"ห้าบาท? น้ำหวาน คุณกำลังจะบอกให้ผมเอาศักดิ์ศรีมหาเศรษฐีพันล้าน ไปแลกกับเงินห้าบาททอนจากซาลาเปาลูกนั้นงั้นหรือครับ?"
เสียงทุ้มต่ำของคินน์ดังแทรกความเงียบงันภายในห้องพักแคบๆ กลิ่นอับชื้นของกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่ได้ทำให้บรรยากาศน่าอภิรมย์ขึ้นเลยแม้แต่น้อย เขายังคงนั่งนิ่งอยู่ในท่าเดิม ดวงตาคมกริบที่เคยฉายแววอ่อนล้าเมื่อครู่ บัดนี้กลับเปล่งประกายความเย่อหยิ่งอันเป็นเอกลักษณ์ของอดีตซีอีโอผู้ทรงอิทธิพล ชายหนุ่มประสานมือไว้ใต้คาง จ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาที่ทำให้น้ำหวานต้องหรี่ตาลงอย่างหมั่นไส้
น้ำหวานกอดอก แววตาของเธอวาวโรจน์ด้วยความกระหายในตัวเลขและผลกำไร เธอก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะไม้ตัวเล็กที่มีเศษกระดาษร่างแผนธุรกิจกองพะเนิน เธอตบโต๊ะเสียงดังป้าบ! จนถ้วยบะหมี่สั่นระริก
"ศักดิ์ศรีมันกินไม่ได้หรอกค่ะ—เอ๊ย ไม่ใช่!" น้ำหวานรีบเปลี่ยนสรรพนามเมื่อเห็นคินน์เลิกคิ้วขึ้นอย่างจับผิด "หมายถึงว่า ศักดิ์ศรีของท่านประธานคินน์น่ะ เอาไปหยอดตู้กดน้ำยังไม่ได้เลยค่ะ! ตอนนี้คุณติดลบ ระบบบ้าบออะไรนั่นกำลังสูบเลือดสูบเนื้อคุณอยู่ไม่ใช่เหรอคะ? ถ้างมงายแต่จะใช้แรงงานแบกหามอิฐหินปูนทราย ชาตินี้คุณก็ไม่มีทางได้ลืมตาอ้าปากหรอกค่ะ!"
คินน์แค่นหัวเราะในลำคอ "คุณดูถูกวิสัยทัศน์ของผมเกินไปแล้ว น้ำหวาน" เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้เสื้อยืดขาดๆ และกางเกงเลเก่าๆ จะไม่ได้ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ความร่ำรวยเลยแม้แต่น้อย แต่รัศมีกดดันรอบตัวเขากลับทำให้หญิงสาวชะงักถอยหลังไปหนึ่งก้าว "ผมไม่ได้จะใช้แรงงานอย่างไร้ค่า... แต่ผมกำลังรอจังหวะ"
"จังหวะบ้าอะไรล่ะคะ! จงฟังดิฉันนะ 'แผนธุรกิจห้าบาท' ที่ฉันคิดขึ้นมาเนี่ย มันคือทางรอดเดียว!" น้ำหวานดึงกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาโบกสะบัดตรงหน้าเขา "จำเจ้าของร้านหมูปิ้งหน้าปากซอยที่ชอบทำหน้าบูดใส่เราได้ไหมคะ? เขาขายดีจนเตาแทบระเบิด แต่บริหารคิวห่วยแตก ลูกค้าหนีหายวันละสามสิบคนเพราะรอนานเกินไป!"
คินน์หรี่ตาลง สมองอันชาญฉลาดที่ผ่านการควบรวมกิจการระดับพันล้านเริ่มประมวลผลทันที "คุณกำลังจะบอกว่า..."
"ใช่ค่ะ! เราไม่ต้องไปลงทุนตั้งร้านแข่งกับเขาให้เหนื่อย เราแค่เดินไปเสนอ 'ระบบจัดการคิวและสูตรน้ำจิ้มลับ' ให้เขา แลกกับส่วนแบ่งยอดขายเพียง 'ห้าบาท' ต่อไม้!" น้ำหวานฉีกยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้ม แววตาเป็นประกายระยิบระยับด้วยรูปตัวเงิน "ลองคิดดูนะคะ ถ้าเขายอดขายวันละพันไม้ เราจะได้วันละเท่าไหร่? ห้าพันบาทเน้นๆ! โดยที่เราไม่ต้องลงทุนควักกระเป๋าเลยสักบาทเดียว!"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ คินน์มองหน้าหญิงสาวผู้มีสัญชาตญาณนักล่าเงินตราไม่แพ้ฉลามในตลาดหุ้น รอยยิ้มมุมปากค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความขบขันแกingเอ็นดูระคนทึ่ง
"ให้ตายสิ น้ำหวาน... บางทีสมองอันหิวกระหายเงินทองของคุณ อาจจะน่ากลัวกว่าระบบทวงหนี้บ้าๆ นั่นเสียอีกนะครับ"
"ชมกันเกินไปแล้วค่ะท่านประธาน ตกลงตามนี้ไหมคะ? เย็นนี้เราจะไปเปิดตลาด 'ปรึกษาธุรกิจข้างถนน' กัน!" น้ำหวานยื่นมือเรียวบางออกมาข้างหน้าเพื่อเป็นการทำข้อตกลง
คินน์มองมือนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือหนาไปจับตอบ แรงบีบกระชับที่ส่งผ่านถึงกันไม่ได้สื่อถึงความโรแมนติกแม้แต่น้อย แต่มันคือพันธะสัญญาแห่งความร่วมมือของสองหัวขโมยสมองเพชรที่ตกอับชั่วคราว
ทว่า... ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังจะไปได้สวย เสียงกริ่งประตูหน้าห้องพักโทรมๆ กลับดังขึ้นอย่างกะทันหัน *ก๊อกๆๆ!*
ทั้งสองคนสะดุ้งสุดตัว น้ำหวานรีบชักมือกลับราวกับโดนไฟลวก ส่วนคินน์หุบยิ้มฉับพลัน แววตากลับมาเย็นชาดั่งน้ำแข็งขั้วโลกในเสี้ยววินาที
"ใครมาวะเนี่ย..." น้ำหวานพึมพำ เดินไปแอบส่องตาแมวที่ประตู ร่างบางชะงักกึก สีหน้าเปลี่ยนเป็นซีดเผือดราวกับเจอผีกลางวันแสกๆ "ตา... ตายแล้ว! นายเอกภพ คู่ปรับเก่าคุณที่แย่งบริษัทไปเมื่อเดือนก่อน มากับพวกนักเลงหน้าตาน่ากลัวเต็มโถงทางเดินเลยค่ะ!"
