“อาจารย์ครับ... ทำไมถึงเป็นท่าน”
เสียงของผมแหบพร่า ประโยคที่หลุดออกมาเหมือนก้อนกรวดที่บาดลึกในลำคอ แสงไฟฉายคาดหัวของผมสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อมันสาดไปกระทบกับเงาร่างที่คุ้นตาภายใต้เสื้อคลุมสีเข้มที่เปรอะเปื้อนฝุ่นโบราณ ชายผู้นั้นหยุดฝีเท้าลง ห่างออกไปเพียงห้าเมตรในห้องโถงเก็บสมบัติที่เต็มไปด้วยกลไกสังหาร เขายืนนิ่งราวกับรูปปั้นสลักที่ฟื้นคืนชีพ
ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความเมตตาของชายที่ผมเคารพรักที่สุด บัดนี้กลับว่างเปล่าและเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก
“อคิน... จรรยาบรรณที่เจ้าพร่ำสอนตัวเองมาตลอดสิบปี มันคุ้มกันแล้วหรือกับการต้องมาจบชีวิตลงในสุสานที่ไม่มีใครรู้จักแบบนี้?” เสียงของอาจารย์ไม่ได้มีความยินดีที่ได้พบกัน แต่มันแฝงไว้ด้วยความสมเพชที่บาดลึกกว่าใบมีด
ข้างกายผม เรย์ทรุดตัวลงกับพื้น ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน มือที่เคยปราดเปรียวในการไขรหัสลับบัดนี้กดกุมบาดแผลฉกรรจ์ที่หน้าท้อง เลือดสีเข้มไหลซึมผ่านนิ้วมือหยดลงบนพื้นหินทรายอย่างช้าๆ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปกับกลิ่นอับชื้นของประวัติศาสตร์ที่ถูกลืม
“อย่าเข้ามาใกล้เขา” ผมก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างกายทำหน้าที่เป็นกำบังปกป้องเรย์โดยอัตโนมัติ แม้ในใจจะรู้ดีว่าศัตรูตรงหน้าไม่ใช่คนธรรมดา แต่คือคนที่วางรากฐานทางวิชาการให้ผมทั้งหมด
เรย์กระตุกยิ้มที่มุมปาก แม้ความเจ็บปวดจะทำให้ใบหน้าของเขาซีดเผือด “ดร. อคิน... เลิกแสดงละครนักโบราณคดีผู้แสนดีเถอะ คุณก็รู้ว่าเป้าหมายของเขาคือ 'กุญแจศิลา' ในกระเป๋าคุณ ถ้าคุณส่งมันให้เขา เราอาจจะรอด... หรืออย่างน้อย คุณก็จะยังรักษาจรรยาบรรณเฮงซวยของคุณไว้ได้แม้ต้องข้ามศพผมไปก็ตาม”
ผมปรายตามองเรย์ สายตาของเราสบกันเพียงเสี้ยววินาที ในแววตาของนักล่าสมบัติผู้นี้ไม่มีความกลัวตาย มีเพียงความท้าทายที่รอคอยการตัดสินใจของผมอยู่
“เงียบซะ เรย์” ผมสั่งเสียงเรียบ ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับอาจารย์ “อาจารย์ครับ... หากท่านต้องการสิ่งนี้เพื่อแลกกับลมหายใจของเขา ท่านก็ต้องก้าวข้ามศพผมไปก่อน”
อาจารย์ของผมหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น ท่านขยับมือช้าๆ ไปที่ด้ามอาวุธที่เหน็บอยู่ข้างเอว กลไกห้องโถงเริ่มทำงาน เสียงเฟืองหมุนดังลั่นสนั่นไปทั่วโถงใหญ่ เพดานหินเริ่มสั่นสะเทือน ฝุ่นผงร่วงกราวลงมาดุจม่านทรายแห่งกาลเวลา
“เจ้าเลือกเองนะ อคิน”
การต่อสู้ไม่ได้เริ่มด้วยการประชิดตัว แต่เริ่มด้วยการตัดสินใจที่บีบคั้นหัวใจที่สุดในชีวิตผม ผมเหลือบมอง 'กุญแจศิลา' ในมือ—หลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญที่สุดของมนุษยชาติที่ผมเพียรพยายามรักษามาตลอดชีวิต หากมันตกไปอยู่ในมือของคนที่ใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือทำลายล้าง โลกใบนี้คงไม่ต่างจากนรก
