เศษกระจกเงาบานใหญ่สะท้อนภาพเงาซ้อนของความทรงจำที่ ดร.อคิน ไม่เคยปรารถนาจะหวนกลับมามอง มันไม่ใช่แค่เงาสะท้อนทางกายภาพ แต่เป็นภาพโฮโลแกรมโบราณที่แปรเปลี่ยนอณูแสงให้กลายเป็นฉากเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อน—ภาพของห้องปฏิบัติการใต้ดินที่กำลังพังทลาย และร่างของอาจารย์ผู้ล่วงลับที่ถูกฝังกลบอยู่ใต้ซากปรักหักพัง เสียงกรีดร้องในอดีตดังก้องสะท้อนผ่านผนังคริสตัลของห้องปิดตายแห่งนี้ ระลอกคลื่นความถี่ต่ำกระแทกเข้ากับแก้วหูจนเขารู้สึกปวดร้าวที่ขมับ
"อย่ามองมันตรงๆ อคิน..."
เสียงของเรย์ดังขึ้น ท่ามกลางความมืดสลัวที่มีเพียงแสงเรืองรองสีฟ้าครามจากแผ่นศิลาโบราณ ชายหนุ่มเรือนผมสีเข้มในชุดสนามที่เปรอะเปื้อนฝุ่นยืนพิงผนังกระจกอยู่อีกด้าน ดวงตาคมกริบไม่ได้มองภาพหลอนที่กำลังเล่นงานอคิน แต่กำลังกวาดสายตามองรอยแยกบนพื้นผิวคริสตัลด้วยสมาธิขั้นสูง "ภาพพวกนั้นไม่ใช่ผีสาง แต่มันคืออัลกอริทึมแสงที่ดึงเอาปมในจิตใต้สำนึกของนายออกมาฉายซ้ำ เพื่อบั่นทอนออกซิเจนในห้องนี้ให้หมดเร็วขึ้น"
อคินหอบหายใจหนักหน่วง เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้าคมสัน มือข้างที่สวมถุงมือหนังสำหรับขุดค้นกำเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว เขาพยายามดึงสติกลับมาสู่ความเป็นจริง กลิ่นอับชื้นของซากโบราณสถานผสมผสานกับกลิ่นอายความตายในอดีตทำให้สมองแทบระเบิด แต่ในฐานะนักโบราณคดีผู้ยึดมั่นในหลักการ เขาปฏิเสธที่จะพ่ายแพ้ให้กับจิตวิทยาของกับดักยุคโบราณ
"ฉันรู้..." อคินเค้นเสียงลอดไรฟัน สายตาสีเข้มตวัดมองเรย์อย่างไม่ยอมแพ้ "นายควรเอาเวลาเป็นห่วงฉัน ไปสนใจรหัสปลดล็อกฝั่งของนายดีกว่า เรย์... เราเหลือเวลาอีกไม่ถึงสี่นาที ก่อนที่แผ่นกระจกพวกนี้จะเคลื่อนตัวเข้ามาบดอัดพวกเราให้แบนราบเหมือนโบราณวัตถุในชั้นดินดาน"
เรย์หัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เจือด้วยความเย้ยหยันแต่มั่นใจในความสามารถของตนเองอย่างยิ่งยวด เขายกมือขึ้นเคาะลงบนแผ่นกระจกที่สะท้อนภาพความล้มเหลวในการปล้นสุสานครั้งแรกของเจ้าตัว เสียงก้องกังวานต่ำๆ บ่งบอกถึงความกลวงโบ๋ด้านหลัง "ห่วงตัวเองก่อนเถอะ ดร.อคิน คนที่กำลังยืนตัวสั่นแล้วจมดิ่งไปกับภาพอาจารย์ของนาย ไม่ใช่ฉันเสียหน่อย"
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองอัดแน่นด้วยความตึงเครียด อุดมการณ์ที่แตกต่างกันสุดขั้ว—ฝ่ายหนึ่งคือนักวิชาการผู้พิทักษ์ประวัติศาสตร์เพื่อเรียนรู้ความผิดพลาด อีกฝ่ายคือผู้แสวงหาผลประโยชน์ที่ใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือเอาตัวรอด—กลับต้องมาติดอยู่ในกรงขังมรณะเดียวกันที่ออกแบบมาเพื่อทดสอบจิตใจมนุษย์โดยเฉพาะ
อคินสูดหายใจเข้าลึก, ปิดเปลือกตาลงชั่วขณะเพื่อตัดภาพหลอนอันโหดร้ายออกไป เขาใช้ทักษะการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างที่ผ่านการฝึกฝนมาค่อนชีวิต กวาดสายตามองสภาพแวดล้อมโดยรอบผ่านความมืด ห้องนี้ไม่ใช่ห้องกระจกธรรมดา แต่มันคือ *'มาตรวัดหัวใจ'* อารยธรรมโบราณแห่งนี้ไม่ได้ใช้กลไกน้ำหนักหรือคานดีดคานงัดในการเปิดประตู แต่ใช้ "คลื่นสมอง" และ "อัตราการเต้นของหัวใจ" ของผู้บุกรุกเป็นตัวขับเคลื่อนกลไก
