# ฟื้นคืนชีพในร่างชายขี้โรค
"กินเสียเถอะ... พรุ่งนี้ถ้าพี่ไม่ฟื้นขึ้นมาจริงๆ ก้อนแป้งนี่ก็เป็นมื้อสุดท้ายของพวกเราแล้ว"
เสียงสะอื้นแผ่วเบาที่พยายามกลั้นไว้จนตัวโยนดังอยู่ข้างหู ผมลืมตาขึ้นช้าๆ ความเจ็บปวดราวกับถูกม้าศึกเหยียบอกแล่นปราดไปทั่วร่าง กลิ่นอับชื้นของดินโคลนและกลิ่นสาบของความอดอยากโชยเข้าจมูก ภาพตรงหน้ามัวซัวคล้ายผ่านม่านน้ำค้างแข็ง ก่อนจะค่อยๆ ชัดขึ้นเป็นหญิงสาวร่างผอมโซในชุดผ้าหยาบสีซีดจาง ดวงตาของนางแดงก่ำ บวมช้ำจากการร้องไห้ แต่ในมือนั้นกลับประคองชามดินเผาแตกบิ่นที่มีก้อนแป้งแข็งๆ เพียงก้อนเดียว
ผมพยายามเค้นพลัง ขยับร่างกายที่อ่อนปวกเปียกเหมือนกิ่งไม้ผุ
"เจ้า... ร้องไห้ทำไม" เสียงของผมแหบพร่า ฟังดูแปลกหูอย่างบอกไม่ถูก มันไม่ใช่เสียงของแม่ทัพผู้เกรียงไกรที่เคยสั่งการกองพันนับหมื่น แต่มันเป็นเสียงของชายขี้โรคที่ใกล้ลงโลงเต็มที
หลินซูสะดุ้งสุดตัว มือที่ถือชามแป้งสั่นระริกจนเกือบหลุดร่วง นางเบิกตากว้างมองผม ราวกับเห็นผีร้ายที่ฟื้นคืนชีพจากหลุม
"พี่เฉิน... ท่าน ท่านฟื้นแล้ว?" นางวางชามลงอย่างเร่งรีบ ถลาเข้ามาจับแขนผมไว้ ความอบอุ่นที่ส่งผ่านนิ้วมือหยาบกร้านของนางทำให้ผมรู้สึกตัวว่านี่ไม่ใช่ความฝัน หรือนรกขุมไหน แต่มันคือความเป็นจริงที่บีบคั้นเหลือเกิน
ผมกวาดสายตามองไปรอบๆ บ้านดินเหนียวที่หลังคารั่วจนเห็นแสงดาวเล็ดลอดเข้ามา ความทรงจำประหลาดไหลทะลักเข้ามาในหัวราวกับน้ำป่าไหลหลาก ผมคือ 'เฉินเว่ย' แม่ทัพผู้ผ่านศึกสมรภูมิหมื่นศพที่สิ้นใจในสนามรบ แต่กลับมาตื่นในร่างของชายหนุ่มขี้โรคชื่อเดียวกันในยุคสมัยที่เรียกว่า 'ปี 1978' ยุคเปลี่ยนผ่านที่ความหิวโหยคือกฎหมายสูงสุด
"ข้าไม่เป็นไร" ผมตอบสั้นๆ ดวงตาจ้องมองก้อนแป้งในชามนั้น ความหิวโหยในท้องร้องคำรามอย่างบ้าคลั่ง แต่นิสัยของแม่ทัพที่ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนสั่งให้ผมสงบใจ
"ตระกูลจ้าว... มันมาเมื่อไหร่" ผมถามเสียงเรียบแต่แฝงความเย็นเยียบ
หลินซูชะงัก สายตาที่เคยอ่อนโยนเปลี่ยนเป็นหวาดกลัว "เมื่อตอนบ่าย... จ้าวเผิงมาพร้อมกับคนของกองผลิต พวกเขายึดข้าวเปลือกที่เหลืออยู่ไปหมด อ้างว่าท่านเป็นหนี้ค่ารักษาตัวที่ไม่ได้ทำงานตามโควตา... พี่เฉิน พวกเขาบอกว่าถ้าพรุ่งนี้เช้าเราไม่มีเงินมาจ่ายค่าปรับ เขาจะขับไล่เราออกจากหมู่บ้าน"
จ้าวเผิง... ไอ้สุนัขรับใช้ผู้มีอำนาจในกองผลิตที่อาศัยช่องว่างของกฎระเบียบรีดไถชาวบ้าน ผมแค่นยิ้มในใจ ความแค้นในร่างเก่านี้ยังหลงเหลืออยู่ แต่มันคือความแค้นที่ผสมปนเปไปกับความสมเพชในความอ่อนแอของเจ้าของร่างเดิม
"เอาแป้งนั่นไปกินซะ หลินซู" ผมสั่ง เสียงของผมเข้มขึ้นโดยสัญชาตญาณ
"แต่ท่าน..."
"ข้าบอกให้กิน!" ผมตวาดเบาๆ แต่ทรงพลังจนนางสะดุ้งตัวโยน "ถ้าเจ้าตายไป ใครจะดูแลข้า? ใครจะยืนเคียงข้างข้าในวันที่ข้าจะพลิกชะตานี้?"
