ดวงตากลมโตของรินลดาเบิกกว้างจนแทบถลน ริมฝีปากที่เคลือบลิปสติกราคาแพงอ้าค้างสนิท ภาพสะท้อนในกระจกเงาบานใหญ่ของห้องจัดเลี้ยงหรูหราเผยให้เห็นจังหวะที่พิมพ์พิชาและภาคินผละออกจากกันราวกับโดนไฟดูด ความใกล้ชิดสนิทสนมเมื่อครู่ถูกแปรเปลี่ยนเป็นระยะห่างที่เว้นไว้พวกลวงตา ทว่าร่องรอยของความกระอักกระอ่วนยังคงกรุ่นอยู่ในอากาศรอบตัว
"นี่มัน... หมายความว่ายังไงคะคิน" เสียงแหลมสูงของรินลดาดังแทรกความเงียบขึ้นมาทันที เธอก้าวฉับๆ เข้ามาใกล้ ส้นสูงคริสตัลจิกทึ้งลงบนพรมเปอร์เซียราคาแพงราวกับจะระบายความหงุดหงิด "คุณบอกว่ามาเคลียร์เรื่องงาน แต่ทำไมถึงมาอยู่กันตามลำพังในห้องพักรับรองแบบนี้ล่ะคะ แล้วท่าทางเมื่อกี้..."
พิมพ์พิชากวาดสายตามองผู้มาใหม่ด้วยรอยยิ้มมุมปาก เธอยกมือขึ้นจัดสาบเสื้อสูทสีดำสนิทของตัวเองให้เข้าที่อย่างใจเย็น ไม่มีความตื่นตระหนกหลงเหลืออยู่บนใบหน้าสวยคมแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... แววตาของหญิงสาวกลับพราวระยับด้วยความสนุกสนานยามได้เห็นอาการคุมอารมณ์ไม่อยู่ของอดีตคู่หมั้นพระเอก
"ถ้าสายตาคุณรินลดายังปกติ น่าจะพอมองออกนะคะว่าเรากำลังทำอะไรกันอยู่" พิมพ์พิชาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรื่อยเปื่อย ทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "หรือว่า... จะให้ดิฉันอธิบายซ้ำเป็นภาษาอนุบาล เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นดีคะ"
"คุณพิม!" รินลดาหน้าดำคร่ำเครียด กำมือแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าไปในเนื้อ "อย่ามาสามหาวนะคะ! คุณก็เป็นแค่ผู้หญิงที่เข้ามาอาศัยข้อแลกเปลี่ยนทางธุรกิจ เพื่อเกาะคินไต่เต้าเท่านั้นแหละ อย่าคิดว่าทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของแล้วคินเขาจะพิศวาสจริงๆ จังๆ เลย"
เสียงซุบซิบจากบรรดาแขกเหรื่อที่เริ่มเดินตามรินลดามามุงที่หน้าประตูห้องพักรับรองดังระงับขึ้นเป็นระลอกๆ สายตานับสิบคู่มองตรงมาที่พิมพ์พิชาด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งสมเพช ดูถูก และรอสมน้ำหน้า โดยเฉพาะกลุ่มไฮโซสาวเพื่อนสนิทของรินลดาที่ยืนกอดอกกระซิบกระซาบกันอย่างสนุกปาก
*“นั่นน่ะเหรอผู้หญิงที่ท่านประธานพาออกงานด้วย หน้าตาก็ธรรมดา ท่าทางจะปีนเก่งน่าดู”*
*“ก็แค่เด็กใน The Contract แต่งงานลวงตาไม่ใช่เหรอ อีกไม่นานก็คงโดนเขี่ยทิ้งเหมือนของเล่นเก่ารินลดานั่นแหละ”*
บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นในฉับพลัน ภาคินขมวดคิ้วมุ่นจนรอยย่นหว่างคิ้วแทบผูกเป็นปม ความเย็นชาแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่ราวกับน้ำแข็งขั้วโลก ดวงตาคมกริบกวาดมองกลุ่มคนที่ยืนนินทารอบห้องด้วยรัศมีคุกคามที่ทรงพลังจนทุกคนต้องรีบหุบปากเงียบกริบ ทว่า... ยังไม่ทันที่ประธานหนุ่มจะได้เอաբากปากพูดอะไรออกไป มือเรียวเล็กของพิมพ์พิชากลับยกขึ้นแตะแขนแกร่งของเขาเบาๆ เป็นเชิงปราม
หญิงสาวก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ยืนบังรัศมีของภาคินไว้ครึ่งหนึ่ง ดวงตากลมโตคู่สวยกวาดมองไปรอบห้องด้วยท่าทีสง่างามราวกับพญาหงส์ ท่าทีที่ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นนั้นสะกดสายตาทุกคู่ให้อยู่หมัด
"เกาะไต่เต้าอย่างนั้นเหรอคะ?" พิมพ์พิชาทวนคำ หัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ความกลัวแต่เต็มไปด้วยความเย้ยหยัน "ขอบคุณสำหรับคำดูถูกนะคะ แต่ก่อนจะเที่ยววิจารณ์ชีวิตคนอื่น ช่วยใช้สมองส่วนหน้าคิดสักนิดว่าตำแหน่ง 'ภรรยาตามกฎหมาย' ของภาคินในตอนนี้ มันมีค่ามากกว่าผู้หญิงที่วิ่งตามตื๊อผู้ชายจนไม่เหลือศักดิ์ศรีตรงไหน"
"นี่คุณ!" รินลดาหน้าถอดสี กรีดร้องออกมาด้วยความเหลืออด "กล้าดียังไงมาว่าฉัน!"
