เงาโบราณกาลกับมาตรวัดหัวใจที่แตกสลาย•ตอนที่ 12

ดินแดนที่ไร้ชื่อ

ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
ปลายมีดพกสเตนเลสสตีลความยาวเจ็ดนิ้วถูกตวัดตัดเถาวัลย์หนามเนื้อเหนียวจนขาดสะบั้น เสียงเฉือนเฉียบขาดความลังเลดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของผืนป่าทึบที่ไร้ซึ่งสรรพเสียงของนกกา ดินแดนตรงหน้าไม่มีอยู่จริงในแผนที่ทางภูมิศาสตร์ฉบับใดบนโลกใบนี้—ไม่ใช่เพราะมันถูกซ่อนด้วยเทคโนโลยีการพรางตัวทางทหาร หรือถูกปกปิดไว้ด้วยชั้นความลับของรัฐบาล หากแต่เป็นเพราะสรรพสิ่ง ณ ที่แห่งนี้ถูกกาลเวลาและธรรมชาติลบเลือนจนหลุดพ้นจากระบบพิกัดสากลไปนานนับศตวรรษแล้ว “คุณกำลังเดินนำเราไปสู่ความตายแบบสุภาพ หรือตั้งใจจะพากันไปตายแบบทรมานล่ะครับ ดร.อคิน” เสียงทุ้มต่ำติดจะเย้าแหย่เล็กน้อยดังขึ้นจากด้านหลัง ห่างออกไปราวสามก้าว เรย์หยุดเท้าลงโดยอาศัยจังหวะที่ผมหยุดชะักเพื่อตรวจสอบพิกัดบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ภาคสนาม ชายหนุ่มในชุดลุยป่าสีเข้มปัดคราบไคลและหยดเหงื่อที่ข้างขมับ ดวงตาคู่คมกวาดมองไปรอบกายด้วยความระแวดระ้ำ การเคลื่อนไหวของเขาเงียบเชียบรา1กับเสือดาวที่กำลังย่างก้าวในอาณาเขตของมันเอง ผมไม่ได้หันกลับไปมองทันที นิ้วเรียายาวภายใต้ถุงมือหนังยังคงกดปุ่มรีเซ็ตสัญญาณดาวเทียมที่ขึ้นตัวอักษรสีแดงฉานว่า *No Signal* เป็นรอบที่สิบของวัน “ถ้าผมต้องการให้คุณตาย เรย์ ผมคงปล่อยให้คุณเลือกเส้นทางฝั่งตะวันออกเมื่อเช้าแล้ว” ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ปรายหางตาไปมองเขานิดหน่อย “อย่างน้อย ศพนักล่าสมบัติที่ถูกพิษจากยางไม้ตระกูล *Euphorbia* กัดกินเนื้อจนหมด คงไม่ต้องมาคอยบ่นเรื่องความชื้นในอากาศให้ผมรำคาญใจ” เรย์หัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและเจือแววขบขันอย่างเปิดเผย เขาก้าวเข้ามาประชิดจนไหล่เกือบจะชนกัน กลิ่นอายเฉพาะตัวของฝุ่นดิน เหงื่อไคล และกลิ่นบุหรี่มวนมือจางๆ เจือปนกับกลิ่นอับชื้นของซากพืชซากสัตว์ “ใจร้ายจังนะครับ ด็อกเตอร์... ทั้งที่เราอุตส่าห์ผ่านดักมรณะของชนเผ่าโบราณมาด้วยกันตั้งสามจุดแล้วแท้ๆ คุณน่าจะใจดีกับผมมากกว่านี้หน่อย” เรย์โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนผมสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากตัวเขา สายตาของเขากวาดผ่านหน้าจออุปกรณ์ในมือผม “ว่าแต่... เครื่องมือราคาแพงนั่นยังบอกอะไรไม่ได้สินะครับ ว่าทำไม *บันทึกของศาสตราจารย์มาร์ค* ถึงระบุว่าพิกัดนี้คือจุดสิ้นสุดของอารยธรรมที่สาบสูญ” ผมหันขวับกลับไปเผชิญหน้า ระยะห่างระหว่างเราใกล้เสียจนปลายจมูกเกือบจะชนกัน สัญชาตญาณเตือนภัยในหัวร้องระรัว ไม่ใช่เพราะอันตรายจากผืนป่าเบื้องหน้า แต่เป็นเพราะความใกล้ชิดที่อันตรายต่อสมาธิและหลักการที่ผมยึดถือมาตลอดชีวิต “ศาสตราจารย์มาร์คไม่ได้เขียนไว้ว่ามันคือจุดสิ้นสุด” ผมกดเสียงต่ำลง ขยับตัวถอยหลังเว้นระยะห่างอย่างสุภาพแต่เด็ดเดี่ยว “ท่านบันทึกไว้ว่ามันคือ ‘จุดเริ่มต้นของการชำระล้าง’ ต่างหาก… และผมคิดว่าคุณน่าจะจำรายละเอียดนี้ได้ดีกว่าใคร หากคุณไม่ได้สนใจแค่สมบัติทองคำที่ซ่อนอยู่ใต้ซากปรักหักพังนั่น” รอยยิ้มมุมปากของเรย์จางลงเล็กน้อย