"สัญญาขายขาดชิ้นนี้ ประทับลายนิ้วมือของมารดาเจ้าเรียบร้อยแล้ว หลินฟางเซียน อย่าได้เอาความไร้ยางอายมาเกาะกุมตระกูลเว่ยให้รกหูรกตาอีกเลย ไสหัวออกไปจากเรือนหลังนี้เสีย!"
เสียงตบโต๊ะดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับกระดาษแผ่นบางที่ถูกปาอัดใส่ใบหน้าของฉัน กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและฝุ่นผงคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นสาบโคลนของฤดูฝน นัยน์ตาของฉันกะพริบถี่เพื่อขับไล่ความพร่ามัว หยาดน้ำสีชาดที่ไหลซึมจากขมับไม่ได้มาจากบาดแผลฉกรรจ์ หากแต่เป็นเศษเสี้ยวความทรงจำอันเน่าเฟะของร่างเดิมที่เพิ่งดับสูญ—หลินฟางเซียน คุณหนูตระกูลใหญ่ผู้เย่อหยิ่ง จองหอง และโง่เขลา จนกระทั่งถูกญาติพี่น้องร่วมสายเลือดหลอกลวงเซ็นสัญญาขายทรัพย์สินทั้งหมด แลกกับเศษเงินก้อนโตที่ถูกเชิดหนีหายไปในชั่วข้ามคืน ทิ้งให้นางต้องมารับเคราะห์ในเรือนหอผุพังกลางหุบเขาชายแดนแห่งนี้
ฉัน—เซียนผู้เคยเป็นถึงเชฟระดับมิชลินและนักเจรจาธุรกิจมือทองในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด กลับต้องมาลืมตาตื่นในร่างของสะใภ้กำมะลอผู้เป็นตัวกาลกิณีของหมู่บ้าน
"ท่านป้าอี้..." ฉันแค่นجยิ้มมุมปาก พลางใช้ปลายนิ้วเรียวปัดเศษกระดาษที่ติดอยู่บนไหล่ออกอย่างไม่สะทกสะท้าน แม้สภาพร่างกายจะอ่อนปวกเปียกจนแทบยืนไม่ไหว ทว่าประกายตาคู่คมกลับเยียบเย็นเสียจนหญิงวัยกลางคนผู้ถือสัญญาถึงกับชะงักถอยหลังไปหนึ่งก้าว "ท่านรีบร้อนร้อนรนถึงเพียงนี้ กลัวว่าความลับเรื่องเงินสินเดิมสามร้อยตำลึงที่ท่านแอบยักยอกไป จะแดงขึ้นมาว่าใครกันแน่ที่ไร้ยางอาย?"
"นัง... นังเด็กปากดี!" ป้าอี้หน้าดำคร่ำเครียด นิ้วสั่นระริกชี้หน้าฉัน "สามีของเจ้าไปรบชายแดนยังไม่ตายก็เหมือนตาย เรือนหลังนี้ถูกยึดเป็นของทางการเพื่อใช้หนี้พนันของพี่ชายเจ้าแล้ว เจ้าไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเหยียบยืนอยู่ที่นี่!"
หมับ!
มือหยาบกร้านของบ่าวรับใช้พยายามจะเข้ามาฉุดกระชากลากตัวฉันออกจากแคร่ไม้ไผ่ ทว่าในวินาทีที่ปลายนิ้วของอีกฝ่ายแตะโดนชายเสื้อ ฉันกลับพลิกข้อมือสวนกลับอย่างรวดเร็ว อาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว บิดข้อต่อตามหลักกายศาสตร์จนเสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบ พร้อมกับถีบเข้าที่ข้อพับเข่าจนบ่าวร่างหนาล้มลงไปคุกเข่าจมฝุ่นต่อหน้าต่อตา
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมเรือนไม้ไผ่ทรุดโทรมทันที ทหารยามหน้าประตูและชาวบ้านที่มุงดูต่างอ้าปากค้าง พวกเขาไม่เคยเห็น "คุณหนูหลิน" ผู้เอาแต่ใจและร้องไห้ฟูมฟายเก่งเป็นที่หนึ่ง สามารถลงมือจัดการคนด้วยท่าทีสง่างามและเด็ดขาดเช่นนี้มาก่อน
"บอกพวกมันไป..." ฉันกวาดสายตามองหน้าทุกคนทีละคน น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลังจนน่าขนลุก "ว่าถ้าอยากได้เรือนผุพังหลังนี้คืนนัก ก็ให้เอาสัญญาฉบับจริงที่มีตราประทับราชการมาแลก ไม่ใช่แค่กระดาษชำระที่เขียนลอยๆ ด้วยหมึกปลอมๆ เช่นนี้ หากใครยังกล้าแตะต้องตัวฉันแม้แต่ปลายนิ้วเดียว อย่าหาว่าฉันไม่เตือนว่ากฎหมายบ้านเมืองในยุคสมัยนี้... โทษของการปลอมแปลงเอกสารราชการมีตั้งแต่โบยสามสิบทีไปจนถึงเนรเทศตลอดชีวิต!"
