ตัวเลขห้าหลักบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าสะท้อนเข้ากับดวงตาคมกริบของรินรดา เธอยกยมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความอ่อนหวานเจือปนแม้แต่น้อย หากแต่เป็นรอยยิ้มของนักธุรกิจหญิงผู้กุมชัยชนะในเกมแรก
"ยอดโอนมัดจำล่วงหน้าห้าสิบเปอร์เซ็นต์สำหรับผักสลัดออร์แกนิกเกรดพรีเมียม... ห้าหมื่นบาทถ้วน ไม่ขาดไม่เกินครับคุณภรรยา"
เสียงทุ้มต่ำของพันตรีธนาดังขึ้นจากด้านหลัง ร่างสูงใหญ่ในชุดลำลองสบายๆ ก้าวเข้ามาประชิดตัว พร้อมกับวงแขนแข็งแรงที่สวมกอดเอวบางไว้หลวมๆ คางคมสันเกยลงบนลาดไหล่ลาดของเธอ สายตาคมกدดมองตัวเลขบนหน้าจอด้วยความภาคภูมิใจ ไม่แพ้ภรรยาคนสวยของตน
รินรดาส่งเสียงฮึดฮัดในลำคออย่างหมั่นไส้เล็กน้อย เธอเอี้ยวตัวกลับไปใช้ปลายนิ้วเรียวยาวดีดหน้าผากสามีหนุ่มเบาๆ อย่างสนิทสนม "อย่ามาทำเป็นพูดดีเลยผู้พันธนาคะ... เอ๊ย ผู้พันธนาครับ คุณเองไม่ใช่หรือที่เกือบจะขับรถชนแปลงผักของฉันตอนขนปุ๋ยคอกเมื่อวานนี้"
ธนาหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ดวงตาที่มักจะเย็นชาและเฉียบคมยามอยู่ในค่ายทหาร บัดนี้กลับทอประกายอ่อนโยนยามทอดมองภรรยา "ผมยอมจำนนต่อหลักฐานครับ แต่ถ้าไม่มีมิติลับที่คุณซ่อนไว้ในห้องเก็บของหลังบ้าน ป่านนี้เราคงไม่มีดินร่วนซุยอุดมไปด้วยแร่ธาตุระดับนั้นมาปลูกผักส่งโรงแรมหรูหรอกจริงไหมครับ"
สองสามีภรรยาช่วยกันจัดสรรพื้นที่หลังบ้านแปลงโฉมใหม่ ดินที่เคยแห้งแล้งและเต็มไปด้วยวัชพืช ถูกพลิกฟื้นด้วยปุ๋ยหมักสูตรพิเศษจากมิติลับของรินรดา อดีตเชฟมือหนึ่งผู้รู้ลึกรู้จริงว่าวัตถุดิบระดับมิชลินนั้นต้องเริ่มต้นจากดินและน้ำที่บริสุทธิ์เพียงใด การทำเกษตรแบบสโลว์ไลฟ์ในนิยามของเธอนั้นไม่ใช่การรอคอยโชคชะตา หากแต่เป็นการวางแผนธุรกิจที่เฉียบคมและแม่นยำทุกตารางนิ้ว
"เราจะแบ่งแปลงปลูกเป็นสามส่วนครับคุณธนา" รินรดาเริ่มกางสมุดบันทึกเล่มหนาที่เต็มไปด้วยลายมือเป็นระเบียบและผังการปลูกพืชหมุนเวียน เธอบรรยายด้วยน้ำเสียงจริงจังและทรงพลัง "แปลงแรกคือกรีนโอ๊คและเรดโอ๊คสำหรับสลัดบาร์โรงแรมหรู แปลงที่สองคือร็อกเก็ตและฟิเซลิสที่จะให้รสชาติเผ็ดร้อนเฉพาะตัวเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้เมนูฟิวชั่น และแปลงสุดท้าย... สมุนไพรไทยพื้นบ้านเกรดส่งออก"
ธนามองภรรยาด้วยความหลงใหล ผู้หญิงคนนี้มีเสน่ห์เหลือเกินยามที่เธอจับงานครัวหรือวางแผนธุรกิจ ดวงตาเป็นประกายคมปลาบ สมองไว และเด็ดเดี่ยว ไม่แปลกใจเลยที่ตระกูลสามีตัวแสบอย่างป้าผินและพวกพ้องจะต้องพ่ายแพ้ให้กับความเฉียบขาดของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูกระจกหน้าร้านชำด้านหน้าบ้านดังขึ้นขัดจังหวะความหวานชื่น รินรดากับธนาสบตากันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นบนมุมปากของอดีตเชฟสาวทันที เธอรู้ดีว่าแขกยามวิกาลที่ไม่ได้รับเชิญรายนี้คือใคร
ร่างอวบอ้วนของนางผิน ป้าสะใภ้จอมโลภ ก้าวเข้ามาในอาณาเขตบ้านด้วยท่าทีระแวดระวัง ใบหน้าอิ่มเอิบพยายามปั้นแต่งรอยยิ้มจอมปลอม แม้ว่าสายตาจะกวาดมองไปทั่วบริเวณเพื่อประเมินความเปลี่ยนแปลงของบ้านหลังนี้อย่างหิวกระหาย
"อ้าวน้าผิน ลมอะไรหอบมาถึงนี่ล่ะครับ ดึกดื่นป่านนี้แล้ว" ธนาเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความเคารพยำเกรงอย่างที่ผู้อาวุโสควรได้รับ
นางผินปรายตามองหลานชายก่อนจะเบนสายตาไปหยุดที่รินรดา พร้อมกับส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ "แหม... ธนา หลานรัก ป้าก็แค่ได้ข่าวว่าพวกเธอสองคนกำลังทำโครงการอะไรใหญ่โตหลังบ้าน ถึงขนาดมีรถกระบะส่งของจากโรงแรมในเมืองวิ่งเข้าวิ่งออก ชาวบ้านเขาลือกันหนาหูว่าพวกเธอแอบซ่อนสมบัติเก่าที่ปู่ทวดทิ้งไว้ให้ใช่ไหมล่ะ!"
