ขวดแก้วบรรจุซุปไก่ตุ๋นยาจีนวางกระแทกบนโต๊ะข้างเตียงเสียงดังจนน่าตกใจ รินลดาส่งยิ้มหวานหยดย้อยที่เคลือบไว้ด้วยความจงใจจะประกาศความเป็นเจ้าของ ขณะที่เจ้าของห้องนอนกว้างขวางปราบความหงุดหงิดในแววตาลงอย่างรวดเร็ว เหลือไว้เพียงใบหน้าเรียบนิ่งไร้อารมณ์ตามแบบฉบับประธานหนุ่มผู้เย็นชา
"รินบอกคุณแม่แล้วว่าช่วงนี้คุณคินงานหนัก จนล้มป่วยไป... รินเป็นห่วงแทบแย่ค่ะ" เสียงหวานเอ่ยพร้อมกับมือเรียวที่เอื้อมไปหมายจะแตะหน้าผากกว้าง
"ไม่ต้องห่วงผมขนาดนั้นหรอกครับ รินลดา" ภาคินเบี่ยงศีรษะหลบสัมผัสได้อย่างแนบเนียน น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะแหบพร่าเล็กน้อยจากพิษไข้ แต่ความเฉียบขาดในน้ำเสียงยังคงเดิม "อีกอย่าง... คนดูแลผม... มีอยู่แล้ว"
ดวงตาคมกริบกวาดมองไปยังร่างบางที่ฟุบหลับสนิทอยู่บนโซฟาปลายเตียง พิมพ์พิชาในยามที่ไร้ซึ่งฝีปากกล้าคอยต่อกร ช่างดู... เปราะบางและน่าทะนุถนอมจนน่าประหลาดใจ ใบหน้าเนียนใสขึ้นสีเรื่อเล็กน้อยจากการนอนขดตัวอยู่ในชุดทำงานยับยู่ยี่ เส้นผมสีน้ำตาลเข้มคลอเคลียอยู่ข้างแก้มใส ปลายจมูกรรั้นยามหายใจเข้าออกสม่ำเสมอทำให้คนมองเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
รินลดาหน้าเสียไปวูบหนึ่งเมื่อเห็นสายตาที่ภาคินใช้มองผู้หญิงอีกคน แววตาคู่นั้น... มันไม่ใช่สายตาที่เขามีให้เธอ หรือแม้แต่กับใครหน้าไหนทั้งสิ้น
"ผู้หญิงคนนี้... เข้ามาดูแลคุณอีท่าไหนถึงปล่อยให้คุณป่วยหนักได้ขนาดนี้คะคุณคิน" รินลดายังไม่ยอมแพ้ พยายามดึงความสนใจกลับมา "สู้ให้รินอยู่ดูแลไม่ดีกว่าหรือคะ รินรู้จักความชอบของคุณทุกอย่าง..."
"ออกไปก่อนครับ รินลดา" ภาคินตัดบทเสียงเรียบเฉียบขาด ดวงตาคมกริบจ้องมองตรงไปยังประตูห้อง เป็นเชิงออกคำสั่งโดยไม่ต้องใช้วากยสัมพันธ์ให้มากความ "ผมต้องการพักผ่อน และไม่อยากให้ใครมารบกวน... โดยเฉพาะคนที่ผมไม่ได้เชิญ"
รินลดาเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรงด้วยความเจ็บใจ แต่เมื่อปะทะเข้ากับรังสีความกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างสูงโปร่งบนเตียง เธอจึงจำต้องยอมหันหลังเดินกระแทกส้นออกไปจากห้องพร้อมกับทิ้งเสียงปิดประตูกระแทกเบาๆ อย่างขัดใจ
ห้องนอนกลับเข้าสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ กับลมหายใจเข้าออกของพิมพ์พิชา
ภาคินถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เขายันกายลุกขึ้นพิงหัวเตียง ความปวดแปลบที่ขมับยังคงแล่นริ้ว แต่ความสนใจทั้งหมดกลับถูกดึงดูดไปที่ร่างบางซึ่งยังคงหลับสนิทไม่รู้เรื่องรู้ราว
ร่างสูงค่อยๆ ก้าวลงจากเตียงอย่างระมัดระวังที่สุด กลัวเหลือเกินว่าเสียงกระดิกตัวเพียงนิดจะปลุกคนขยันที่ยอมอดหลับอดนอนเฝ้าไข้เขาตลอดทั้งคืนให้ตื่นขึ้นมา ฝ่ายหญิงคนนี้ปากเก่งเสียยิ่งกว่าอะไร ยามตื่นก็ชอบต่อปากต่อคำจนเขาอยากจะหยิกแก้มให้หายหมั่นไส้ แต่พอหลับตาลง... กลับกลายเป็นลูกแมวตัวน้อยที่ไร้เดียงสาเสียอย่างนั้น
ภาคินเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างโซฟา สายตาคมกริบไล่มองตั้งแต่กลุ่มผมนุ่ม ปลายจมูกรั้น ไปจนถึงเรียวปากอิ่มที่มักจะใช้เถียงเขาฉอดๆ
มือหนายื่นออกไปหมายจะปัดปอยผมที่ตกลงมาบดบังแก้มใสออกให้อย่างเบามือที่สุด ปลายเล็บและผิวสัมผัสอุ่นจัดจากการเป็นไข้แตะโดนผิวแก้มเนียนแผ่วเบา หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอของประธานหนุ่มผู้เยือกเย็น กลับเต้นรัวกระหน่ำราวกับกลองเพลในอกข้างซ้าย ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามปฏิเสธมาตลอด... มันกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบและรุนแรงเกินกว่าจะต้านทาน
ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นทีละน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไม่มีใครเคยได้เห็น... รอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดตั้งแต่เขาเกิดมา
"ดื้อชะมัด... มาเฝ้าคนอื่นเขา ทำไมไม่ดูแลตัวเองให้ดีก่อนเล่า ยายตัวแสบ" เสียงกระซิบแผ่วเบาลอดผ่านริมฝีปากหนา ขณะที่ปลายนิ้วยังคงเกลี่ยแก้มเนียนนั้นอย่างอาลัยอาวรณ์
แต่แล้ว... ในจังหวะที่หัวใจกำลังพองโตกับความรู้สึกแปลกใหม่ที่เพิ่งค้นพบ เปลือกตาบางของคนที่นอนหลับอยู่ก็ขยับไหว พิมพ์พิชากะพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับโฟกัส ก่อนที่ดวงตากลมโตจะเบิกกว้างขึ้นเมื่อพบว่าใบหน้าคมคายของประธานหนุ่มอยู่ห่างจากเธอไม่ถึงคืบ!
ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่บนพวงแก้ม และนิ้วมือของเขาก็ยังคาอยู่บนผิวหน้าเธอ!
"อะ... เฮียคิน!" พิมพ์พิชาอุทานเสียงหลง ดีดตัวถอยหลังด้วยความตกใจจนเกือบจะตกโซฟา
ภาคินชักมือกลับแทบไม่ทัน ใบหน้าคมคายกลับมาปั้นปึ่งและตีสีหน้าเรียบเฉียบกลบเกลื่อนพิรุธได้อย่างรวดเร็วราวนักแสดงมืออาชีพ เขาถอยหลังหนึ่งก้าว กอดอกมองเธอด้วยสายตาดุๆ เหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน
"ตื่นแล้วก็ดี... นั่งหลับท่าอุบาทว์มาก รู้ตัวไหม" เสียงทุ้มเอ่ยดุกลบเกลื่อนความเขินอายที่ตีรวนขึ้นมาในอก
"ฉันจะนั่งท่าไหนมันก็เรื่องของฉันค่ะ! ว่าแต่คุณเถอะ ลุกขึ้นมาเดินทำไม เดี๋ยวไข้ก็กลับหรอก!" พิมพ์พิชาโวยวายกลบเกลื่อนความร้อนผ่าวบนใบหน้าที่แล่นริ้วขึ้นมาจนถึงใบหู หัวใจเธอกำลังเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะเมื่อนึกถึงภาพเมื่อครู่... เมื่อกี้... เขาเกือบจะลูบหัวเธอใช่ไหม? แถมยังส่งสายตาแบบนั้นให้อีก!
บ้าหน... ผู้ชายปากร้ายอย่างภาคินเนี่ยนะจะทำสายตาอ่อนโยนใส่เธอ ไม่มีทาง ตาฝาดแน่ๆ พิมพ์พิชา!
