กระบี่หิมะมรณะกับนางเซียนผู้เฝ้าขอบฟ้า•ตอนที่ 2

นางเซียนผู้เหยียบเมฆา

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
กลิ่นอายโลหิตและไอเย็นเยือกจากเคล็ดกระบี่ผ่ามิติยังคงค้างเติ่งอยู่ปลายศิลา ทว่าประโยคก้องกังวานที่ยังดังก้องในโสตประสาทของหลิงเฟิงเมื่อครู่ กลับทรงพลังยิ่งกว่าคมดาบใดในใต้หล้า *“ผู้ที่จะนำพาวิญญาณของเจ้าไปสู่ทัณฑ์สวรรค์... หรือไม่ก็... คนเดียวที่จะยอมร่วมมือกับเจ้าเผชิญหน้ากับฟ้าดินอย่างไรล่ะ หลิงเฟิง”* ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านไปทั่ว “ยอดเขาไร้รัก” สถานที่ซึ่งตำนานเล่าขานว่าแม้แต่นกกาแลยังไม่กล้าบินผ่าน ที่นี่... ณ จุดสูงสุดที่เมฆหมอกสีเทาทะมึนบรรจบกับผืนฟ้าอันไร้ก้นบึ้ง ร่างของบุรุษผู้หนึ่งยืนหยัดอย่างดื้อรั้น เส้นผมสีดำสนิทปลิวสยายตามแรงลมปราณที่แปรปรวน หลิงเฟิงกุมด้ามกระบี่ในมือแน่นจนข้อต่อกระดูกขึ้นสีขาวซีด ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวภูเขาจ้องเขม็งไปยังเบื้องหน้า—จุดที่มิติอากาศบิดเบี้ยวราวกับถูกกรีดด้วยกรรไกรเทพเซียน "ผู้ใดกันที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านเมฆา เปล่งวาจาสามหามท้าทายฟ้าดินเช่นนี้" น้ำเสียงของหลิงเฟิงแหบพร่าแต่ทรงพลัง กังวานก้องสะท้อนไปตามหน้าผาสูงชัน บาดลึกเข้าไปในความว่างเปล่าราวกับต้องการกระชากหน้ากากของสรรพสิ่งให้ออกมาเผชิญหน้า เขาคือผู้รอดชีวิตจากกองเพลิงชำระแค้นของสำนักกระบี่นภากาศ วิญญาณของเขาถูกตีตราด้วยความเคียดแค้นชิงชัง และวันนี้... เขากำลังจะก้าวข้ามขอบเขตมนุษย์เพื่อไปทวงคืนความยุติธรรมจากสวรรค์ เหตุไฉนจึงต้องมาติดอยู่ท่ามกลางเสียงกระซิบปริศนานี้เล่า? *วูบ—!* ฉับพลันนั้น อากาศรอบกายก็เย็นเยียบลงนับร้อยเท่า ผลึกน้ำแข็งสีครามบริสุทธิ์นับล้านชิ้นก่อตัวขึ้นกลางอากาศอย่างไร้ที่มา ราวกับฤดูเหมันต์อันโหดร้ายได้ถูกบีบอัดให้เหลือเพียงพื้นที่แคบๆ สรรพเสียงทั้งปวงในยุทธภพพลันดับวูบ ราวกับเวลาถูกแช่แข็งไว้ชั่วขณะ หิมะสีขาวโพลนโปรยปรายลงมาอย่างเงียบเชียบ ทว่าเกล็ดหิมะแต่ละกลีบกลับคมกริบดุจใบมีดเซียน สามารถเฉือนผิวหนังของยอดฝีมือขอบเขตผสานวิญญาณให้ขาดวิ่นได้ในพริบตา จากผืนเมฆหมอกหนาทึบที่หมุนวนเป็นเกลียวคลื่น ร่างหนึ่งก็ก้าวออกมาอย่างช้าๆ นางไม่ได้เร่งรีบ ทว่าทุกย่างก้าวกลับเหยียบย่างอยู่บนความว่างเปล่าราวกับเดินอยู่บนพื้นราบ เมฆาใต้ฝ่าเท้าสลายกลายเป็นละอองแสงสีเงินยวงยามเมื่อนางผ่าน ร่างระหงสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายเกล็ดน้ำแข็งด้วยด้ายปราณนภา ลมหายใจของนางเบาราวกับสายลมหนาว แต่แรงกดดันจากพลังตบะระดับเซียนแท้จริงที่แผ่ออกมาจากร่าง กลับทำให้ยอดเขาไร้รักทั้งลูกสั่นสะเทือนคราหนึ่ง นางเซียนจื่อเวย! สตรีผู้ถูกขนานนามว่าเป็นอสุรกายน้ำแข็งแห่งแดนเซียน ผู้ไม่เคยชายตานองมองสิ่งมีชีวิตใดในโลกหล้ามาเป็นเวลาสามพันปี หลิงเฟิงหรี่ตาลงเล็กน้อย สัญชาตญาณดิบของจอมยุทธ์ผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนกรีดร้องเตือนภัย