กลิ่นอายของไวน์แดงราคาแพงที่รินทิ้งไว้จนจางหายในแก้วคริสตัล สะท้อนเงาของความเงียบงันที่น่าอึดอัดภายในเพนต์เฮาส์หรูใจกลางมหานคร นาฬิกาโบราณบนผนังเรือนใหญ่ส่งเสียงเดินราวกับจะตอกย้ำความไร้ค่าของกาลเวลาที่รินรดาเฝ้ารอคอยมาตลอดสามปีเต็ม สามปีที่เธอใช้สถานะ ‘ภรรยา’ ในนามของผู้ชายที่ชื่อ คิรากร
บนโต๊ะอาหารยาวเหยียดที่ถูกจัดเตรียมอย่างประณีตด้วยเทียนหอมและอาหารเลิศรส เทียนเล่มนั้นละลายหยดลงมาจับตัวแข็งทึบเป็นรูปทรงบิดเบี้ยว ราวกับหัวใจของคนที่นั่งรอคอยความหมายของค่ำคืนนี้
เสียงปลดล็อกประตูกลอนดิจิทัลดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงสง่าของสามีหนุ่มที่ก้าวเข้ามาด้วยท่าทีเหนื่อยล้า คิรากรในชุดสูทเนื้อดีปลดเนคไทออกอย่างลวกๆ ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองความว่าง
“ยังไม่นอนอีกหรือริน” น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบไร้ซึ่งความอบอุ่นเอ่ยขึ้น โดยไม่ได้เดินเข้ามาใกล้ ปลายสายตาดุดันมองผ่านร่างบางราวกับเธอเป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งในห้อง
รินรดานั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม แสงไฟสีส้มสลัวขับเน้นใบหน้าหวานที่บัดนี้ซีดเซียว แต่ดวงตากลับพราวระยับด้วยหยาดน้ำตาที่ถูกสะกดกลั้นไว้จนถึงขีดสุด เธอมองหน้าสามีผู้เพียบพร้อม ผู้ชายที่แม้แต่วันครบรอบแต่งงานปีที่สาม เขาก็ยังลืมมันสนิทใจ… หรืออาจจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าวันนี้คือวันอะไร
มือเรียวบางเลื่อนแฟ้มเอกสารสีครีมที่วางอยู่ริมโต๊ะออกไปช้าๆ
“คิรจำได้ไหมคะว่าวันนี้วันอะไร” เสียงหวานเอ่ยถาม แผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลม แต่กลับทรงพลังพอที่จะทำให้ฝีเท้าที่กำลังจะก้าวไปทางห้องทำงานต้องหยุดชะงัก
คิรากรขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่สบอารมณ์ เขากวาดสายตามองเอกสารบนโต๊ะครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองภรรยาด้วยความรำคาญใจที่ปกปิดไม่มิด “อย่ามาเซ้าซี้เรื่องไร้สาระตอนนี้เลยริน ผมเหนื่อย งานที่บริษัทกำลังยุ่ง คุณก็รู้ว่าโปรเจกต์ใหญ่กำลังจะเข้าตลาดหลักทรัพย์”
“งาน… สำคัญกว่าทุกอย่างสินะคะ แม้กระทั่งภรรยา และ… วันครบรอบของเรา” รินรดายิ้มหยันให้กับตัวเอง รอยยิ้มที่เจ็บปวดเสียยิ่งกว่าการกรีดมีดลงบนแผลสด
“ไร้สาระน่า วันครบรอบอะไรกัน ถ้ามันสำคัญนัก ไว้ผมว่างค่อยพาไปดินเนอร์ก็แล้วกัน เลิกทำตัวเป็นเด็กเรียกร้องความสนใจสักที ริน” คิรากรถอนหายใจยาวอย่างเหลืออด เขายกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ แสดงออกถึงความเบื่อหน่ายอย่างชัดเจน
ภาพนั้น… ทำให้ความอดทนเส้นสุดท้ายในใจของรินรดาขาดผึ่ง
“ค่ะ ฉันมันเด็กเรียกร้องความสนใจ… และเพราะฉันโตพอแล้วต่างหาก ถึงได้รู้ว่าควรจะหยุดทรมานตัวเองได้เสียที”
รินรดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ตัวจะเล็กกว่าเขามาก แต่แววตาคู่สวยที่เคยอ่อนหวานและยอมจำนนมาตลอด กลับฉายประกายความเด็ดเดี่ยวและแข็งกร้าวอย่างที่คิรากรไม่เคยเห็นมาก่อน เธอดันแฟ้มเอกสารแผ่นนั้นให้เลื่อนไปตรงหน้าเขา
คิรากรก้มมองเอกสารแผ่นนั้น หัวใจกระตุกวูบไปชั่วขณะเมื่อสายตาคมปะทะเข้ากับตัวอักษรขนาดใหญ่ที่พิมพ์อยู่บนหัวกระดาษ
*‘บันทึกข้อตกลงการหย่า’*
บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันที ราวกับอากาศถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น ดวงตาดุดันของท่านประธานหนุ่มเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและดุดันขึ้นเป็นทวีคูณ เขากัดกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน
“คุณว่าอะไรนะ… หย่า?” คิรากรทวนคำ เสียงของเขาต่ำลอดไรฟัน แววตาวาวโรจน์ด้วยความไม่พอใจที่ถูกท้าทาย “รินรดา คุณกล้าดียังไงมาพูดเรื่องนี้ เล่นละครอะไรของคุณอีก”
“ฉันไม่ได้เล่นละครค่ะ คิร” รินรดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิทและมั่นคงอย่างน่าประหลาด แม้หัวใจข้างในจะแหลกสลายจนแทบไม่เหลือชิ้นดี “ตลอดสามปีที่ผ่านมา เราต่างรู้ดีว่าการแต่งงานของเรามันเกิดจากอะไร ไม่มีรัก ไม่มีเยื่อใย มีแต่ผลประโยชน์ทางธุรกิจของผู้ใหญ่ ฉันอดทนทำหน้าที่ภรรยาที่ดีมาตลอดเพราะคิดว่าสักวันคุณจะมองเห็น… แต่ฉันคิดผิด คนที่ไร้หัวใจ ต่อให้เราเอาชีวิตไปแลก เขาก็ไม่มีวันรักเราหรอกค่ะ”
“หึ พูดจาสวยหรู” คิรากรก้าวเข้ามาประชิดตัวภรรยาอย่างรวดเร็ว มือหนาคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนเรียวบอบบาง บีบแน่นด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกลูบคม “คิดว่าปีกกล้าขาแข็งแล้วรึไง ถึงกล้ามายื่นคำขาดกับผม? คิดว่าบริษัทของพ่อคุณที่กำลังจะล้มละลาย จะรอดได้เพราะใครถ้าไม่ใช่เงินของผม? อย่าลืมฐานะตัวเอง รินรดา!”
