กลิ่นอายของโอสถหมื่นพิรุณคละคลุ้งหนาแน่นจนแทบจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำสีเขียวมรกต ลอยวนเวียนอยู่ภายในห้องโถงศิลาเย็นเฉียบ อาณาเขตส่วนตัวของผู้อาวุโสหลี่หรง ผู้ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเสาหลักแห่งหุบเขาโอสถสวรรค์ บนเตียงศิลาอัคนี ร่างของซูเยว่นั่งขัดสมาธิอย่างมั่นคง แม้ใบหน้าจะซีดเซียวไร้สีเลือด หยาดเหงื่อกาฬไหลรินตามกรอบหน้าคมคาย ทว่าดวงตาทั้งสองข้างกลับเปล่งประกายดุจดวงตะวันยามเที่ยงวันที่ถูกกักขังไว้ในเปลือกตา ไม่ยอมสยบต่อความเจ็บปวด
"เจ้ากล้าดีอย่างไร... ถึงได้ทำลายค่ายกลสกัดปราณเมื่อคืนนี้"
สุ้มเสียงของหลี่หรงราบเรียบราวน้ำแข็งพันปี แต่กลับซ่อนคลื่นพลังกดดันมหาศาลที่ทำให้อากาศรอบกายบิดเบี้ยว นางก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าเตียงศิลา แขนเสื้อสีฟ้าครามสะบัดน้อยๆ ปรากฏขวดหยกบรรจุ 'โอสถเพลิงสุริยันเก้าวิญญาณ' เม็ดกลมสีแดงฉานส่งกลิ่นไอความร้อนระอุออกมาจนบรรยากาศรอบข้างร้อนระอุขึ้นหลายส่วน "นี่คือโอสถระดับเจ็ดที่ข้าใช้เวลาปรุงถึงเจ็ดสัปดาห์เพื่อปรับสมดุลสายเลือดตะวันในตัวเจ้า อ้าปากเสีย อย่าให้ข้าต้องใช้กำลังบังคับ"
ซูเยว่ค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาของศิษย์หนุ่มไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความดื้อรั้นและประกายไฟแห่งการท้าทายที่ยากจะดับมอด เขามองขวดหยกในมือของอาจารย์ด้วยรอยยิ้มหยันที่มุมปากเล็กน้อย
"ผู้อาวุโส... ท่านเข้าใจผิดแล้ว" ซูเยว่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ "ข้าไม่ได้ต้องการปรับสมดุล และข้าก็ไม่ได้ต้องการโอสถเม็ดนั้นของท่าน"
หลี่หรงชะงักฝีเท้าลง คิ้วเรียวขมวดมุ่นเข้าหากันเล็กน้อย ความเยือกเย็นในแววตาแปรเปลี่ยนเป็นความคมกริบดุจใบกระบี่ "เจ้าว่าอย่างไรนะ?"
"ข้าบอกว่า วิธีการรักษาของท่านมันผิด" ศิษย์หนุ่มเน้นย้ำทีละคำ แผ่นหลังยืดตรงขึ้นแม้ว่าเส้นชีพจรปราณในร่างจะกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดจากการฝืนโคจรลมปราณ "ตลอดสามปีที่ผ่านมา ท่านใช้โอสถระงับอัคคี ใช้ค่ายกลเหมันต์กดทับสายเลือดในตัวข้า ท่านบอกว่ามันคือหนทางเดียวที่จะป้องกันไม่ให้ธาตุไฟเข้าแทรกจนร่างแหลกสลาย... แต่นั่นมันคือวิถีแห่งการจองจำ ไม่ใช่วิถีแห่งการบำเพ็ญ!"
"สามหาว!"
