"เตะมันให้ตาย! ไอ้ขยะสำนักนอกที่ไม่รู้เจียมตัวผู้นี้ กล้าดียังไงถึงบังaอาจแย่งชิงสมุนไพรวิญญาณขั้นสามไปจากคุณหนูรองตระกูลจ้าว!"
เสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวพร้อมกับแรงกระแทกอันหนักหน่วงที่กลางลำตัว ทำให้ความรู้สึกแรกที่หลี่มู่เหยียนรับรู้คือรสชาติคาวเลือดที่เอ่อล้นทะลักทลายออกมาจากริมฝีปาก ร่างกายนี้ช่างอ่อนแอ... อ่อนแอเสียจนเขารู้สึกสมเพชเวทนา ยามเมื่อจิตวิญญาณแห่งมหาจักรพรรดิผู้เคยสั่นสะเทือนสามภพต้องมาติดอยู่ในร่างของเด็กหนุ่มอายุสิบหกปีที่แม้แต่ลมหายใจยังแทบจะรดริน
*ปั่ก!*
รองเท้าหนังปักลายหรูหราเหยียบย่ำลงบนใบหน้าด้านซ้ายของเขา แรงกดนั้นมากพอจะบดขยี้กระดูกโหนกแก้มให้แหลกละเอียด ทว่าแววตาที่สะท้อนผ่านเงาฝุ่นดินและคราบโลหิตหาได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มันกลับเรียบนิ่ง เย็นชา และล้ำลึกดุจก้นบึ้งของห้วงมหาสมุทรไร้ก้นบึ้ง
จ้าวเฟิง... บุตรชายสายตรงตระกูลจ้าวผู้ถือครองรากวิญญาณอัคคี กำลังมองลงมาด้วยสายตาราวกับกำลังมองมดปลวกใต้ฝ่าเท้า รอบตัวเขามีศิษย์สายในอีกสามคนยืนล้อมวงหัวร่อต่อกระซิกด้วยความสะใจ บนพื้นดินห่างออกไปไม่ไกลนักคือร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง ซึ่งก็คือเจ้าของร่างเดิมที่เพิ่งสิ้นลมหายใจไปเมื่อลมหายใจก่อนหน้า
"ฮ่าๆๆ ดูมันสิ! นอนเป็นสุนัขข้างถนนไปเสียแล้ว สมควรแล้วล่ะที่แกเกิดมามีรากวิญญาณพิการขั้นต่ำสุด ขยะก็คือขยะวันยันค่ำ วันนี้ข้าจะหักแข้งหักขาแกเสีย เพื่อไม่ให้แกกล้าอาจเอื้อมไปแตะต้องสิ่งใดที่สูงส่งเกินตัวอีก!"
จ้าวเฟิงเงื้อเท้าขึ้นสูง เตรียมจะซัดพลังปราณอัคคีลงมาหมายปลิดชีพศิษย์สำนักกระบี่ไร้ชื่อผู้นี้ให้สิ้นซากในคราเดียว
ในห้วงภวังค์แห่งจิตสำนึกของหลี่มู่เหยียน ความทรงจำนับหมื่นปีไหลทะลักย้อนกลับมาดั่งกระแสน้ำวนอันเชี่ยวกราก เขาคือหลี่มู่เหยียน... มหาจักรพรรดิผู้บรรลุวิถีกระบี่ไร้พ่าย ผู้เคยเหยียบย่างขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งแดนเซียน ทว่ากลับถูกคนสนิทและสตรีที่เขารักที่สุดหักหลังในคืนแห่งทัณฑ์สวรรค์เก้าชั้นฟ้า ใช้ค่ายกลมتمลายวิญญาณรุมสังหารเขาจนแตกดับ...
ไฉนเลยสวรรค์จึงเล่นตลก ให้ดวงวิญญาณที่ควรจะสูญสลาย กลับต้องมาหวนคืนในร่างของ "ศิษย์สวะ" ผู้มีชะตากรรมต่ำต้อยถึงเพียงนี้เล่า?
'วิถีกระบี่... ไม่เคยเลือกผู้มีกำเนิด แต่มันเลือกหัวใจที่ทรนง'
ประกายตาสีดำสนิทพลันเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจคมกระบี่น้ำแข็งที่ซ่อนเร้นมานับพันปี อุณหภูมิรอบกายของเด็กหนุ่มลดฮวบลงอย่างฉับพลัน ราวกับฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่นถูกแช่แข็งให้กลายเป็นทุ่งหิมะสีเลือดในชั่วพริบตา
จ้าวเฟิงที่กำลังจะตวัดเท้าลงมาถึงกับชะงักกึก ความรู้สึกหนาวเยือกแล่นริ้วขึ้นมาจากกระดูกสันหลังจนต้องขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ "เอ๊ะ? สายตานั่น... แววตาของสุนัขใกล้ตายเช่นแกเหตุใดจึง..."