"ดิฉันไม่ได้เจาะจงชื่อใครนี่คะ ทำไมล่ะคะ... ร้อนตัวเหรอ?" พิมพ์พิชาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง รอยยิ้มพิมพ์ใจแต่แฝงด้วยพิษสงถูกส่งให้อย่างงดงาม "ถ้าคิดว่าตัวเองมีดีพอ ทำไมถึงต้องมายืนกรี๊ดกราดโวยวายเหมือนคนเสียสติในงานเลี้ยงของคนอื่นด้วยล่ะคะ หรือเพราะรู้ตัวว่าต่อให้พยายามแค่ไหน... ภาคินเขาก็ไม่มีวันชายตาแลผู้หญิงที่เอาแต่โวยวายเรียกร้องความสนใจแบบคุณอีกแล้ว"
"กรี๊ด! นัง... นังเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้า!" รินลดาปรี่เข้ามาหมายจะงื้อมือตบด้วยความบันดาลโทสะที่พุ่งถึงขีดสุด
ทว่า... ร่างของเธอกลับต้องหยุดชะงักกึกทันที เมื่อมีร่างสูงใหญ่ของใครบางคนก้าวเข้ามาขวางกลางระหว่างเธอกับพิมพ์พิชาไว้ได้อย่างทันท่วงที
ภาคินปรายตามองรินลดาด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ทว่าเยียบเย็นเสียจนคู่หมั้นเก่าถึงกับผงถอยหลังไปสามก้าว ความกดดันมหาศาลแผ่กระจายออกมาจากตัวประธานหนุ่มจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงอย่างเห็นได้ชัด
"พอได้แล้ว รินลดา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น เรียบเรื่อยแต่ทรงอำนาจเด็ดขาด "อย่าหาว่าผมไม่เตือน ถ้าคุณยังไม่รู้จักมารยาททางสังคม และยังกล้ามาสร้างความวุ่นวายในพื้นที่ส่วนตัวของผมอีก ต่อไปนี้... ตระกูลของคุณจะไม่เหลือที่ยืนในแวดวงธุรกิจนี้แน่นอน"
คำขู่ที่ไร้ซึ่งอารมณ์แต่จริงจังทุกพยางค์ทำให้รินลดาหน้าซีดเผือดริมฝีปากสั่นระริก เธอไม่เคยเห็นภาคินปกป้องผู้หญิงคนไหนออกนอกหน้าขนาดนี้มาก่อน... โดยเฉพาะกับพิมพ์พิชา ผู้หญิงที่เขาเคยประกาศก้องนักหนาทั้งปากและท่าทางว่าแต่งงานกันเพราะความจำเป็น!
บรรดาแขกเหรื่อที่มุงดูอยู่ต่างพากันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไรออกมาอีกแม้แต่คำเดียว รินลดาได้แต่ส่งสายตาอาฆาตมาดร้ายมาที่พิมพ์พิชาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะสะบัดหน้าพรวดแล้วเดินหนีหายไปท่ามกลางฝูงชนที่รีบหลีกทางให้ด้วยความเกรงกลัว
เมื่อความวุ่นวายสงบลง ความเงียบก็เข้าปกคลุมห้องพักรับรองอีกครั้ง
พิมพ์พิชาถอนหายใจยาวออกมาเบาๆ เธอกลับหลังหันเพื่อจะเดินไปหยิบกระเป๋าคลัตช์ของตัวเองบนโซฟา โดยไม่ได้เอ่ยขอบคุณผู้ชายที่เพิ่งยืนบังกระสุนให้อย่างเท่ๆ เมื่อครู่นี้เลยแม้แต่น้อย ทว่าข้อมือเล็กกลับถูกคว้าเอาไว้ด้วยมือหนาที่คุ้นเคยแรงบีบกระชับพอเหมาะ ไม่แน่นจนเจ็บแต่ก็ดึงรั้งไว้ไม่ยอมให้เธอเดินหนี
"จะรีบไปไหน?" เสียงทุ้มเอ่ยถามชิดริมหู น้ำเสียงติดจะหงุดหงิดนิดๆ ตามประสาคนปากแข็ง ทว่าแววตาที่มองมากลับไม่มีเค้าลางของความเย็นชาหลงเหลืออยู่เลย
พิมพ์พิชาชะงัก ช้อนสายตาขึ้นมองหน้าคนตัวสูงที่โน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบอย่างห้ามไม่ได้กับระยะห่างที่ใกล้ชิดเกินความจำเป็นนี้
"ปล่อยค่ะเฮียคิน พิมจะกลับบ้าน ดึกแล้ว" เธอพยายามบิดข้อมือออกจากการเกาะกุม แต่มีหรือที่คนตัวโตกว่าจะยอมปล่อยง่ายๆ
"เมื่อกี้... เถียงเก่งนักนี่" ภาคินเลิกคิ้วขึ้น สายตาคมกริบกวาดสำรวจใบหน้าเนียนใสของคนตรงข้ามอย่างพิจารณา "ใครใช้ให้เธอไปปะทะเดายัยนั่นแบบนั้น รู้ไหมว่าถ้าฉันเข้ามาไม่ทัน เธออาจจะโดนตบหัวทิ่มไปแล้วก็ได้"