รินรดายกแขนขึ้นกอดอก ดวงตากลมโตหรี่ลงเล็กน้อยอย่างรู้ทัน เธอย่างสามซุงเข้าไปใกล้ผู้เป็นป้าสะใภ้ช้าๆ กลิ่นอายความกดดันแผ่ซ่านออกมาจากตัวเธอจนนางผินต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
"สมบัติเก่าอะไรกันคะป้าผิน หรือว่าป้าหมายถึงโฉนดที่ดินผืนนี้ที่ป้าพยายามจะฮุบมาเป็นของลูกชายตัวเองแต่ไม่สำเร็จสักที?" รินรดาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่ทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ถ้าป้าหมายถึงเรื่องนั้นละก็... เสียใจด้วยนะคะ เพราะสิ่งที่พวกเรากำลังทำอยู่ ไม่ใช่การขุดสมบัติเก่ากินไปวันๆ แต่เป็นการสร้างอาณาจักรธุรกิจมูลค่าหลักล้านด้วยหยาดเหงื่อและมันสมองของเราเองต่างหาก"
นางผินหน้าเสีย สีหน้าเปลี่ยนสีจากแดงเป็นเขียวด้วยความโกรธจัด "นังรินรดา! แกมันปากกล้าขึ้นทุกวันนะ! แกคิดว่าแต่งเข้าตระกูลนี้แล้วจะใหญ่ค้ำฟ้าหรือไง ที่ดินตรงนี้มันควรจะเป็นของลูกชายฉัน ตั้งแต่บรรพบุรุษแล้ว!"
"ถ้าอยากได้ที่ดินนัก ทำไมไม่ลองเอาเงินสดมาซื้อคืนในราคาตลาดปัจจุบันดูล่ะครับ น้าผิน" ธนาเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและทรงพลัง ดวงตาสีเข้มจ้องมองป้าสะใภ้ราวกับเสือจ้องเหยื่อ "แต่เกรงว่า... เงินเก็บทั้งชีวิตของน้า อาจจะซื้อได้แค่เศษดินครึ่งแปลงหลังบ้านผมเท่านั้นเองมั้งครับ"
นางผินโกรธจนตัวสั่น งัดไม่ตายก้นหีบออกมาขู่ "พวกแกสองคนระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ! อย่าคิดว่าจะมีความสุขบนความทุกข์ของญาติพี่น้องได้นานนัก ฉันจะไปฟ้องผู้ใหญ่บ้านและแจ้งกรมที่ดินว่าพวกเธอรุกรานพื้นที่สาธารณะ!"
พูดจบนางผินก็สะบัดก้นเดินหน้าหงุดหงิดออกไปจากประตูบ้าน รินรดามองตามแผ่นหลังนั้นด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย เธอกำลังจะหันกลับมาพูดคุยเรื่องแปลงผักต่อกับสามี ทว่าสายตากลับเหลือบไปเห็นเงาดำทะมึนของใครบางคนยืนแอบอยู่หลังรั้วไม้ไผ่หน้าบ้าน
เงาร่างนั้นไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา... แต่เป็นชายแปลกหน้าในชุดสูทสีดำสนิท สวมหมวกปีกกว้างอำพรางใบหน้า ครู่ต่อมา ชายปริศนาก็ดึงกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่มีข้อความเขียนด้วยลายมือหวัดๆ เสียบไว้ที่ช่องประตูรั้ว ก่อนจะหายลับไปในความมืดอย่างรวดเร็วราวกับภูตผี
ธนาขมวดคิ้วมุ่น ก้าวฉับๆ ไปหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาเปิดอ่านด้วยความระแวดระวัง รินรดารีบเดินตามไปชะโงกหน้ามองข้ามไหล่สามี และทันทีที่กวาดสายตาอ่านข้อความสั้นๆ บนนั้น ลมหายใจของอดีตเชฟสาวก็สะดุดกึกทันที
*“ระวังตัวไว้... ผักออร์แกนิกแปลงแรกของพวกแก จะไม่ได้มีแค่วิตามิน แต่จะมี ‘ของขวัญมรณะ’ รอให้อร่อยจนวันตาย”*
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาลิ้มรสความแซ่บและลุ้นไปกับเส้นทางธุรกิจของสองสามีภรรยานะครับ
เมนูจานเด็ดเผ็ดร้อนของภรรยานายทหาร•ตอนที่ 5
ผืนดินที่เริ่มผลิบาน
ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เมนูจานเด็ดเผ็ดร้อนของภรรยานายทหาร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!