"เจ้า... รังแกคนเกินไปแล้วกระมัง"
เสียงแหบพร่าแต่ทรงพลังอำนาจบางอย่างเอื้อnเอ่ยออกมาจากริมฝีปากที่อาบชุ่มด้วยโลหิต มันไม่ใช่เสียงของเด็กหนุ่มผู้หวาดกลัว แต่เป็นสุริยันที่กำลังจะแผดเผา หรือพายุน้ำแข็งที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง
หลี่มู่เหยียนค่อยๆ ใช้มือยันพื้นดินลุกขึ้นยืน ช้าๆ... ทว่ามั่นคง ความกดดันไร้รูปที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างผอมบางนั้น ทำให้ศิษย์สายในตระกูลจ้าวทั้งสามคนถึงกับถอยหลังโดยสัญชาตญาณ เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามขมับของจ้าวเฟิง หัวใจของเขาสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
"ทะ... ทำเป็นอวดดี! แค่ศิษย์สวะขั้นรวบรวมลมปราณระดับหนึ่ง ข้าจะส่งแกไปลงนรกเดี๋ยวนี้!" จ้าวเฟิงแผדเสียงคำรามกลบเกลื่อนความตื่นตระหนก ฝ่ามืออาบด้วยเปลวเพลิงสีแดงฉานพุ่งตรงมาหมายทะลวงหัวใจของหลี่มู่เหยียนในกระบวนท่าเดียว
เร็วมาก! สำหรับคนทั่วไป นี่คือการโจมตีที่ไร้ทางหลบหนี
ทว่า... ในสายตาของอดีตมหาจักรพรรดิกระบี่ การเคลื่อนไหวนี้ช้าเสียยิ่งกว่าเต่าคลาน ช่องโหว่นับร้อยจุดปรากฏขึ้นชัดเจนราวกับภาพวาดบนกระดาษขาว
หลี่มู่เหยียนไม่ขยับหนี เขายังคงยืนนิ่งราวกับรูปปั้นหินสลัก ปล่อยให้เปลวเพลิงนั้นพุ่งเข้ามาใกล้จนเส้นผมสีดำสนิทปลิวไสว ทันใดนั้นเอง นิ้วมือเรียวยาวของเขาก็ค่อยๆ ยกขึ้น... ไม่ได้ใช้กระบี่ ทว่าปลายนิ้วกลับรวบรวมพลังลมปราณที่เบาบางจนแทบมองไม่เห็น แต่กลับอัดแน่นไปด้วยเจตจำนงแห่งกระบี่ที่เฉียบคมจนแม้แต่ห้วงอากาศยังกรีดร้อง
*ฉับพลัน!*
ประกายแสงสีขาวเงินสายหนึ่งวาบผ่านความมืดมิดของผืนป่าไผ่รอบสำนัก มันรวดเร็ว ดุดัน และงดงามราวกับเกล็ดหิมะแรกแห่งเหมันต์ฤดูที่ตกลงมาตัดผ่านลำคอ
จ้าวเฟิงเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งค้างกลางอากาศ เปลวเพลิงในมือดับวูบลงในพริบตา เขาก้มลงมองที่หน้าอกของตนเองด้วยความตื่นตะลึง รอยกรีดสีแดงบางเฉียบปรากฏขึ้นที่คอเสื้อ ก่อนที่โลหิตสีแดงสดจะพุ่งทะลักออกมาเป็นสาย
"กะ... แก... ใช้เคล็ดวิชาอะไร..." จ้าวเฟิงเอ่ยออกมาได้เพียงเท่านั้น ร่างทั้งร่างก็ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น สิ้นใจตายคาที่โดยดวงตายังคงเบิกค้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ศิษย์สายในอีกสามคนที่เหลือถึงกับหน้าถอดสี เข่าอ่อนยวบด้วยความหวาดกลัวสุดขีด พวกเขาถอยกรูดจนล้มลุกคลุกคลาน พากันกรีดร้องราวกับคนเสียสติแล้ววิ่งหนีหายเข้าสู่ความมืดมิดของป่าไผ่ราวกับสุนัขจนตรอก
หลี่มู่เหยียนยืนหยัดอยู่ท่ามกลางคราบโลหิต ลลมหายใจของเขายังคงสม่ำเสมอ เขายกมือขึ้นเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก ดวงตาสีดำสนิททอดมองไปยังท้องฟ้ายามราตรีที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว
นี่เป็นเพียงก้าวแรก... ก้าวแรกบนเส้นทางแห่งการทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเป็นของเขา
