"สุนัขรับใช้ตระกูลหลักเช่นพวกเจ้า ยังกล้าอาจหาญถึงขนาดมาทวงคืนป้ายบรรพชนและขับไล่บุตรสายรองอย่างข้าเชียวหรือ? ช่างไม่รู้จักเจียมกะลาหัวเอาเสียเลยนะครับ"
สำเนียงทุ้มนุ่มทว่าเจือด้วยกระแสเสียงเย้ยหยันดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องโถงตระกูลไป๋สาขาเมืองเมฆา
กลิ่นอายความกดดันระดับก่อเกิดปราณขั้นเก้าแผ่ซ่านกดทับลงมาจนพื้นหินแกรนิตใต้ฝ่าเท้าของเด็กหนุ่มแตกร้าวเป็นลายใยแมงมุม ไป๋เฉินในยามนี้กำลังใช้มือข้างหนึ่งเท้าคางพิงพนักเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างเกียจคร้าน ดวงตาหงส์คู่คมกวาดมองกลุ่มคนในชุดคลุมสีครามปักลายเมฆาเพลิงด้วยแววตาดุจดั่งพญาอินทรีมองมดปลวก แม้ร่างเนื้อที่เขาสวมทับอยู่จะบอบบางไร้ซึ่งรากปราณและเต็มไปด้วยร่องรอยการถูกทำร้าย ทว่าจิตวิญญาณภายในกลับเป็นถึงมหาเทพกระบี่ไร้พ่าย ผู้เคยใช้กระบี่เพียงเล่มเดียวสั่นสะเทือนสามพันโลกธาตุมาแล้ว
เบื้องหน้าของเขาคือ ไป๋หลาง ผู้อาวุโสรองแห่งตระกูลหลัก ผู้กุมอำนาจและพกพาความหยิ่งผยองมาเต็มเปี่ยม รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนใบหน้ายับย่นตามวัย ขณะที่เขากวาดตามองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยความเวทนาปนรังเกียจ
"ไอ้สวะไป๋เฉิน! เจ้ายังมีหน้ามากล่าววาจานี้อีกหรือ?" ไป๋หลางแค่นเสียงหัวร่อด้วยความดูแคลน พรางสะบัดแขนเสื้อจนเกิดเสียงแหวกอากาศ "บิดามารดาของเจ้าตายตกไปพร้อมกับความอัปยศ สมบัติประจำตระกูลและคัมภีร์วิชาโบราณที่ตกทอดมา สมควรถูกส่งมอบกลับคืนสู่ตระกูลหลักเพื่อประโยชน์ส่วนรวม มิใช่ปล่อยให้ขยะไร้ค่าเช่นเจ้าเก็บไว้เชยชมให้เสียของ! หากไม่อยากพิการกลายเป็นศพไร้ญาติ ก็จงคุกเข่ากราบกรานแล้วมอบแหวนมิติมาเสียโดยดี!"
รอบกายของไป๋หลางมีองครักษ์เงาทมิฬอีกสี่นายยืนประกบด้วยจิตสังหารพุ่งพล่าน พวกมันต่างรอคอยคำสั่งเพื่อที่จะหักแข้งหักขาเด็กหนุ่มผู้นี้ให้หลาบจำ
ทว่า ไป๋เฉินกลับไม่มีทีท่าหวาดกลัวแม้แต่น้อย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างน่าหมั่นไส้ เขายืดตัวตรงขึ้นช้าๆ ปัดฝุ่นตามอาภรณ์ราวกับกำลังชมการแสดงงิ้วชุดใหญ่อย่างสำราญใจ
"โอ้... สมบัติประจำตระกูลอย่างนั้นหรือ?" ไป๋เฉินเอ่ยทวนคำ น้ำเสียงลากยาวรา과รล้อเล่น "ข้าจำได้ว่าสมบัติเหล่านั้น บรรพบุรุษตระกูลไป๋รุ่นแรกเป็นผู้เอาเลือดเนื้อเข้าแลกมาเพื่อปกป้องลูกหลาน มิใช่ให้พวกสุนัขรับใช้ที่ผันตัวมาเป็นโจรปล้นชิงเอาไปแบ่งกันกินบนกองเงินกองทองเช่นพวกเจ้าหรอกนะครับ"
"สามหาว!" ไป๋หลางตบโต๊ะข้างกายจนไม้เนื้อแข็งแหลกละเอียดเป็นผุยผงด้วยความโกรธเกรี้ยว "เจ้าเด็กเหลือขอ รนหาที่ตายนัก! องครักษ์ จับมันกดลงกับพื้นแล้วหักขาซะ!"