หลี่หรงสะบัดมือเบาๆ ไอเย็นเยือกสายหนึ่งพุ่งเข้ากระแทกหน้าอกของซูเยว่จนร่างกระเด็นไปพิงผนังศิลา กระอักโลหิตสีแดงเข้มออกมาคำโต ทว่าซูเยว่กลับหัวเราะร่าออกมา เสียงหัวเราะที่เจือด้วยกลิ่นอายความบ้าคลั่งแต่น่าเลื่อมใสในเวลาเดียวกัน
"ท่านกลัว..." ซูเยว่ปาดคราบเลือดที่มุมปาก ดวงตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยความเย็นชาของนาง "ท่านกลัวว่าข้าจะจบลงเหมือนอาจารย์ของท่านเมื่อร้อยปีก่อน ผู้ที่ต้องดับสูญเพราะควบคุมพลังตบะไม่อยู่ ท่านจึงพยายามสร้างกรงขังทองคำนี้ขึ้นมาเพื่อขังข้าไว้... ท่านไม่ได้กำลังรักษาข้า หลี่หรง... ท่านกำลังหวาดกลัวอดีตของตนเองต่างหาก!"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจของผู้อำนวยการฝ่ายปรุงโอสถ หลี่หรงนิ่งค้างไปชั่วขณะ ร่างอรชรในชุดคลุมเซียนสั่นสะท้อนเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ความทรงจำอันเจ็บปวดที่นางพยายามฝังกลบไว้ด้วยตำราโอสถและกฎเกณฑ์อันเคร่งครัดนับร้อยปี ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาด้วยวาจาของศิษย์ผู้ดื้อรั้นคนนี้
"เจ้าไม่มีทางเข้าใจเต๋าแห่งการปรุงโอสถ" หลี่หรงสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่ตีรวนขึ้นมาในอก น้ำเสียงของนางกลับมาเย็นชาอีกครั้ง ทว่าแฝงไว้ด้วยความสั่นเครือที่นางพยายามซ่อนเร้นไว้อย่างแนบเนียน "การฝืนลิขิตฟ้าด้วยการโคจรสายเลือดตะวันโดยไม่มีโอสถระงับ มีแต่จะนำพาความตายมาสู่เจ้าในชั่วพริบตาเดียว ข้าในฐานะอาจารย์ย่อมไม่อาจปล่อยให้เจ้าเดินไปสู่ความพินาศ"
"ถ้าเช่นนั้น... เชิญท่านลงทัณฑ์ข้าตามกฎสำนักเถิด" ซูเยว่ลุกขึ้นยืนหยัดอย่างมั่นคง แม้เข่าจะสั่นเทาจากพิษบาดแผล เขาก้าวเข้าไปหาหญิงสาวทีละก้าว จนกระทั่งระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงแค่เอื้อมมือ กลิ่นอายจันทราอันเย็นเยือกของนางปะทะเข้ากับไอความร้อนรุ่มในร่างของเขา เกิดเป็นละอองหมอกจางๆ ระหว่างคนทั้งสอง
"กฎระเบียบของหุบเขาโอสถสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ห้ามขัดคำสั่งผู้อาวุโส ห้ามทำลายค่ายกลสำนัก และห้ามปฏิเสธการรักษา..." ซูเยว่เอ่ยกระซิบ แววตาคมกลาวทอดมองหญิงสาวผู้สูงส่งราวกับเซียนบนเก้าอี้หยก "แต่กฎพวกนั้น... จะมีความหมายอันใด หากจิตวิญญาณแห่งการเป็นผู้บำเพ็ญเพียรของข้าต้องตายด้านไปทีละน้อยภายใต้โอสถระงับพิษของท่าน?"
หลี่หรงจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของศิษย์หนุ่ม นางพบแต่เพียงความเด็ดเดี่ยวที่ไม่อาจสั่นคลอนด้วยอำนาจใดๆ ในใต้หล้า ในอกของนางเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดขึ้นมาวูบหนึ่ง มันไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยว แต่เป็นความรู้สึกเจ็บแปลบคล้ายกับน้ำแข็งพันปีที่ถูกคมมีดกรีดลึกลงไป
มือเรียวบางที่ถือขวดโอสถสั่นระริก นางเงื้อมือขึ้นราวกับจะตบสั่งสอนความอวดดีของเด็กหนุ่มผู้นี้ให้สำนึก ทว่าฝ่ามือกลับหยุดค้างอยู่กลางอากาศ ห่างจากแก้มสากของซูเยว่เพียงแค่เส้นยาแดงผ่าแปด
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องโถงศิลาชั่วขณะ มีเพียงเสียงสะท้อนของการเต้นของหัวใจที่ดังแข่งกับเสียงลมปราณที่ปั่นป่วน
ทันใดนั้นเอง... ท้องนภานอกหุบเขาโอสถสวรรค์ที่เคยปลอดโปร่ง กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิต เมฆอัสนีสีทองคำม้วนตัวเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง แรงกดดันจากมหาทัณฑ์สวรรค์กดทับลงมาจนพื้นศิลาภายในห้องโถงแตกร้าวเป็นทางยาว กลิ่นอายโบราณอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านเข้ามาผ่านค่ายกลคุ้มกันสำนัก
ซูเยว่เงยหน้าขึ้นมองเพดานหิน แววตาประกายแสงเจิดจ้าขึ้นมาทันที รอยยิ้มเหยียดยันปรากฏขึ้นบนมุมปากอีกครั้ง
"ท่านดูเอาเถอะ... หลี่หรง" ศิษย์หนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลัง "ฟ้าดินยังไม่ยอมรับกฎระเบียบปลอมๆ ที่พวกท่านสร้างขึ้นมา แล้วไฉนข้า... จึงต้องก้มหัวให้มัน?"
สิ้นเสียงคำรามกึกก้องจากนภากาศ ประตูหินยักษ์หนักหมื่นชั่งของห้องโถงก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างรุนแรงด้วยคลื่นกระแทกปริศนา พร้อมกับเงาร่างของผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักผู้เร้นกายมากว่าสามร้อยปี ที่ก้าวเข้ามาพร้อมกับกระบี่เพลิงสวรรค์ในมือ และประกาศกร้าวด้วยเสียงอันดังสนั่นหวั่นไหว
"หลี่หรง! เจ้ากล้าดีอย่างไร ถึงปล่อยให้ศิษย์นอกรีตคนนี้ ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตราชันย์อัคคีโดยไม่ได้รับอนุญาต!"
— เพลิงโอสถสวรรค์ —
เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ผู้ดับตะวัน•ตอนที่ 2
กฎระเบียบที่ไร้ความหมาย
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ผู้ดับตะวัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