นางจ้องมองผมด้วยแววตาสับสนระคนไม่อยากเชื่อ ก่อนจะหยิบก้อนแป้งขึ้นมากัดกินด้วยน้ำตา ผมมองดูนางด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน นี่หรือคือความรักของมนุษย์ในยุคที่ความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม? สำหรับผมที่เคยผ่านการเสียสละมานับไม่ถ้วน นี่คือสิ่งที่ผมต้องปกป้องให้ได้ ต่อให้ต้องทำลายระบบทุจริตทั้งหมดของหมู่บ้านนี้ทิ้งก็ตาม
กลางดึกคืนนั้น ผมนั่งพิงผนังดินเย็นเฉียบ ทบทวนสถานการณ์ในหัว ยุคปี 70-80 คือช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลง กฎระเบียบที่เข้มงวดกำลังจะถูกท้าทายด้วยลัทธิการตลาด หากผมใช้องค์ความรู้จากยุคโบราณบวกกับความฉลาดทันคน ผมจะเปลี่ยนความหิวโหยนี้ให้กลายเป็นทองคำได้อย่างไร?
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ดังขึ้นที่หน้าบ้าน พร้อมกับเสียงกระแทกประตูจนฝุ่นดินร่วงกราว
"เฉินเว่ย! ออกมาให้พวกข้าดูหน้าหน่อยสิว่ามึงตายหรือยัง ถ้ายังไม่ตายก็ออกมาเซ็นสัญญาขายที่ดินผืนสุดท้ายของบ้านมึงให้กองผลิตซะ! จ้าวเผิงสั่งมา!"
ผมยันกายลุกขึ้น แม้ร่างกายจะอ่อนแรง แต่จิตวิญญาณแม่ทัพของผมกำลังลุกโชน ผมเดินไปที่ประตูบ้าน มือหยิบไม้ฟืนที่วางอยู่ข้างฝาขึ้นมามั่น
ผมกระชากประตูออก เผยให้เห็นจ้าวเผิงที่ยืนถือตะเกียงน้ำมัน ท่าทางยโสโอหังราวกับเป็นเจ้าชีวิตคนในหมู่บ้าน
"คืนนี้มึงนอนไม่หลับเหรอ ถึงได้มาเยี่ยมคนป่วยดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้?" ผมถามพลางก้าวออกไปเผชิญหน้า สายตาของผมจ้องเขม็งไปที่ดวงตาของจ้าวเผิงจนมันชะงักไปชั่วครู่
จ้าวเผิงแค่นหัวเราะ "ไอ้ขี้โรคอย่างมึงยังมีหน้ามาพูดจาอวดดี? ในเมื่อมึงไม่ยอมเซ็นขายที่ งั้นก็เตรียมตัวถูกส่งไปทำงานในเหมืองถ่านหินจนตายได้เลย!"
เขาพยักหน้าให้ลูกสมุนสองคนปรี่เข้ามา ผมยกไม้ฟืนในมือขึ้นชี้หน้าจ้าวเผิงพร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่ทำให้คนตรงหน้าต้องถอยกรูด
"จ้าวเผิง... มึงรู้ไหมว่าคนอย่างกู กลัวที่สุดคืออะไร?" ผมขยับเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นเหล้าจากลมหายใจของมัน "กูไม่กลัวตาย เพราะกูเคยตายมาแล้ว แต่กูเกลียดที่สุด... คือการเห็นสุนัขอย่างมึง ยืนอยู่บนหัวชาวบ้านแบบนี้"
ในจังหวะที่ลูกสมุนของมันกำลังจะกระโดดเข้าใส่ ผมกลับทิ้งไม้ฟืนลงและล้วงบางอย่างออกมาจากใต้หมอน ซึ่งเป็นเอกสารที่ผมค้นพบในหีบเก่าของร่างนี้ก่อนจะฟื้นขึ้นมา กระดาษแผ่นนั้นคือหลักฐานการโอนที่ดินที่จ้าวเผิงเคยแอบอ้างสิทธิ์!
"มึงอยากได้ที่ดินนักใช่ไหม? งั้นมาดูกันว่า ถ้าคนทั้งหมู่บ้านรู้ว่าการเซ็นเอกสารครั้งนี้ของมึง... คือการขายตัวให้ทางการข้อหาทุจริตแผ่นดิน มึงจะยังมีลมหายใจไปถึงเช้าหรือเปล่า!"
จ้าวเผิงหน้าถอดสี มือที่ถือตะเกียงสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่มันจะทันพูดอะไร เสียงตะโกนจากความมืดข้างหลังหมู่บ้านก็ดังขึ้น พร้อมกับแสงไฟคบเพลิงนับสิบที่กำลังมุ่งหน้ามาทางบ้านผมอย่างรวดเร็ว!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทแรกนี้ และผมสัญญาว่าจะพาทุกท่านไปพบกับจุดเปลี่ยนที่คาดไม่ถึงในตอนถัดไปครับ
ยอดนักสู้พลิกชะตา: เกิดใหม่ในยุคเปลี่ยนผ่าน•ตอนที่ 1
ฟื้นคืนชีพในร่างชายขี้โรค
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ยอดนักสู้พลิกชะตา: เกิดใหม่ในยุคเปลี่ยนผ่าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!