กลิ่นอายอัคคีที่แผดเผาจนอากาศบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น ไม่ได้ทำให้สีหน้าของหลี่หรงเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย
ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นสะท้อนเปลวเพลิงสีครามในหม้อโอสถสำริดโบราณ ท่วงท่าของเขาสงบนิ่งดั่งหินผาใต้ทะเลลึก ปลายนิ้วเรียวยาวที่ดีดสะบัดออกไปแต่ละคราล้วนแฝงไว้ด้วยพลังปราณหยินบริสุทธิ์ เพื่อกดข่มความดุร้ายของสมุนไพรวิญญาณระดับเจ็ดที่กำลังแผดเผา การปรุงโอสถระดับนี้พลาดไม่ได้แม้แต่ลมหายใจเดียว หากความร้อนดิบเถื่อนเพียงเศษเสี้ยวหลุดรอดออกไป โอสถเม็ดนี้ย่อมกลายเป็นเถ้าถ่าน และความพยายามตลอดเจ็ดสัปดาห์ของเขาก็จะมลายหายไปในพริบตา
นี่คือวิถีแห่งหลี่หรง ผู้อาวุโสฝ่ายปรุงโอสถผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเยือกเย็นและความสมบูรณ์แบบ ทว่าภายในใจของเขากลับมีรอยแผลเป็นจากอดีตที่ยังคงเลือดไหลไม่หยุด—เงาร่างของอาจารย์ผู้ล่วงลับที่สิ้นชีพลงเพราะความทะยานอยากในวิถีเซียนยังคงตามหลอกหลอนทุกคราที่เขาหลับตา
"แปะ..."
เสียงหยดเหงื่อกระทบพื้นหินศิลาเบาหวิว แต่ในความเงียบสงัดของห้องปรุงโอสถลับใต้ดิน มันกลับดังชัดเจนดั่งเสียงกรับประหารชีวิต
หลี่หรงขมวดคิ้วเล็กน้อยยามสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างในกระแสปราณรอบตัว ประตูศิลาหนาหนักหลายพันชั่งที่ลงอักขระเวทป้องกันไว้ถึงสามชั้น บัดนี้กำลังสั่นสะเทือนด้วยแรงกระแทกอันรุนแรงจากภายนอก ไอปราณสีทองอร่ามที่แผ่พุ่งเข้ามาปะทะกับค่ายกลปกป้องนั้นดุดันและร้อนระอุเกินกว่าจะ,เป็นของศิษย์ทั่วไปในนิกาย
*เปรี้ยง!*
ค่ายกลอักษรเวทร้าวราน เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวทำให้เปลวเพลิงในหม้อโอสถวูบไหวรุนแรง หลี่หรงสะบัดแขนเสื้อวูบหนึ่ง ปราณเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกไปผนึกปากหม้อไว้ในเสี้ยววินาที ป้องกันไม่ให้โอสถระเบิดทำลายล้าง ทว่าดวงตาคมกริบกลับหันขวับไปมองที่ประตูห้องด้วยประกายตาวาวโรจน์ด้วยโทสะที่ถูกเก็บกดไว้
บานประตูศิลาพังครืนลงมา ฝุ่นผงคละคลุ้งตลบอบอวล ท่ามกลางม่านหมอกควันนั้น ปรากฏร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งยืนค้ำยันกายด้วยกระบี่เล่มยาว ร่างกายของเขาท่วมทุ่มไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน กลิ่นไอความร้อนแผดเผาพวยพุ่งออกมาจากผิวเนื้อราวกับเตาหลอมหลอมโลหะ ทว่าสิ่งตรึงตาที่สุดคือดวงตาคู่นั้น—ดวงตาที่ดื้อรั้น ทะเยอทยาน และปฏิเสธที่จะก้มหัวให้แก่ความตาย
ซูเยว่หอบหายใจหนักหน่วง ลมหายใจร้อนระอุราวกับเปลวไฟแผดเผาหลอดลม สายเลือดแห่งตะวันในกายกำลังตื่นขึ้นและแผดเผาร่างกาบของเขาจากภายใน สัญชาตญาณดิบเถื่อนกรีดร้องให้เขายอมแพ้ แต่จิตวิญญาณกลับคำรามก้องว่าเขายังต้องก้าวต่อไป
"อาจารย์อาหลี่หรง..." เสียงแหบพร่าหลุดลอดริมฝีปากที่แตก
ซูเยว่ฝืนยهدมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน ทั้งที่บาดแผลฉกรรจ์ที่อกซ้ายเกิดจากเงื้อมมือของผู้อาวุโสฝ่ายกฎหมายที่ต้องการชิงเคล็ดวิชาตะวันกลืนนภา "ข้า... ข้าทำตามสัญญาแล้ว..."
หลี่หรงก้าวเท้าช้าๆ เดินผ่านไอร้อนที่ยังหลงเหลือจากการระเบิดของประตู ฝีเท้าของเขามั่นคง ไร้ซึ่งเสียงกระทบ แต่กลับสร้างแรงกดดันมหาศาลจนซูเยว่รู้สึกหายใจไม่ออก เขาหยุดยืนเบื้องหน้าศิษย์ผู้สร้างความปั่นป่วน สายตาสีดำสนิทกวาดมองบาดแผลสาหัสบนร่างนั้นอย่างพิจารณา ไร้ซึ่งความเวทนา ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก มีเพียงความเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปีที่พร้อมจะแช่แข็งทุกสิ่ง
"เจ้าบุกรุกห้องปรุงโอสถ ทำลายค่ายกลชั้นยอด และยังบังอาจนำความตายมาถึงหน้าประตูของข้า ซูเยว่..." หลี่หรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนทนา ไร้คลื่นอารมณ์ใดๆ ทว่ากลับเยือกเย็นเสียจนกระดูกสันหลังของผู้ฟังต้องเยือกเหน็บ "เจ้าคิดว่าสายเลือดแห่งตะวันในกายจะช่วยให้เจ้ามีอภิสิทธิ์ทำลายกฎของสำนักกระบี่เมฆาได้เช่นนั้นหรือ?"