ป้าอี้หน้าซีดเผือดจนเขียวคล้ำนางสะบัดหน้าหนีด้วยความแค้นเคือง ก่อนจะตวาดสั่งให้คนหามร่างบ่าวรับใช้ที่นอนครวญครางถอยร่นออกไปจากอาณาเขตทันที ทิ้งให้ฉันยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของเรือนไม้ที่มีลมโชกเข้ามาทุกทิศทุกทาง
นี่คือจุดเริ่มต้น... จุดที่ต่ำที่สุดของชีวิตในดินแดนรกร้างแห่งนี้
เมื่อประตูปิดลง เสียงถอนหายใจยาวเหยียดก็หลุดออกมาจากริมฝีปากของฉัน ฉันทรุดตัวลงนั่งบนแคร่ไม้เก่าๆ ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอาร์ด พร้อมกับสำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัว เรือนหลังนี้แทบไม่มีอะไรเหลือเลยนอกจากเตาไฟเก่าๆ หม้อดินบิ่นๆ หนึ่งใบ และกระสอบข้าวกล้องขึ้นราก้นถุงครึ่งกำมือ หากปล่อยไว้แบบนี้อีกไม่เกินสามวัน ฉันคงได้กลายเป็นผีเฝ้าเรือนจริงๆ แน่
ทว่า... สำหรับคนที่มี "มิติเก็บของ" ที่ติดวิญญาณมาด้วย ความยากจนข้นแค้นนี้หาใช่ทางตันไม่
จิตใต้สำ知ของฉันเคลื่อนไหววูบวาบ เมื่อส่งกระแสจิตเข้าไปสำรวจพื้นที่ภายในมิติลับ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือคลังสินค้าขนาดมหึมาที่บรรจุเมล็ดพันธุ์พืชพันธุ์ดี เครื่องปรุงรสระดับพรีเมียมจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด และอุปกรณ์แปรรูปอาหารครบครัน มุมหนึ่งของมิติยังมีน้ำพุวิญญาณที่ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืชผลได้เร็วกว่าภายนอกถึงสิบเท่า!
"หึ สวรรค์ช่างใจร้ายนักที่ส่งฉันมาในร่างนางร้ายตกอับ แต่ดันลืมไปว่าแม่ค้ามือทองอย่างฉันไม่เคยกลัวความลำบาก" ฉันยิ้มเยาะให้กับชะตากรรม ก่อนจะหยิบเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานและพริกแห้งคุณภาพเยี่ยมออกมาจากมิติ
ในเมื่อตระกูลเว่ยแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องความยากจน และสามีในนามอย่าง "แม่ทัพเว่ยอิง" ก็กำลังจะกลับมาจากสนามรบด้วยสภาพที่บาดเจ็บสาหัสและไร้อำนาจตามข่าวลือ งั้นสิ่งแรกที่ฉันต้องทำเพื่อความอยู่รอดและสร้างรากฐานอำนาจ คือการเปลี่ยน "ครัวหลังบ้าน" ให้กลายเป็นโรงงานผลิตเสบียงชั้นยอด และเปลี่ยนศัตรูรอบตัวให้กลายเป็นลูกค้ากระเป๋าหนักเสียให้เข็ด!
ผ่านไปชั่วยามเศษ กลิ่นหอมกรุ่นอันเป็นเอกลักษณ์เริ่มลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณกระท่อมผุพัง ควันสีขาวนวลพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามเย็น กลบกลิ่นอับชื้นของซากปรักหักพังจนหมดสิ้น ในหม้อดินใบใหญ่บนเตาไฟเวลานี้ บะหมี่น้ำซุปกระดูกหมูเคี่ยวกับสมุนไพรป่าและพริกเผาสูตรลับกำลังส่งเสียงเดือดปุดๆ สีสันของน้ำซุปเข้มข้นตัดกับสีเขียวสดของต้นหอมและไข่ต้มยางมะตูมที่วางเรียงรายอย่างประณีต ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนชวนน้ำลายสอไปไกลถึงสามบ้านแปดบ้าน
ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาต่างหยุดชะงัก พวกเขาขยี้ตาและสูดดมกลิ่นหอมที่ลอยมาตามลมด้วยความงุนงง—กลิ่นนี้มันคืออะไรกัน? เหตุใดจึงหอมยั่วยวนใจจนท้องไส้ปั่นป่วนได้ถึงเพียงนี้ ทั้งที่บ้านของแม่ทัพเว่ยขึ้นชื่อว่าไม่มีแม้แต่ข้าวสารจะกรอกหม้อ!
ฉันใช้ทัพพีไม้คนซุปในหม้อเบาๆ พลางแย้มยิ้มด้วยความพึงพอใจ สินค้าล็อตแรกกำลังจะสุกงอม และกลิ่นหอมนี้คือเหยื่อชิ้นแรกที่จะล่อให้ปลาตัวใหญ่ติดเบ็ด
ทว่า ในจังหวะที่ฉันกำลังจะยกหม้อลงจากเตหานั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงนับสิบคู่ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูรั้วไม้ไผ่ที่พังมิพังแหลม ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะทหารที่เต็มไปด้วยคราบเลือดและฝุ่นดินยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีจดจ้องมองมาที่ฉันนิ่งงัน ราวกับกำลังประเมินสัตว์ป่าตัวน้อยที่บังAาญมาบุกรุกอาณาเขต
และก่อนที่ฉันจะได้เอ่ยปากทักทาย ร่างสูงนั้นก็ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นต่อหน้าต่อตาฉัน พร้อมกับกระแสเลือดสีดำคล้ำที่กระอักออกมาจากริมฝีปากหนา!
โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่เส้นทางสายใหม่นี้ด้วยกันนะคะ
ท่านหญิงผู้หลุดพ้นจากวังวนแค้น สู่เส้นทางแม่ค้าข้ามภพ•ตอนที่ 1
ฟื้นจากความตายในคราบคนล่มจม
ผลงานโดย ดัชเชสโพดำ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดัชเชสโพดำ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านหญิงผู้หลุดพ้นจากวังวนแค้น สู่เส้นทางแม่ค้าข้ามภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