คินน์ไม่แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขายกมือขึ้นปัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเยือกเย็น
"มาได้จังหวะเสียจริง..." คินน์พึมพำเบาๆ เดินนองมาที่ประตูด้วยท่าทีสุขุมราวกับกำลังเดินตรวจตราอาณาจักรของตนเอง "ปล่อยให้พวกสุนัขที่หิวโซลองเห่าดูหน่อยเถอะครับ ว่ามันจะกัดเจ้าของเดิมได้จริงหรือเปล่า"
ชายหนุ่มเอื้อมมือไปปลดล็อกกลอนประตู แล้วกระชากเปิดออกกว้างอย่างไม่เกรงกลัว ร่างสูงใหญ่ของเอกภพในชุดสูทแบรนด์เนมราคาแพงยืนจังก้าอยู่หน้าห้อง พร้อมกับลูกน้องร่างยักษ์อีกสามคนในชุดดำสนิท เอกภพยกยิ้มมุมปากด้วยความสะใจ แววตาเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม ขณะมองสำรวจสภาพห้องเช่าอันแสนคับแคบและอนาถาของอดีตมหาเศรษฐี
"ไงล่ะท่านประธานคินน์ผู้ยิ่งใหญ่..." เอกภพหัวเราะเยาะเสียงดังลั่นทางเดิน "ได้ข่าวว่าตอนนี้แกต้องกินบะหมี่กึ่งฯ ประทังชีวิตรอดเรอะ? น่าสมเพชจริงๆ เว้ยฮะ—"
เอกภพยังพูดไม่ทันจบประโยค คินน์ก็เอื้อมมือไปคว้าคอเสื้อสูทราคาแพงของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน แรงกระชากอันทรงพลังดึงร่างของคู่ปรับเข้ามาประชิดตัวในพริบตาเดียว พร้อมกับที่นิ้วเรียวยาวกดหน้าจอสมาร์ทโฟนเครื่องเก่าที่เชื่อมต่อกับระบบลับบางอย่าง แล้วกดปุ่มยืนยันคำสั่งเสียงด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงอำนาจเกินต้านทาน
*ติ๊ด! ยืนยันการทำธุรกรรมพิเศษ: ซื้อกิจการทั้งหมดของ 'เอกภพ กรุ๊ป' ด้วยวงเงินสดสำรองฉุกเฉิน... ผ่าน!*
เสียงระบบดิจิตอลดังขึ้นก้องโถงทางเดิน พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของเอกภพที่สั่นระริกระัวไม่หยุด
เอกภพเบิกตากว้างจนแทบถลอกจากเบ้า ใบหน้าสีเลือดฝาดซีดเผือดลงอย่างฉับพลัน เขาก้มมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่แสดงยอดเงินในบัญชีบริษัทของตนเองถูกโอนย้ายและถูกเทคโอเวอร์จนกลายเป็นศูนย์ในเวลาเพียงสามวินาที!
"มะ... เป็นไปไม่ได้! แก... แกทำอะไรลงไปวะ?!" เอกภพกรีดร้องเสียงหลง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เขาทรุดฮวบคุกเข่าลงแทบเท้าของคินน์โดยไม่เหลือศักดิ์ศรีใดๆ ทั้งสิ้น
คินน์ก้มมองดูคู่ปรับที่กำลังสั่นเทาอยู่เบื้องล่างด้วยสายตาเหยียดหยามดั่งมองมดปลวก มุมปากหยักยิ้มเหี้ยมเกรียม น้ำเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยกระซิบข้างหอของคนที่กำลังจะร้องขอชีวิต
"ยินดีต้อนรับสู่ตำแหน่ง 'ลูกจ้างใหม่' ของผมนะครับ... คุณเอกภพ"
ขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางในเส้นทางสายตลกขบขันและสะใจนี้ พบกันใหม่ตอนหน้าครับ
มหาเศรษฐีตกอับกับยัยสาวเสิร์ฟจอมหิวเงิน•ตอนที่ 3
แผนธุรกิจห้าบาท
ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มหาเศรษฐีตกอับกับยัยสาวเสิร์ฟจอมหิวเงิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