"โอ๊ะ! ดูถูกกันเกินไปแล้วนะคะ" พิมพ์พิชาเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ ดวงตากลมโตฉายแววท้าทาย "ต่อให้ไม่มีเฮียคินยืนอยู่ตรงนั้น พิมก็จัดการยัยคุณหนูตกอับนั่นได้ด้วยมือข้างเดียวค่ะ ไม่เชื่อคอยดูสิคะ"
ภาคินจ้องมองรอยยิ้มมั่นอกมั่นใจของภรรยาในนาม ร่องรอยความระอาใจเจือความเอ็นดูฉายชัดขึ้นในแววตาคมเข้ม ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกดทับเอาไว้ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา... เริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรง ภาพของหญิงสาวร่างบางที่ยืนหยัดสู้หน้ากับคำดูถูกเหยียดหยามอย่างสง่างามเมื่อครู่ ยังคงติดตรึงอยู่ในหัวใจของเขาไม่ยอมจางหาย
ผู้หญิงคนนี้... ไม่เหมือนผู้หญิงคนไหนที่เขาเคยเจอ เธอดื้อรั้น ปากเก่ง ทันคน และมีเสน่ห์เหลือร้ายในแบบที่เขาคาดไม่ถึง
"ปากดีแบบนี้... ต้องโดนทำโทษสักทีดีไหมนะ" ภาคินกระซิบเสียงพร่า ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มเจ้าเล่ห์ ดวงตาพราวระยับจดจ้องอยู่ที่ริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อของเธอราวกับจะกลืนกิน
พิมพ์พิชาใจเต้นแรงเป็นจังหวะกลองรัว ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ยามที่ใบหน้าคมคายโน้มต่ำลงมาเรื่อยๆ จนลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่เหนือริมฝีปากของเธอ
"เฮีย... เฮียคินจะทำอะไรคะ ที่นี่คนเยอะนะ..." เสียงหวานเริ่มตะกุกตะกัก ความเก่งกาจเมื่อครู่หายวับไปกับตาเมื่อต้องเผชิญหน้ากับโหมดคลั่งรักแบบไม่ทันตั้งตัวของประธานหนุ่ม
"อยากลองดูไหมล่ะ ว่าถ้าจูบกลางห้องนี้... ใครจะอายก่อนกัน"
ทว่า... ยังไม่ทันที่ริมฝีปากของทั้งคู่จะได้สัมผัสกัน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะพร้อมกับเสียงทุ้มคุ้นเคยของเพื่อนสนิทตัวแสบที่ตะโกนแทรกเข้ามา
"เฮียคิน! พิม! อยู่ข้างในหรือเปล่า? ทางนั้นเคลียร์ยังวะ พอดีป๊ากลุ่มนักลงทุนเขาตามหาเฮียให้วุ่น..."
ภาคินผะงะถอยหลังกลับไปเล็กน้อยอย่างขัดใจ สบถเบาๆ ในลำคอด้วยความหงุดหงิด ส่วนพิมพ์พิชาฉวยจังหวะนั้นสะบัดข้อมือหลุดจากการเกาะกุม เธอรีบถอยหลังกรูดไปยืนอยู่อีกมุมห้องทันที พวงแก้มสองข้างแดงก่ำด้วยความเขินอาย
ประธานหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์ค้างเติ่ง ก่อนจะหันไปถลึงตาใส่ประตูห้องที่กำลังจะถูกเปิดออก ทว่าจังหวะนั้นเอง สายตาคมกริบก็หันกลับมามองพิมพ์พิชาที่กำลังหลบสายตาเขาอยู่
"รอดตัวไปนะเด็กแสบ..." ภาคินกระซิบเบาๆ ด้วยรอยยิ้มมุมปากที่ร้ายกาจที่สุด "แต่เรื่องบทลงโทษ... ไว้เราไปเคลียร์กันต่อที่เพนต์เฮาส์!"
- - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ขอบคุณนักอ่านที่น่ารักทุกท่านที่แวะมาซัพพอร์ตเฮียคินกับน้องพิมเสมอนะคะ!
ท่านประธานครับ... เลิกซึนแล้วมาเป็นโบ้ซะดีๆ•ตอนที่ 8
คำดูถูกที่ต้องเปลี่ยนใจ
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านประธานครับ... เลิกซึนแล้วมาเป็นโบ้ซะดีๆ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!