ทว่า... หากผมรักษาของชิ้นนี้ไว้ ผมจะต้องเสียเรย์ไป
ผมมองเรย์ที่เริ่มหายใจติดขัด จิตใจที่เคยยึดมั่นในอุดมการณ์สั่นคลอนอย่างรุนแรง ในฐานะนักโบราณคดี ผมถูกสอนให้ปกป้องสมบัติของชาติยิ่งกว่าชีวิต แต่ในฐานะมนุษย์... ผมพบว่าหัวใจของผมไม่ได้แตกสลายเพราะการสูญเสียโบราณวัตถุ แต่มันกำลังจะแหลกสลายเพราะการต้องสูญเสียคนที่เคียงข้างกันมาในวินาทีความเป็นความตาย
“เอาไปซะ” ผมตวาดก้องพลางขว้างกุญแจศิลาออกไปทางอาจารย์ ไม่ใช่เพื่อมอบให้เขา แต่เพื่อดึงดูดความสนใจ
ในจังหวะที่อาจารย์พุ่งตัวไปรับกุญแจ ผมฉวยโอกาสนั้นกระชากตัวเรย์ขึ้นพาดบ่า พลังทั้งหมดในร่างกายถูกรีดออกมาเพื่อพุ่งตัวไปยังช่องทางแคบที่เรย์เคยคำนวณไว้ว่าเป็นทางออกฉุกเฉิน
“คุณมันบ้า... อคิน!” เรย์คำรามด้วยความเจ็บปวดและไม่เข้าใจ
“ถ้าตาย... ก็ตายด้วยกันในฐานะคนที่มีชีวิตอยู่!” ผมตอบกลับโดยไม่หันไปมอง แรงระเบิดจากกลไกที่อาจารย์กระตุ้นตามหลังมาทำให้พื้นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือน ผมพาเรย์ดิ่งลงสู่ความมืดมิดของอุโมงค์เบื้องล่าง ท่ามกลางเสียงหินถล่มที่ปิดตายทางเข้าที่เคยหวังจะกลับไป
ความมืดมิดเข้าปกคลุมประสาทสัมผัสทุกส่วน ผมหายใจหอบถี่ พยายามลำเลียงเรย์ไปตามทางที่แคบและลึกขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งแสงสว่างจางๆ จากปลายอุโมงค์ปรากฏให้เห็น แต่มันไม่ใช่ทางออกสู่โลกภายนอก
มันคือห้องโถงลับอีกห้องหนึ่ง ที่กลางห้องมีแท่นหินวางตั้งอยู่ บนแท่นนั้นไม่ได้มีทองคำหรืออัญมณีล้ำค่า แต่มันคือจารึกที่ทำจากวัสดุที่ไม่ควรมีอยู่จริงบนโลกใบนี้... จารึกที่ระบุถึง 'จุดจบ' ของนักโบราณคดีทุกคนที่เคยย่างกรายเข้ามาในสุสานแห่งนี้
และที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือลายเซ็นที่สลักไว้ใต้จารึกนั้น—มันไม่ใช่ภาษาโบราณ แต่มันคือลายมือของผมเอง... ลายมือที่ผมยังไม่เคยเขียนมันขึ้นมาเลยด้วยซ้ำในชีวิตจริง
เรย์หอบหายใจรวยรินอยู่ข้างกายผม พลางมองจารึกนั้นด้วยสายตาที่เบิกกว้าง “อคิน... นี่มันหมายความว่ายังไง? ทำไมชื่อคุณถึงไปอยู่บนนั้น?”
คำถามของเขากลืนหายไปในความเงียบ เมื่อเสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยเริ่มดังขึ้นอีกครั้งจากเงามืดด้านหลัง... ไม่ใช่คนเดียว แต่มันคือเสียงฝีเท้าของคนหลายสิบคนที่กำลังก้าวเข้ามาพร้อมกัน พร้อมกับเสียงกระซิบที่ดังมาจากกำแพงหินรอบทิศทาง
"ยินดีต้อนรับกลับบ้าน... เจ้าของกุญแจศิลาคนสุดท้าย"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของนักโบราณคดีผู้นี้มาจนถึงบทที่ 30 นะครับ
เงาโบราณกาลกับมาตรวัดหัวใจที่แตกสลาย•ตอนที่ 30
เลือดของนักบุกเบิก
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาโบราณกาลกับมาตรวัดหัวใจที่แตกสลาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!