องบน
หลิงเฟิงตวัดสายตาคมกริบขึ้นมองทันที หัวใจกระตุกวูบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ณ เบื้องบนยอดเสาหินที่หักพัง ร่างของสตรีในชุดอาภรณ์สีม่วงอ่อนปักลายเมฆาเหมันต์กำลังยืนอยู่บนปลายกระบี่เล่มหนึ่งที่ลอยเค្វ้งกลางอากาศอย่างอิสระ เรือนร่างอรชรบอบบางแต่สง่างามดั่งนางพญาเซียน ใบหน้างามล้ำเลิศเกินกว่ามนุษย์ปุถุชนจะจินตนาการได้ ทว่านัยน์ตาสีฟ้าครามคู่นั้นกลับเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปีที่ไม่มีวันละลาย
นางเซียนผู้เฝ้าขอบฟ้า—เซียนจื่อเวย!
ผู้ทรงพลังระดับบรรลุแดนเซียนที่ผู้คนในยุทธภพต่างกราบไหว้บูชา เหตุใดนางจึงมาปรากฏตัว ณ แดนอสูรที่โสมมแห่งนี้? และที่สำคัญยิ่งกว่า... ปลายกระบี่ของนางกำลังชี้ตรงมาที่หว่างคิ้วของเขา พร้อมกับรอยยิ้มบางเบาที่ซ่อนความอันตรายไว้เกินหยั่งคาด
"เจ้าเป็นใคร?" หลิงเฟิงเค้นเสียงถาม มือกระชับด้ามกระบี่ในมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เซียนจื่อเวยมิได้ตอบคำถามของเขา นางเพียงแต่ก้าวลงมาจากอากาศอย่างไร้สุ้มเสียง ราวกับเกล็ดหิมะที่โปรยปรายลงมาสัมผัสไหล่กว้างของเขาอย่างแผ่วเบา กลิ่นอายหอมเย็นบริสุทธิ์ลอยเข้าจมูก พร้อมกับกระแสพลังกดดันมหาศาลที่ทำให้เลือดลมในกายของหลิงเฟิงปั่นป่วนจนเกือบกระอัก
นางยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจเย็นเฉียบปะทะเข้ากับแก้มของเขา ก่อนจะกระซิบเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่ทำให้หัวใจของจอมยุทธ์ผู้ทะนงตนถึงกับสั่นสะท้าน
"ผู้ที่จะนำพาวิญญาณของเจ้าไปสู่ทัณฑ์สวรรค์... หรือไม่ก็... คนเดียวที่จะยอมร่วมมือกับเจ้าเผชิญหน้ากับฟ้าดินอย่างไรล่ะ หลิงเฟิง"
ชิงเสวี่ยเหมันต์ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านตอนแรกนี้นะคะ
กระบี่หิมะมรณะกับนางเซียนผู้เฝ้าขอบฟ้า•ตอนที่ 1
หิมะโปรยในวันล้างแค้น
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะมรณะกับนางเซียนผู้เฝ้าขอบฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