ทว่า ในขณะที่เขากำลังจะก้าวเดินเพื่อสำรวจสภาพร่างกายปัจจุบันนี้เอง บรรยากาศรอบกายก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นหนาวเหน็บเสียดกระดูก กลิ่นอายลมปราณอันบริสุทธิ์และเยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปีแผ่ซ่านกดทับลงมาจากยอดเขาเบื้องบน ราวกับเทพเซียนผู้สูงส่งกำลังเสด็จลงมา
กิ่งไม้ไผ่รอบด้านถูกปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนในชั่วพริบตา พร้อมกันนั้น เสียงฝีเท้าเบาหวิวที่เหยียบบนพื้นหิมะก็ดังขึ้นอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคง
*ตึง... ตึง... ตึง...*
เงาร่างระหงในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายกระบี่เหมันต์ ปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงจันทร์ ใบหน้างดงามล่มเมืองราวนางพญาหิมะทว่าเย็นชาไร้ความรู้สึก เส้นผมสีดำยาวสยายปลิวไสวตามสายลม ปลายกระบี่ในมือเรียวบางหยาดหยดหยาดน้ำค้างแข็งระยิบระยับ
นางคือ เยวี่ยหลิงจื่อ... ศิษย์พี่หญิงผู้เยือกเย็นที่สุดแห่งสำนักกระบี่ไร้ชื่อ และเป็นผู้เดียวในสำนักแห่งนี้ที่แม้แต่เจ้าสำนักยังต้องเกรงใจสามส่วน
ดวงตาสง่างามดุจหงส์คู่นั้นกวาดมองศพของจ้าวเฟิงบนพื้น ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของหลี่มู่เหยียนที่เนื้อตัวชุ่มโชกไปด้วยเลือด
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ไม่มีใครเอ่ยคำใดออกมา ทว่าในแววตาคู่สวยที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งคู่นั้น กลับมีความระลอกคลื่นแห่งความตกตะลึง ไหววูบผ่านไปอย่างรวดเร็วจนแทบจับสังเกตไม่ได้
"เจ้า..." น้ำเสียงหวานใสแต่เยือกเย็นราวกับมาจากขั้วโลกเอ่ยขึ้นแผ่วเบา "เจ้าเด็กสวะผู้มีรากวิญญาณพิการ... เหตุใดจึงมีเจตจำนงกระบี่ที่แม้แต่ข้ายังรู้สึกหวาดกลัวได้?"
หลี่มู่เหยียนหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้นประสานสายตากับนางเซียนผู้เยือกเย็นตรงหน้าโดยไม่หลบเลี่ยง มุมปากหยักยิ้มขึ้นบางเบา รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและลึกล้ำเกินกว่าที่เด็กหนุ่มวัยสิบหกปีพึงมี
ทว่า ก่อนที่ใครจะทันได้กล่าวสิ่งใดเพิ่มขึ้น ท้องฟ้ายามราตรีที่เคยปลอดโปร่งกลับถูกปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆสีดำทะมึนหนาทึบ สายฟ้าสีครามคำรามลั่นสนั่นหวั่นไหว ดังก้องกังวานสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งอาณาจักรเซียน!
*เปรี้ยงงงง!*
อัสนีบาตสายหนึ่งผ่าลงมายังยอดเขาเบื้องหลังสำนักโดยตรง แรงระเบิดนั้นเผยให้เห็นเงาร่างนับร้อยที่กำลังพุ่งทะยานเข้ามาล้อมรอบภูเขาไว้อย่างแน่นหนา... และหนึ่งในนั้น คือผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักกระบี่ไร้ชื่อผู้ถือครองคัมภีร์ลับสวรรค์!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปในดินแดนแห่งกระบี่และเหมันต์กับ "ชิงเสวี่ยเหมันต์" นะคะ
กระบี่หิมะไร้พ่าย กับคุณหนูเซียนผู้เย็นชา•ตอนที่ 1
วิญญาณหวนคืนในร่างศิษย์สวะ
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะไร้พ่าย กับคุณหนูเซียนผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