แววตาคมกริบไหววูบไปชั่วขณะราวกับถูกจี้ถูกจุด ความเป็นมืออาชีพที่ฉลาดทันกันทำให้เราต่างฝ่ายต่างรู้ทันเกมของกันและกัน เรย์ไม่ใช่แค่นักล่าสมบัติทั่วไป เขามีเบื้องหลังที่เชื่อมโยงกับสถาบันวิจัยโบราณคดีที่ถูกยุบไปเมื่อสิบปีก่อน—เช่นเดียวกับปมในใจที่ยังค้างคาเกี่ยวกับการเสียชีวิตของอาจารย์ผม “บางที... สมบัติที่ผมตามหา อาจจะมีค่ามากกว่าแค่ทองคำก็ได้นะครับ ด็อกเตอร์” เรย์พูดเสียงแผ่วเบา ดวงตาคู่นั้นจ้องลึกเข้ามาในดวงตาผมราวกับต้องการจะขุดคุ้ยความลับที่ผมซ่อนไว้ใต้สีหน้าสุขุม “เช่น ความจริงเบื้องหลังเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อน... ที่ทำให้คุณกลายเป็นคนไร้หัวใจแบบนี้” บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็งในชั่วพริบตา เสียงแมลงป่าและเสียงลมที่พัดผ่านยอดไม้พลันเงียบงันลงไปถนัดตา หัวใจของผมกระตุกวูบ ความทรงจำสีเลือดในคืนที่อาจารย์สิ้นใจบนซากปรักหักพังผุดขึ้นมาในหัวราวกับภาพยนตร์ฉายซ้ำ แต่ผมยังคงรักษาอาการนิ่งสงบไว้ได้อย่างแนบเนียนภายใต้หน้ากากของนักวิชาการ ก่อนที่บทสนทนาทางจิตวิทยาอันเชือดเฉือนนี้จะดำเนินไปไกลกว่านั้น เสียงบางอย่างก็ดังแทรกขึ้นมา *กรอบ... แกรบ...* ไม่ใช่เสียงกิ่งไม้หักตามธรรมชาติ แต่มันคือเสียงฝีเท้า... เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและจงใจเหยียบลงบนใบไม้แห้ง ห่างจากจุดที่เรายืนอยู่ไม่ถึงสิบเมตรในความมืดทึบของแนวป่าเบื้องหน้า เรย์หุบยิ้มทันที มือขวาตวัดลงไปแตะด้ามปืนพกที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อแจ็คเก็ตอย่างรวดเร็วราวกับปฏิกิริยาอัตโนมัติ ร่างกายของเขาพลิกตัวมาบังมุมอับให้ผมโดยสัญชาตญาณ แม้ปากจะชอบพูดจากวนประสาท แต่ในยามวิกฤต ความเป็นมืออาชีพของนักล่าสมบัตินักเอาตัวรอดผู้นี้ไม่เคยพร่อง “ดูเหมือนว่า ‘เจ้าบ้าน’ จะออกมาต้อนรับเราแล้วนะครับ ด็อกเตอร์” เรย์กระซิบเสียงต่ำลอดไรฟัน สายตาจดจ้องไปยังความมืดเบื้องหน้าอย่างไม่กะพริบ “และผมเกรงว่าพวกเขาคงไม่ได้เตรียมน้ำชาไว้ต้อนรับพวกเราแน่ๆ” ผมหรี่ตาลง เพ่งมองผ่านหมอกจางๆ ที่เริ่มก่อตัวขึ้นผืนป่า ท่ามกลางเงาไม้ที่บิดเบี้ยว ร่างเงาสีดำหลายร่างกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาล้อมรอบเราอย่างเป็นระเบียบ ราวกับพวกเขารู้เส้นทางและพิกัดของเรามาตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้ามาในดินแดนไร้ชื่อแห่งนี้ แต่สิ่งที่ทำให้ผมต้องกลั้นหายใจไม่ใช่จำนวนของคนแปลกหน้าเหล่านั้น... หากแต่เป็นสัญลักษณ์ที่สลักอยู่บนหน้ากากไม้โบราณที่พวกเขาสวมใส่ มันคือสัญลักษณ์รูป ‘มาตรวัดหัวใจ’ ที่แตกสลายเป็นสองซีก—เครื่องหมายเดียวกับที่สลักอยู่บนแหวนประจำตัวของอาจารย์ผม... แหวนวงที่หายสาบสูญไปพร้อมกับร่างของท่านในคืนเกิดเหตุเมื่อสิบปีก่อน ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจความลับอันดำมืดนี้ไปพร้อมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ บันทึกนักโบราณคดี
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาโบราณกาลกับมาตรวัดหัวใจที่แตกสลาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%