"เป็นห่วงผมหรือไง ถึงได้ตาค้างขนาดนั้น" ภาคินเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักกระตุกยิ้มกวนประสาทที่คุ้นเคย แววตากรุ้มกริ่มประกายพราวระยับจนคนมองต้องรีบเบือนหน้าหนี
"ใครเขาห่วงคุณกัน! ฉันแค่ไม่อยากให้คุณตายคาบ้านแล้วฉันซวยต้องตกเป็นผู้ต้องหาต่างหากเล่า!" พิมพ์พิชาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สะบัดหน้าหนีเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่เผลอหลุดออกมากับคำพูดของตัวเอง
"ปากดีจริงนะ..." ภาคินก้าวเข้าไปประชิดตัวรวดเรวเกินกว่าที่เธอจะตั้งตัวทัน มือหนาคว้าข้อมือเล็กไว้แล้วรั้งเข้าหาตัว จนแผ่นอกกว้างแนบชิดกับร่างบาง "ปากเก่งแบบนี้... ต้องโดนทำโทษสักทีดีไหม ถึงจะยอมจำนน"
ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเมื่อลมหายใจร้อนผ่าวรดรินอยู่ที่ซอกคอ กลิ่นกายสะอาดผสมกลิ่นยาอ่อนๆ ยิ่งทำให้สติกระเจิดกระเจิง พิมพ์พิชาพยายามจะดันอกแกร่งออก แต่แรงของคนป่วย (ที่ดูยังไงก็ไม่น่าจะป่วยหนักแล้ว) กลับมีมากเสียจนเธอขยับไปไหนไม่ได้
"ปล่อยนะ! คุณคิน คนไข้โรคจิต!"
"จะลองดูไหมล่ะ ว่าผมป่วยจริงหรือเปล่า..." ภาคินกระซิบชิดริมใบหู เสียงทุ้มพร่าต่ำสั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจของคนฟัง
ทว่า... ก่อนที่สถานการณ์จะเตลิดเปิดเปิงไปไกลกว่านั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับบานประตูที่ถูกผลักเปิดออกโดยฝีมือของผู้มาใหม่ที่ไม่เคยคิดจะเคาะขออนุญาตใคร
"เฮียคิน! ผมซื้อโจ๊กมาฝาก... อ้าว เฮ้ย! ผมเข้ามาขัดจังหวะอะไรพวกคุณหรือเปล่าเนี่ย!" ธามันชะงักกึก ถาดอาหารในมือแทบจะร่วงลงพื้น เมื่อเห็นภาพประธานหนุ่มผู้เคร่งขรึมกำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับเลขาสาวคนสวยบนโซฟาอย่างแนบชิด
ภาคินตวัดสายตาคมกริบมองเพื่อนสนิทด้วยความหงุดหงิดระคนเคืองใจที่ถูกขัดจังหวะในเวลาสำคัญอย่างที่สุด ขณะที่พิมพ์พิชารีบใช้แรงทั้งหมดผลักอกพระเอกหนุ่มออกแล้วกระโดดถอยหลังไปสามก้าว ใบหน้าแดงก่ำราดด้วยสีเลือดฝาด
ธามันกะพริบตาปริบๆ ส่งยิ้มแห้งๆ มาให้ พร้อมกับชูถาดโจ๊กในมือขึ้นสูง "เอ่อ... คือ... ผมวางไว้ตรงนี้นะครับ เชิญ... เอ้ย เชิญพวกคุณสวีทกันต่อตามสบายเลยครับ ผมแค่วิญญาณผ่านทาง!"
พูดจบร่างสูงของธามันก็หมุนตัววิ่งแน่บออกจากห้อง ปิดประตูกลอนให้อย่างรู้หน้าที่ทันที
ห้องนอนกลับมาเงียบกริบอีกครั้ง ภาคินจ้องมองคนตัวเล็กที่ยืนหน้าแดงก่ำอยู่ตรงหน้า ก่อนที่ดวงตาคมจะหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อปะทะเข้ากับรอยยิ้มบางๆ ที่เจ้าตัวพยายามกลั้นไว้แต่ไม่มิด
และในวินาทีนั้นเอง... ภาคินก็ตัดสินใจก้าวเข้าไปประชิดตัวเธออีกครั้งอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้ลมหายใจของพิมพ์พิชาต้องสะดุดกึก
"คิดเหรอว่าเรื่องเมื่อกี้... จะจบแค่นี้ พิม?"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและสนับสนุน "กำมะหยี่สีแดง" มาตลอดนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!
ท่านประธานครับ... เลิกซึนแล้วมาเป็นโบ้ซะดีๆ•ตอนที่ 10
รอยยิ้มที่ซ่อนไว้
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านประธานครับ... เลิกซึนแล้วมาเป็นโบ้ซะดีๆ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!