กลิ่นสนิมเหล็กและดินชื้นคลุ้งอยู่ในโพรงจมูก มากเสียจนผมแทบไม่จำเป็นต้องก้มลงมองพัสดุกระดาษลูกฟูกที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานไม้สักเก่าๆ ตัวนั้นด้วยซ้ำ มันเป็นกลิ่นอายจำเพาะ—กลิ่นที่นักโบราณคดีทุกคนหวาดกลัวและโหยหาไปพร้อมๆ กัน มันคือกลิ่นของความตายที่ถูกกาลเวลากลบฝัง และตอนนี้... มันกำลังส่งเสียงกระซิบเรียกชื่อผมจากใต้ห่อผ้าใบกันน้ำสีเขียวขี้ม้า
"ผมเตือนคุณแล้วว่าอย่าเซ็นรับพัสดุจากที่ทำการไปรษณีย์เขตแปด"
เสียงทุ้มต่ำและติดจะเย้ยหยันเล็กน้อยดังขึ้นจากมุมมืดของห้องทำงาน ดร.อคินไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเสียงทันที เขายังคงใช้ปลายนิ้วสวมถุงมือยางสีขาวสัมผัสกับพื้นผิวขรุขระของวัตถุปริศนาภายใต้ห่อผ้า ความเย็นยะเยือกของมันแผ่ทะลุผ่านยางสังเคราะห์เข้ามาถึงปลายนิ้ว ราวกับกระดูกชิ้นสุดท้ายของมนุษย์ยุคหินที่เพิ่งถูกขุดขึ้นมาจากชั้นดินเพอร์มาฟรอสต์
"ถ้าผมไม่เซ็น เรย์ คุณก็คงแอบปีนหน้าต่างเข้ามาขโมยมันไปตั้งแต่เที่ยงคืนแล้ว" อคินตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรย เขาเหลือบสายตาขึ้นมองชายหนุ่มในชุดแจ็คเก็ตหนังสีดำเซอร์ๆ ที่ยืนพิงกรอบหน้าต่างกระจกสีชา เรย์กำลังหมุนไฟแช็กซิปโป้ในมือเล่นอย่างใจเย็น แสงไฟสีส้มวابวับสะท้อนกับนัยน์ตาสีเทาเข้มที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์และสติปัญญาอันตราย
"โธ่ ดร.อคิน ผู้ทรงคุณวุฒิ การบุกรุกยามวิกาลมันลดทอนเกียรติภูมิของผมนะ แถมยังผิดกฎหมายอาญาด้วย... แม้ว่าสิ่งที่คุณกำลังแกะอยู่นั่น จะมีมูลค่าในตลาดมืดมากกว่าเงินเดือนทั้งปีของคุณรวมกันถึงสิบเท่าก็ตามทีเถอะ" เรย์เหยียดยิ้มมุมปาก เดินอาดๆ เข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน กลิ่นโคโลญจน์ราคาแพงปะปนกับกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยมาแตะจมูก
อคินไม่ใส่ใจคำยั่วเย้า เขากดน้ำหนักลงบนมีดผ่าตัดสแตนเลส ปาดคมมีดเฉือนเชือกป่านที่มัดห่อพัสดุออกด้วยความแม่นยำระดับศัลยแพทย์ ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความสุขุมและรอบคอบ—ต่างจากเรย์ที่มักจะใช้วิธีพังทลายเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย อุดมการณ์ที่สวนทางกันนี้คือสิ่งที่ทำให้พวกเขาทั้งคู่เหมือนแรงดึงดูดของแม่เหล็กขั้วตรงข้าม ที่ทั้งผลักไสและดึงดูดเข้าหากันอย่างน่าประหลาดตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ผ้าใบกันน้ำถูกคลี่ออก เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายใน
ห้องทำงานทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ และเสียงฝนตกปรอยๆ ภายนอกหน้าต่าง
เบื้องหน้าของพวกเขาคือกล่องไม้สนโบราณที่ถูกเคลือบด้วยยางไม้สีดำสนิท ลวดลายสลักนูนต่ำบนฝากล่องเป็นรูปงูยักษ์สองตัวกำลังกลืนกินดวงอาทิตย์—สัญลักษณ์ของ "อารยธรรมคานาอัน" สาบสูญ อารยธรรมที่นักประวัติศาสตร์กระแสหลักต่างลงความเห็นว่าเป็นเพียงเรื่องปรัมปรา และที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ รอยแตกสีดำสนิทที่พาดผ่านกลางกล่อง ซึ่งเมื่อเพ่งพินิจด้วยแว่นขยาย อคินถึงกับต้องกลั้นหายใจ
"นั่นไม่ใช่ดิน..." เรย์โน้มตัวลงมาใกล้จนไหล่แทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะปนกลิ่นมินต์เป่ารดต้นคอของอคิน "นั่นมันคราบเลือดแห้งกรังอายุกว่าสามพันปี... และดูเหมือนว่ามันเพิ่งถูกทำให้ชื้นด้วยสารเคมีบางอย่าง เพื่อรักษาโปรตีนในเลือดเอาไว้"