ยิ่งจิตใจหวาดกลัวหรือรู้สึกผิดมากเท่าไหร่ กระจกจะยิ่งดูดซับพลังงานนั้นไปเร่งการทำงานของกับดัก
"เรย์... หยุดมองอดีตของตัวเองเสียที" อคินลืมตาขึ้น แววตาฉายประกายความเฉียบคมราวกับใบมีดผ่าตัด "ถ้านายยังมัวแต่โทษตัวเองเรื่องเหตุการณ์ที่ไคโร กระจกฝั่งนั้นจะไม่มีวันเปิด... ระบบไม่ได้ต้องการคนไร้ที่ติ แต่มันต้องการคนที่ยอมรับความจริง"
มือเรียวของเรย์ที่กำลังสัมผัสกับพื้นผิวกระจกชะงักไปชั่ววินาที แววตาสีอ่อนไหววาบผ่านนัยน์ตาคมกริบคู่นั้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มมุมปากที่ยากจะคาดเดา "นายเนี่ยนะ... ชอบสอนคนอื่นในเวลาใกล้ตายอยู่เรื่อย ดร.อคิน"
"มันคือจรรยาบรรณของการมีชีวิตรอดต่างหาก" อคินก้าวเท้าเข้าไปใกล้ผนังกระจกฝั่งของตนเอง หัวใจของเขาเต้นรัวระส่ำ แต่วินาทีนี้เขาไม่ได้วิ่งหนีภาพอดีตอีกต่อไป เขากลับจ้องมองภาพอาจารย์ในกระจกด้วยสายตานิ่งสงบ ยอมรับความเจ็บปวด เสียใจ และความผิดพลาดในอดีตอย่างเต็มใจ
ทันใดนั้น แสงสีฟ้าครามที่เคยสווกวาวและบีบคั้นหัวใจก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีทองอบอุ่น เสียงกรีดร้องในอดีตเงียบลง เหลือเพียงเสียงกลไกเฟืองทองคำโบราณที่กำลังหมุนเข้าล็อกด้วยความแม่นยำ
*กริ๊ก...*
เสียงกลไกดังขึ้นสะท้อนก้องไปทั่วห้องโถง เรย์หันขวับมามองด้วยความประหลาดใจระคนทึ่ง เมื่อผนังกระจกเบื้องหน้าของอคินเลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นทางเดินมืดสนิททอดยาวออกไป แต่อากาศบริสุทธิ์สายแรกพัดโชยเข้ามาปะทะใบหน้าทันที
"นาย... ทำได้ยังไง?" เรย์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ลดความเย่อหยิ่งลงไปถนัดตา
"เพราะฉันไม่ได้สู้กับมัน แต่ฉันเลือกที่จะเข้าใจมันต่างหากล่ะ" อคินตอบเรียบๆ พลางหันมามองคู่หูจำเป็นที่ยังติดอยู่ฝั่งตรงข้าม "ทีรỗiตาของนายแล้ว เรย์... ยอมรับความจริงในแบบของนายเสียที"
เรย์แค่นยิ้มบางๆ บรรยากาศรอบตัวเขานิ่งสงบลงอย่างประหลาด ก่อนที่เขาจะวางฝ่ามือแนบลงบนกระจกอย่างมั่นคง และในวินาทีนั้นเอง กระจกฝั่งของเรย์ก็เริ่มเปลี่ยนสีและเลื่อนเปิดออกตามกัน ทว่า... ก่อนที่ทั้งคู่จะได้ก้าวเท้าเดินออกจากกับดักมรณะนี้ เสียงฝีเท้าปริศนาอันหนักหน่วงและมั่นคง ก็ดังสะท้อนก้องมาจากความมืดมิดที่ปลายทางเดินอีกด้านหนึ่ง
ไม่ใช่เสียงของสัตว์ประหลาด หรือกลไกโบราณ... แต่มันคือเสียงรองเท้าคอมแบทที่เหยียบย่ำลงบนพื้นหินอย่างจงใจ
แสงไฟฉายทรงพลังสาดส่องตัดความมืดเข้ามาหยุดตรงหน้าอคินและเรย์ พร้อมกับร่างสูงใหญ่ในชุดยุทธวิธีที่ยืนขวางทางออกสุดท้ายเอาไว้ ร่างนั้นลดปืนลงช้าๆ เผยให้เห็นรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปากของบุคคลที่พวกเขาคิดว่าเสียชีวิตไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน
"ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ... ลูกศิษย์ตัวน้อยของฉัน"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจความมืดมิดนี้ไปด้วยกันนะครับ
เงาโบราณกาลกับมาตรวัดหัวใจที่แตกสลาย•ตอนที่ 24
กับดักแสงลวงตา
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาโบราณกาลกับมาตรวัดหัวใจที่แตกสลาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!