"คุณกำลังใช้พื้นที่ส่วนตัวของผมเป็นถังขยะอารมณ์อยู่หรือไงครับ บรรณาธิการพิมพ์มาดา"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความหงุดหงิดจางๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องทำงานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกาแฟคั่วบด รวิศไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ นิ้วเรียวยาวของเขายังคงเคาะลงบนคีย์บอร์ดเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับต้องการระบายความรำคาญใจที่มีต่อสิ่งมีชีวิตเพศหญิงคนเดียวในห้องนี้
พิมพ์มาดาไหวไหล่เล็กน้อย หล่อนไม่แม้แต่จะสะดุ้งสะเทือนกับน้ำเสียงเย็นชาและวาจาเชือดเฉือนตามแบบฉบับของนักเขียนเบสต์เซลเลอร์ชื่อดัง มือเรียวบางวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะทำงานของเขาอย่างแรงจนของเหลวสีเข้มกระฉอกเล็กน้อย
"ถ้าไม่อยากให้ฉันมาเป็นถังขยะอารมณ์ คุณก็ช่วยเขียนต้นฉบับตอนที่สิบให้มันจบตรงตามกำหนดสักทีสิคะรวิศ ไม่ใช่ปล่อยให้ฉันต้องมานั่งลุ้นระทึกว่านักเขียนมือทองจะชักดาบสำนักพิมพ์วันไหน" หล่อนตอกกลับทันควัน นัยน์ตากลมโตฉายแววท้าทายไม่มีความเกรงกลัวแม้แต่น้อย
รวิศหยุดพิมพ์ เขากดเซฟไฟล์งานก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังอย่างเกียจคร้าน ดวงตาคมกริบใต้กรอบแว่นสายตาหรี่มองผู้หญิงตรงหน้าอย่างพิจารณา ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะที่โต๊ะทำงานสะอาดสะอ้านของเขา มีแก้วกาแฟแก้วที่สามของพิมพ์มาดาวางทับถมกัน ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เสียงบ่นกระปอดกระแปดของเธอ กลายเป็นเสียงรบกวนสมาธิที่เขา... เริ่มคุ้นชินจนแยกไม่ออกว่าควรจะไล่ตะردหรือควรจะจัดมุมโต๊ะไว้ให้เธอถาวรดี
"ผมส่งตรงเวลาตลอด คุณก็รู้" รวิศเลิกคิ้ว น้ำเสียงกึ่งเย้ากึ่งรำคาญ "แต่ที่ดูเหมือนคุณจะร้อนรนเป็นพิเศษช่วงนี้... ไม่ใช่เพราะต้นฉบับหรอกมั้งครับ หรือว่าคุณกำลังร้อนรนเรื่องอื่นกันแน่"
พิมพ์มาดาชะงักไปชั่ววินาที ดวงตาไหววับก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติอย่างรวดเร็ว แต่มันก็ไม่รอดพ้นสายตาของนักเขียนนิยายสืบสวนผู้สังเกตพฤติกรรมมนุษย์เป็นอาชีพไปได้
"เพ้อเจ้ออะไรของคุณ ฉันจะมีเรื่องอะไรให้ร้อนรน" หล่อนปฏิเสธเสียงสูงเบี่ยงสายตาไปมองชั้นหนังสือด้านหลังเขา
"นั่นสิครับ... คุณไม่มีเรื่องอะไรต้องร้อนรน แต่ทำไมช่วงนี้ถึงขยันมานั่งเฝ้าผมที่ห้องทำงานทุกวัน วันละสามเวลาหลังอาหาร ยิ่งกว่าพยาบาลเฝ้าไข้เสียอีก" รวิศลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานฝั่งที่เธอยืนอยู่ ช่องว่างระหว่างคนทั้งคู่แคบลงจนพิมพ์มาดาต้องเผลอถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ
กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ จางๆ ประจำตัวของหญิงสาวลอยเข้าแตะจมูก ปะปนกับกลิ่นกระดาษและหมึกพิมพ์ในห้องทำงาน มันไม่ใช่กลิ่นที่ฉุนเฉียว แต่เป็นกลิ่นที่... รวิศยอมรับกับตัวเองเงียบๆ ว่ามันเริ่มมีอิทธิพลต่อจังหวะการเต้นของหัวใจเขาในยามวิกาลมากขึ้นทุกที
"ฉันแค่มารับผิดชอบงาน... ถอยไปเลยนะรวิศ คุณตัวสูงเกินไปแล้ว มากดดันฉันทำไมเนี่ย" พิมพ์มาดาเอ่ยเสียงตะกุกตะกักเล็กน้อยเมื่อใบหน้าคมคายโน้มเข้ามาใกล้กว่าที่ควรจะเป็น มือบางยกขึ้นดันอกแกร่งของเขาไว้เบื้องหน้า สัมผัสจากเนื้อผ้าเชิ้ตทำงานส่งผ่านความอบอุ่นร้อนรumจนหล่อนต้องรีบชักมือกลับราวกับโดนของร้อน
รวิศไม่ยอมถอย เขากลับใช้มือข้างหนึ่งเท้าลงบนขอบโต๊ะ กักตัวผู้หญิงปากเก่งไว้ในอาณาเขตของตน ดวงตาคู่คมมองสำรวจริมฝีปากที่เอาแต่เถียงเขาไม่หยุดหย่อน ก่อนจะเลื่อนขึ้นสบตาตรงๆ
"ผมกำลังคิดนะพิมพ์มาดา..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ทว่าชัดเจนทุกถ้อยคำในความเงียบ "ว่าถ้าวันไหนคุณไม่มานั่งบ่นอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่มีเสียงเคาะประตูที่น่ารำคาญตอนสิบโมงเช้า หรือไม่มีคนคอยรินกาแฟให้ผมแบบนี้... ชีวิตผมมันจะเหงาเกินไปหรือเปล่า"