รังสีอำมหิตพวยพุ่งออกจากร่างของเขาโดยอัตโนมัติ กระบี่ในฝักส่งเสียงคำรามต่ำในลำคอราวกับกระหายเลือด นี่ไม่ใช่แค่การพบกันโดยบังเอิญ... แต่นี่คือการเผชิญหน้าระหว่างสองวิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุดและโดดเดี่ยวที่สุดในใต้หล้า "เจ้าคือผู้ที่กล่าววาจานั้น?" หลิงเฟิงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่ซ่อนเร้นไว้ด้วยกระแสลมปราณที่พร้อมระเบิดได้ทุกเมื่อ "เซียนจื่อเวย ข้าคิดว่าสตรีผู้บรรลุวิถีเซียนระดับสูงเช่นเจ้า จะใช้เวลาอยู่กับการบำเพ็ญเพียรบนวิหารสวรรค์เสียอีก ไฉนจึงต้องมาใส่ใจธุระของคนบาปที่กำลังจะถูกทัณฑ์สวรรค์บดขยี้เล่า" จื่อเวยหยุดฝีเท้าลง ห่างจากเขาเพียงสามเชียะ ดวงตาดั่งหยกครามคู่๲ั้๲ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งอารมณ์ เย็นชา ดุดัน และสง่างามจนน่าอัศจรรย์ นางกวาดสายตามองร่องรอยบาดแผลฉกรรจ์บนร่างของหลิงเฟิง รอยเลือดที่แห้งกรังบนอาภรณ์ขาดวิ่น และจิตวิญญาณกระบี่ที่ยังคงคุกรุ่นด้วยโทสะ นางไม่ได้ตอบคำถามทันที ทว่ากลับยื่นมือเรียวขาวดั่งหยกออกไป ปลายนิ้วแตะลงบนเกล็ดหิมะที่ลอยอยู่กลางอากาศเบาๆ *เพล้ง!* เสียงราวกับแก้วแตกละเอียดดังขึ้นพร้อมกับมิติรอบตัวที่ร้าวราน จื่อเวยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะดั่งเสียงพิณสวรรค์ ทว่าเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งขั้วโลกเหนือ "คนบาปงั้นหรือ? หลิงเฟิง ในสายตาของข้า ผู้ที่คุกเข่าให้แก่ฟ้าดินคือมดปลวก ส่วนผู้ที่กล้าเงยหน้าขึ้นท้าทายกฎสวรรค์ด้วยกระบี่ในมือ... ต่อให้มือคู่นั้นจะเปื้อนเลือดจนดำมืด แต่วิญญาณของเขากลับเจิดจ้ายิ่งกว่าดาราบนนภา" คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของหลิงเฟิง ความประหลาดใจฉายวาบผ่านดวงตาคมกริบของเขาเป็นครั้งแรก ตลอดชีวิตที่ผ่านมา มีแต่คนตราหน้าว่าเขาเป็นพวกนอกรีต เป็นจอมมารผู้ดึงดันจะฝืนชะตาฟ้าลิขิต เป็นตัวกาลกิณีที่ควรถูกกำจัดให้สิ้นซาก มีเพียงสตรีตรงหน้าผู้นี้... สตรีผู้เย่อหยิ่งและเย็นชาที่สุดในสามภพ ที่กลับมองเห็นประกายไฟแห่งการปฏิวัติที่ซ่อนอยู่ใต้ซากปรักหักพังของเขา "เจ้ากล้าเดิมพันกับข้าหรือ?" หลิงเฟิงแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ แววตาทระนงฉายความท้าทาย "รู้หรือไม่ว่าการเดินร่วมทางกับข้า หมายถึงการเป็นศัตรูกับเก้าสำนักใหญ่ และเป็นเป้าหมายของสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์เก้าชั้นฟ้า เจ้าเป็นถึงเซียนผู้สูงส่ง เหตุใดต้องเอาอนาคตหมื่นปีมาทิ้งไว้กับคมกระบี่บิ่นๆ ของข้าด้วย" จื่อเวยก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าวหนึ่ง กลิ่นอายหอมเย็นบริสุทธิ์ราวกับดอกเหมันต์พันปีลอยเข้าแตะนาสิกของเขา นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ ระยะห่างที่ใกล้เพียงนี้ทำให้หลิงเฟิงได้เห็นเงาของตนเองสะท้อนอยู่ในดวงตาสีครามคู่สวยนั้น—ดวงตาที่ปราศจากความหวาดกลัว มีเพียงความมุ่งมั่นอันเด็ดเดี่ยวที่ลึกซึ้งดุจมหาสมุทรน้ำแข็ง "อนาคตหมื่นปีบนวิหารเซียนที่ไร้ซึ่งรสชาติและจิตวิญญาณ... มีค่าอันใดให้ปกป้อง?" มุมปากของเซียนจื่อเวยยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มจนสามารถทำให้แผ่นดินล่มสลายได้ แต่มันกลับซ่อนไว้ด้วยความเยือกเย็นอันน่าสะพรึงกลัว "หลิงเฟิง เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นผู้เดียวที่มีหนี้แค้นต้องชำระหรือ? เซียนบนสวรรค์พวกนั้น... ก็ติดหนี้ชีวิตข้าเช่นกัน" สิ้นเสียงของนาง ท้องฟ้าเหนือยอดเขาไร้รักพลันคำรามกึกก้อง เมฆสีดำทะมึนแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม ประจุไฟฟ้าสถิตนับหมื่นโวลต์แล่นแปลบปลาบอยู่เบื้องบน—สัญญาณเตือนภัยครั้งสุดท้ายจากสวรรค์ บ่งบอกว่าเวลาแห่งการตัดสินใจมาถึงแล้ว จื่อเวยสะบัดแขนเสื้อคราหนึ่ง กระบี่เซียนโบราณสีขาวมุกปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของนาง ไอพลังปราณระดับเซียนแท้จริงแผ่ขยายออกไปจนกดทับสรรพชีวิตให้ต้องหมอบราบ นางไม่ได้ถอยหนี กลับก้าวเข้าประชิดตัวหลิงเฟิง ไหล่ของนางแนบชิดกับอกแกร่งที่เต็มไปด้วยบาดแผล กลิ่นหอมเย็นของนางผสมผสานกับกลิ่นอายโลหิตของเขาอย่างน่าประหลาด "ชักกระบี่ของเจ้าออกมา หลิงเฟิง" เซียนจื่อเวยกระซิบข้างหูเขา น้ำเสียงของนางเย้ายวน ทรงพลัง และเด็ดเดี่ยวในคราเดียวกัน "วันนี้... เราจะแสดงให้ฟ้าดินได้เห็นว่า ต่อให้ไม่มีเทพเจ้าองค์ใดอวยพร กระบี่ของเราสองคนก็เพียงพอที่จะผ่าสวรรค์ออกเป็นสองเสี่ยง!" หลิงเฟิงนิ่งงั้นไปชั่วลมหายใจ ร่างกายและจิตวิญญาณสั่นสะท้านด้วยความเร่าร้อนที่ไม่ได้สัมผัสมานานแสนนาน ความโดดเดี่ยวที่กัดกินหัวใจมาตลอดหลายปีถูกละลายสิ้นด้วยความกล้าหาญของสตรีผู้นี้ รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของจอมยุทธ์หนุ่มผู้ทะนงตน มือหนาเอื้อมไปกุมด้ามกระบี่หิมะมรณะแน่น พลังปราณทั้งหมดในตันtian (ตันเถียน) ระเบิดออกราวกับภูเขาไฟใต้ทะเลลึก ดวงตาสะท้อนประกายไฟแห่งการฆ่าฟันและแสงสีครามจากกระบี่เซียนข้างกาย *แกร๊ก...* เสียงโลหิตเสียดสีกับฝักกระบี่ดังขึ้นเป็นจังหวะเดียวกับที่สายฟ้าฟาดผ่าลงมาจากใจกลางมณฑลสวรรค์ ท้องฟ้าฉีกขาดเป็นรอยแผลสีเลือดขนาดมหึมา ทว่าก่อนที่คมกระบี่เล่มนั้นจะถูกชักออกจากฝักจนสุดเพื่อรับมือกับทัณฑ์สวรรค์ระลอกแรก จื่อเวยก็เอื้อมมือมาทาบลงบนหลังมือของเขา แนบฝ่ามืออันเย็นเยียบเข้าหากันอย่างมั่นคง พร้อมกับเสียงกระซิบที่ทำให้ลมหายใจของหลิงเฟิงต้องสะดุดกึก— "ระวังให้ดี... มีคน 'อื่น' แอบมองเราอยู่ใต้เงาเมฆานั้น... และมันกำลังรอจังหวะที่เราใช้พลังจนหมดสิ้นเพื่อเด็ดหัวเราทั้งคู่" -------------------------------------------------- ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางฝ่าทัณฑ์สวรรค์ไปกับคมกระบี่และหยาดน้ำค้างแห่งเหมันต์นี้นะคะ
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะมรณะกับนางเซียนผู้เฝ้าขอบฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Egg common
บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%