อคินไม่ได้ขยับหนี เขารู้สึกถึงความใกล้ชิดที่อันตราย แต่สติสัมปชัญญะทั้งหมดถูกดึงดูดไปที่รอยจารึกบนกล่องไม้ มันไม่ใช่การแกะสลักด้วยเครื่องมือโลหะ แต่มันถูกกรีดลงไปด้วของมีคมบางอย่างที่ทรงพลังและสั่นเครือ ราวกับผู้ทำกำลังหวาดกลัวบางสิ่งขณะที่บันทึกข้อความครั้งสุดท้าย
"ใครเป็นคนส่ง?" เรย์ถามเสียงกระซิบ นัยน์ตาสีเทาเข้มหรี่แคบลงอย่างใช้ความคิด ความสนุกสนานเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความระแวงระวัง
"ไม่มีชื่อผู้ส่ง ไม่มีตราประทับไปรษณีย์" อคินใช้ปลายแหนบโลหะคีบแผ่นกระดาษโน้ตชิ้นเล็กๆ ที่แนบอยู่ก้นกล่องขึ้นมา มันเป็นกระดาษสาเนื้อหยาบที่เปียกชื้นบางส่วน บนนั้นมีลายมือหวัดๆ เขียนด้วยหมึกสีดำที่เริ่มจาง
*‘ดร.อคิน อาจารย์ของคุณไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุ และถ้าคุณยังอยากรู้ความจริง... จงเปิดกล่องนี้ด้วยศิลาจารึกสีเลือดชิ้นเดียวกับที่ฆ่าเขา’*
บรรยากาศในห้องดิ่งวูบลงราวกับอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงสิบองศาเซลเซียส ปมในอดีตที่อคินพยายามฝังกลบมันมาตลอดสามปี—อุบัติเหตุทางรถยนต์ที่พรากชีวิต ศ.ดร.ธนา อาจารย์และเสาหลักทางจิตวิญญาณของเขาในพื้นที่ขุดค้นต้องห้าม—ถูกกระชากกลับมาหายใจรดต้นคออีกครั้งอย่างชัดเจน
เรย์มองหน้าอคิน สีหน้าของนักล่าสมบัติอิสระผู้นี้เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เขายื่นมือออกไปหวังจะช่วยเปิดฝากล่องไม้
"อย่าแตะ!" อคินตบหลังมือเรย์ออกอย่างแรงจนเกิดเสียงดังเฉียบ
"ใจเย็นสิคุณนักโบราณคดีผู้ทรงคุณธรรม ผมแค่อยากช่วย..." เรย์ชักมือกลับ พลางหัวเราะในลำคออย่างฝืนๆ "แต่ดูท่าทางคุณตอนนี้สิ มือสั่นเป็นเจ้าเข้าเลยนะ ดร.อคิน"
อคินไม่ตอบ เขากลืนก้อนความขมขื่นลงคอ มือสวมถุงมือยางเอื้อมไปแตะที่ขอบกล่องไม้สนสีดำสนิทอย่างระมัดระวัง หัวใจของเขาเต้นระรัวราวกับกลองศึก ความทรงจำสีเลือดของอาจารย์ธนอนุญาตให้เขาถอยหลังได้ แต่นักโบราณคดีในตัวเขากลับกรีดร้องให้เดินหน้า
คลิก!
เสียงกลไกภายในกล่องดีดตัวปลดล็อกดังสะท้อนก้องห้องทำงานเงียบงัน ฝากล่องไม้ค่อยๆ เผยอเปิดอ้าออกด้วยตัวเองอย่างช้าๆ ราวกับมีกลไกไอน้ำขับเคลื่อนจากยุคโบราณ กลิ่นอายความอับชื้นผสมกลิ่นคาวเลือดพวยพุ่งเข้าปะทะใบหน้าเต็มแรง จนอคินต้องผงะถอยหลัง
สิ่งที่นอนนิ่งอยู่ภายในกล่อง ไม่ใช่ทองคำ อัญมณี หรือวัตถุทางศาสนาอันล้ำค่าอย่างที่เรย์คาดหวัง
แต่มันคือ "แผ่นศิลาสีแดงฉาน" ขนาดเท่าฝ่ามือ ที่สลักลวดลายเรขาคณิตประหลาด ซึ่งกำลังเปล่ง "แสงเรืองรองสีเลือด" ออกมาในความมืดระลอกแล้วระลอกเล่า ราวกับมีชีวิต และที่น่าสยดสยองที่สุดคือ... ลวดลายบนศิลาแผ่นนั้นกำลังเคลื่อนไหว เปลี่ยนรูปร่างไปมาได้เองต่อหน้าต่อตาพวกเขาทั้งสองคน!
เรย์ก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเป็นครั้งแรกในชีวิต "ให้ตายเถอะ... นั่นมันไม่ใช่ศิลาโบราณธรรมดา"
ก่อนที่อคินจะได้เอ่ยปากพูดอะไร เสียงสัญญาณเตือนภัยไฟไหม้ของตึกโบราณสถานก็ดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับหลอดไฟนีออนบนเพดานที่กะพริบถี่รัวแล้วดับลงฉับพลัน... ความมืดสนิทเข้าโอบล้อมห้องทำงานทันที
และท่ามกลางความมืดมิดนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่ก็กำลังวิ่งกรูขึ้นมาตามบันไดไม้ด้านนอก ประชิดประตูห้องของเขาเข้ามาทุกที!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ปริศนานี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
เงาโบราณกาลกับมาตรวัดหัวใจที่แตกสลาย•ตอนที่ 1
ศิลาจารึกสีเลือด
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาโบราณกาลกับมาตรวัดหัวใจที่แตกสลาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!