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกหยุดเวลาไว้ชั่วขณะ พิมพ์มาดาเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย หัวใจเจ้ากรรมกระหน่ำเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน คำพูดกำกวมที่หลุดออกมาจากปากผู้ชายซึนเดระอย่างรวิศ มักจะมีอานุภาพทำลายล้างความตั้งใจที่จะเกลียดเขาเสมอ
"คุณ... พูดอะไรของคุณเนี่ย รวิศ" หล่อนพยายามบังคับน้ำเสียงให้มั่นคงที่สุด แม้ใบหน้าจะเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างปิดไม่มิด "อย่ามาหยอดคำหวานเลี่ยนๆ แบบนี้ในเวลางานนะ ฉัน... ฉันรับมือไม่ถูก"
"ใครหยอดครับ ผมแค่ตั้งคำถามตามหลักตรรกะของนักเขียน" รวิศมุมปากกระตุกยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่นานๆ ครั้งเธอถึงจะได้เห็น และมันมีเสน่ห์ร้ายกาจเสียจนคนมองแทบจะลืมหายใจ "หรือว่า... สำหรับคุณแล้ว การมีผมอยู่ในชีวิตมันไม่ใช่แค่เรื่องงานธรรมดาเสียแล้วล่ะครับ"
นิ้วเรียวของชายหนุ่มเอื้อมไปเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกแก้มเนียนออกให้อย่างเบามือ สัมผัสแผ่วเบานั้นทำเอาพิมพ์มาคาราวกับถูกกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ วิ่งผ่านผิวเนื้อ หล่อนตัวแข็งทื่อ สมองขาวโพลนคิดคำโต้เถียงไม่ออกแม้แต่ประโยคเดียว
นี่เขากำลังรุกหนักเกินไปแล้ว... รวิศที่ไม่เคยสนใจใครนอกจากโลกนิยายของตัวเอง กำลังทำให้หัวใจของบรรณาธิการสาวสั่นคลอนจนแทบควบคุมไม่ได้
ทว่า ในจังหวะที่หัวใจของคนทั้งคู่กำลังเต้นเป็นจังหวะเดียวกันอย่างไร้เสียงดนตรี ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังหวานล้ำและชวนให้เคลิบเคลิ้ม...
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างเร่งรีบ ทำลายมนต์สะกดในห้องทำงานลงทันที
"คุณรวิศครับ! แย่แล้วครับ บก.ใหญ่เรียกประชุมด่วนเรื่องโปรเจกต์ใหม่ และ... มีแขกสำคัญมารอพบคุณอยู่ที่ห้องรับแขกชั้นล่างครับ!" เสียงตะโกนของทีมงานผู้ช่วยดังทะลุบานประตูเข้ามา ขัดจังหวะความเป็นส่วนตัวของคนทั้งสองคนอย่างไม่รู้กาลเทศะ
รวิศถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างหัวเสีย เขาสบถเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะผละตัวออกจากพิมพ์มาดาอย่างจำใจ สายตาดุๆ หันไปมองทางประตูก่อนจะก้มลงมองหน้าหญิงสาวที่ยังคงยืนหายใจหอบถี่อยู่ตรงหน้า
พิมพ์มาดารีบจัดเสื้อผ้าและผมเผ้าของตัวเองให้เข้าที่ แม้ใบหน้าจะยังแดงก่ำแต่ก็รวบรวมสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว หล่อนสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา
"ดูเหมือนว่า... ชีวิตของคุณจะยังไม่เหงาง่ายๆ หรอกนะคะ รวิศ" หล่อนเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะนิดๆ เพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย ก่อนจะหมุนตัวเตรียมเดินเลี่ยงไปหยิบกระเป๋า
ทว่า... รวิศกลับคว้าข้อมือเรียวของเธอเอาไว้เบื้องหลัง ดึงรั้งให้หันกลับมาเผชิญหน้ากันอีกครั้งในเสี้ยววินาทีก่อนที่เขาจะก้าวออกไปเปิดประตู
"เรื่องของเรายังคุยกันไม่จบนะครับพิมพ์มาดา..." เสียงกระซิบแหบพร่าข้างใบหูทำเอาหล่อนขนลุกซู่ "รอผมเคลียร์ข้างล่างเสร็จ... เราเคลียร์กันต่อยาวๆ แน่"
พูดจบ รวิศก็ปล่อยมือจากข้อมือเธอแล้วเดินดุ่มๆ ไปเปิดประตูห้องทำงานด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวน้ำแข็ง ทิ้งให้พิมพ์มาดายืนใจเต้นแรงอยู่กลางห้องตามลำพัง พร้อมกับปริศนาในใจว่า... แขกสำคัญที่มารอพบเขาในเวลานี้ คือใครกันแน่?
ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ดรากอนไรเดอร์คนนี้ด้วยนะครับ!
เซฟโซนของคนปากร้ายคือปลายปากกาผม•ตอนที่ 9
เส้นขนานที่เริ่มบรรจบ
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้ายคือปลายปากกาผม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!