สิ้นคำสั่ง องครักษ์เงาทมิฬสองนายพุ่งทะยานเข้าหาไป๋เฉินด้วยความเร็วสูง ประกายปราณสีเทาหม่นแผ่ออกมาจากฝ่ามือหมายจะกดร่างของเด็กหนุ่มให้จมดินในคราเดียว
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีเป็นตายนั้น มุมปากของมหาเทพผู้กลับชาติมาเกิดกลับยกย่องขึ้นอย่างงดงาม
*ช่างช้าเสียจริง... ช้าจนข้าเกือบจะหลับในอยู่แล้วนะครับ*
ไป๋เฉินไม่ขยับกายหนี เขากลับก้าวเท้าซ้ายออกไปครึ่งก 寸 หลบหลีกคมฝ่ามือที่เฉียดใบหูไปเพียงเส้นยาแดง ปลายนิ้วเรียวยาวดุจหยกสลักดีดออกไปอย่างไร้ซุ่มเสียง ทว่าแฝงไว้ด้วย "เคล็ดกระบี่ดาราสะท้อน" ที่ถูกย่อส่วนลงมาเหลือเพียงเศษเสี้ยวพลังปราณขั้นเริ่มต้น
*ปัง!*
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวจากจุดที่ปลายนิ้วสัมผัส องครักษ์เงาทมิฬผู้มีพลังก่อเกิดปราณขั้นแปดเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก เลือดสดๆทะลักพุ่งออกจากปากของมันทันที ร่างกายลอยกระเด็นราวกับว่าวขาดสายป่านทะลุผ่านประตูไม้สักแกะสลักออกไปนอนแน่นิ่งอยู่ที่ลานกว้างด้านนอก
บรรยากาศภายในห้องโถงพลันตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า รอยยิ้มบนใบหน้าของไป๋หลางแข็งค้าง ดวงตาเบิกโพงด้วยความไม่อยากเชื่อ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน? เด็กหนุ่มที่ไร้รากปราณมาตลอดสิบห้าปี เหตุใดจึงสามารถซัดองครักษ์ฝีมือดีกระเด็นได้ด้วยการดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว?
"วะ... วิชามารอันใดกัน!" ไป๋หลางถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ความหวาดกลัวสายหนึ่งแล่นริ้วขึ้นมาเกาะกุมขั้วหัวใจอย่างกะทันหัน
ไป๋เฉินค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปหาผู้อาวุโสรองทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ทุกย่างก้าวของเขาสร้างแรงกดดันทางจิตวิทยามหาศาล ราวกับมังกรหนุ่มที่กำลังตื่นจากการจำศีลและมองเหยื่อด้วยความสนุกสนาน
"วิชามารหรือครับ?" ไป๋เฉินหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่คมทอประกายเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปีที่หลอมละลาย "ท่านผู้อาวุโสรอง... หากนี่เรียกว่าวิชามาร เช่นนั้นสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกับตระกูลสายรองตลอดหลายปีที่ผ่านมา มิใช่การกระทำของฝูงเดรัจฉานหรอกหรือ? วันนี้ ข้าในนามทายาทสายตรงเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ จะขอทวงคืนความยุติธรรม... ด้วยกระบวนท่าเดียวนี้แหละครับ"
ขณะที่ไป๋เฉินกำลังจะยกมือขึ้นเพื่อสั่งสอนบทเรียนราคาแพงให้แก่พวกมัน เสียงคำรามกึกก้องจากท้องนภาก็ดังสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ เมฆดำทะม้วนตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายความเย็นเยือกกดทับมิติรอบด้านจนเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนโปรยปรายลงมาจากอากาศที่ไร้ที่มา
พริบตานั้นเอง อุณหภูมิภายในห้องโถงลดฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว ร่างของทุกคนถูกตรึงไว้กับที่ราวกับถูกโซ่ตรวนแห่งกฎเกณฑ์สวรรค์พันSรณาการไว้
ไป๋เฉินชะงักฝีเท้า สีหน้าที่เคยผ่อนคลายและเปี่ยมด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์พลันแปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดขึ้นมาทันที เขารีบเงยหน้าขึ้นมองผ่านช่องหน้าต่างที่ถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีขาวจัด
ประกายแสงสีฟ้าครามเจิดจ้าพุ่งแหวกฟ้าคำรามลงมาปักลงตรงกลางลานบ้านตระกูลไป๋สาขา แรงระเบิดจากการลงทัณฑ์ทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ร่างระหงในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ปักลายเหมันต์สวรรค์ ปรากฏกายขึ้นท่ามกลางละอองหิมะโปรยปราย ใบหน้างดงามล่มเมืองไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ดวงตาดั่งหยกคู่นั้นเยียบเย็นจนผู้คนไม่กล้าสบมอง
นางคือนางพญาแห่งยอดเขาเหมันต์สวรรค์ 'มู่หรั่นชิง' หรือฉายา 'กระบี่น้ำแข็งร้อยลี้' อาจารย์สาวผู้เย็นชาและเป็นสตรีในดวงใจที่ไป๋เฉินคอยตามตื้อมาทุกภพทุกชาติ!
แต่น่าแปลก... ยามนี้นางไม่ได้มาเพื่อตรวจตราความเรียบร้อยของศิษย์ตัวแสบเช่นเขา หากแต่ปลายนิ้วเรียวยาวของนางกำลังชี้คมกระบี่น้ำแข็งใสราวกระจกมาที่ลำคอของไป๋เฉินโดยตรง พร้อมกับกระแสจิตสังหารอันเข้มข้นที่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นราวกับหลุดมาจากขุมนรก
"ศิษย์อกตัญญู ไป๋เฉิน... เจ้าหนีออกจากสำนักมาส닉เล่นสนุกถึงเพียงนี้ คงจะพอใจแล้วกระมัง? คราวนี้ ต่อให้เจ้าออดอ้อมอ้อนวอนอย่างไร ข้าก็จะไม่ยอมละเว้นโทษทัณฑ์สถานเบาให้เจ้าอีกเป็นอันขาด... เตรียมรับกระบี่ชำระบาตรangเสียเถอะ"
ขอบพระคุณรี้ดдерทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปในยุทธภพอันกว้างใหญ่นี้นะครับ
ท่านเซียนเย็นชา โปรดไว้ชีวิตเด็กดื้ออย่างข้าเถอะ•ตอนที่ 1
มหาเทพตกอับกับร่างสวะ
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านเซียนเย็นชา โปรดไว้ชีวิตเด็กดื้ออย่างข้าเถอะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!