ซูเยว่เงยหน้าขึ้นสบตากับผู้อาวุโสผู้ขึ้นชื่อว่าไร้หัวใจ แม้ร่างกายจะสั่นเทาด้วยพิษบาดแผล แต่แววตาของเขากลับไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีแต่ไฟแค้นและประกายความดื้อรั้นที่ลุกโชนยิ่งกว่าเดิม
"กฎของสำนัก... มีไว้เพื่อกดขี่ผู้ที่อ่อนแอเท่านั้น!" ซูเยว่กัดฟันกรอด เลือดสดๆ ไหลทะลักมุมปาก "ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อให้ท่านสั่งสอน... ข้ามาเพื่อให้ท่านช่วยหลอม 'โอสถเพลิงสุริยัน' ให้ข้า! หากท่านไม่ช่วย... ข้าก็พร้อมจะตายที่นี่ พร้อมกับเผาผลาญที่แห่งนี้ให้เป็นจุลไปกับข้าด้วย!"
คำพูดสามหาวและท่าทีอวดดีเช่นนี้ หากเป็นศิษย์คนอื่นคงถูกหลี่หรงซัดกระเด็นตกหน้าผาไปนานแล้ว ทว่ายามที่ปลายนิ้วของหลี่หรงแตะลงบนชีพจรที่เต้นระรัวราวกับกลองศึกบนข้อมือของซูเยว่ สีหน้าของผู้อาวุโสหนุ่มกลับชะงักไปชั่วขณะ
สัมผัสจากชีพจรนั้น... พลังงานประหลาดที่กำลังกัดกินร่างของซูเยว่ ไม่ใช่เพียงแค่บาดแผลจากการต่อสู้ แต่มันคือ "อัคคีทัณฑ์สวรรค์" ที่ตกค้างจากการทะลวงขอบเขตขั้นก่อนหน้า—ชนิดเดียวกับที่เคยคร่าชีวิตอาจารย์ของเขาไปเมื่อสามร้อยปีก่อน!
ดวงตาที่เคยเย็นชาดั่งน้ำแข็งของหลี่หรงไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาที ราวกับน้ำในบึงลึกถูกโยนก้อนหินลงไปจนเกิดระลอกคลื่น เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของซูเยว่ ที่บัดนี้เริ่มมีประกายแสงสีทองเจิดจ้าแปลกประหลาดปรากฏขึ้นที่ม่านตา ราวกับตะวันกำลังจะดับลงแต่กลับถูกจุดประกายให้ลุกโชนขึ้นมาใหม่อีกครั้งอย่างดื้อดึง
"เจ้าเด็กโง่..." หลี่หรงพึมพำแผ่วเบา น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นเยียบเย็นขึ้นอีกหลายส่วน "เจ้าคิดว่าความตายมันน่ากลัวน้อยกว่าการก้มหัวให้โชคชะตาอย่างนั้นหรือ?"
ซูเยว่แค่นหัวเราะในลำคออย่างยากลำบาก ทว่าริมฝีปากกลับยกย่องขึ้นด้วยความทะนงตน "ข้าเกิดมาเพื่อฝืนลิขิตฟ้า... มิใช่เพื่อเป็นหมากให้สวรรค์กำหนดชะตาชีวิต!"
สิ้นคำพูดนั้น แรงปะทะของไอปราณสองสาย—ความเย็นยะเยือกดั่งน้ำแข็งพันปีของหลี่หรง และความร้อนระอุแผดเผาดั่งดวงตะวันของซูเยว่—ก็ระเบิดเข้าใส่กันอย่างรุนแรงจนห้องปรุงโอสถสั่นสะเทือน โคมไฟศิลาบนผนังดับวูบลงพร้อมกัน ท่ามกลางความมืดมิดและประกายไฟที่แล่บแปลบปลาบจากปลายนิ้วของทั้งสอง หลี่หรงก็เงื้อมือขึ้นคว้าคอเสื้อของซูเยว่กระชากเข้ามาประชิดตัว ใบหน้าของทั้งคู่อย่างห่างกันเพียงคืบ ลมหายใจร้อนและเย็นปะปนกันจนแทบแยกไม่ออก
ทว่าก่อนที่หลี่หรงจะได้เอ่ยสิ่งใดเพื่อตัดสินชะตากรรมของศิษย์ผู้เย่อหยิ่งผู้นี้ เสียงระฆังโบราณเก้าคราก็ดังสนั่นก้องกังวานมาจากยอดเขาหลัก—สัญญาณเตือนภัยสูงสุดที่บ่งบอกว่า "ผู้ตรวจการแดนสวรรค์" ได้มาเยือนถึงหน้าประตูนิกายแล้ว และเป้าหมายของมัน... คือการมาเอาชีวิตของซูเยว่โดยเฉพาะ!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีเซียนอันยาวนานนี้ด้วยกันนะครับ
*— เพลิงโอสถสวรรค์ —*
เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ผู้ดับตะวัน•ตอนที่ 1
กลิ่นอายโอสถและไอเย็น
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ผู้ดับตะวัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