ความเจ็บปวดจากแรงบีบที่ต้นแขนเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดในอก รินรดาไม่ร้องไห้อีกแล้ว น้ำตาของเธอแห้งเหือดไปหมดสิ้น เหลือเพียงความว่างเปล่าและความเด็ดเดี่ยวที่ลุกโชนอยู่ในแววตา
เธอมองหน้าสามีผู้เย่อหยิ่งคนนี้เป็นครั้งสุดท้าย ผู้ชายที่ใช้เงินซื้อทุกอย่างได้ รวมถึงตัวเธอ… แต่จำไม่ได้แม้แต่ชื่อเล่นของเธอในยามที่เธอเจ็บป่วย
“จำไว้นะคะคิรากร…” รินรดาเงยหน้าสบตากับเขาตรงๆ น้ำเสียงหวานเอמהแฝงไปด้วยความเยียบเย็นที่กรีดลึกลงในความรู้สึก “สิ่งเดียวที่ฉันเสียดายในชีวิตแต่งงานเฮงซวยนี่ คือการที่ฉันเคยรักคุณ… แต่ตอนนี้ ความรู้สึกนั้นมันตายไปหมดแล้ว เซ็นชื่อซะ แล้วเราต่างคนต่างไป”
“ฝันไปเถอะ!” คิรากรตวาดลั่น ดวงตาดุดันแดงก่ำด้วยความโกรธจัด “ผมไม่หย่า! คุณเป็นภรรยาผม เป็นสมบัติของผม อยากได้อิสระนักเหรอ? ไม่มีวันหรอกรินรดา!”
เขากระชากกระดาษแผ่นนั้นจนขาดวิ่นคามือ แล้วปาเศษกระดาษโปรยลงบนพื้นอย่างไร้ความปรานี แรงอารมณ์ที่พุ่งพล่าน ร่างกายที่ต้องการระบายความโกรธแค้นและเอาชนะ ทำให้คิรากรพุ่งเข้าประชิดตัวเธอ รวบร่างบางเข้ามาแนบชิดจนแผ่นหลังชนกับผนังห้องเย็นเยียบ
รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “ปล่อยนะ! คิร คุณจะทำอะไร!”
“ทำหน้าที่ภรรยาที่คุณเรียกร้องนักไง!” คิรากรคำรามด้วยความโมโหจัด ความโกรธผสมปนเปกับความเร่าร้อนที่ถูกปลุกเร้าอย่างไร้เหตุผล เขาประกบเรียวปากลงมาบดขยี้ริมฝีปากอิ่มทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ปฏิเสธ
จูบนั้นไม่ใช่ความอ่อนโยน แต่มันคือการลงทัณฑ์… รสชาติของความดุดัน ความโกรธ และความกระหายอยากที่ถูกกดทับมานาน คิรากรขบเม้มริมฝีปากเธอบังคับให้เผยอรับสัมผัสร้อนแรง ลิ้นร้อนรุกล้ำเข้ามาตักตวงความหวานล้ำอย่างเอาแต่ใจ มือหนาปัดป้องการขัดขืน เลื่อนลงมาตรึงข้อมือทั้งสองข้างของเธอไว้เหนือหัวด้วยมือเดียว ส่วนมืออีกข้างบีบเค้นเอวคอดกิ่วแล้วลูบไล้ขึ้นมาสัมผัสสรีระนุ่มนิ่มผ่านเนื้อผ้าอย่างจาบจ้วง
รินรดาสั่นสะท้าน น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลรินออกมาอีกครั้งด้วยความคับแค้นใจ เธอพยายามเบือนหน้าหนีและทุบตีอกแกร่งเพื่อประท้วง แต่เรี่ยวแรงอันน้อยนิดหรือจะสู้แรงของชายหนุ่มผู้เต็มไปด้วยโทสะได้
สัมผัสที่รุกเร้าและร้อนระอุเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความวาบหวามที่คิรากรเองก็ไม่อาจควบคุม ลมหายใจอุ่นร้อนที่ปะปนกัน กลิ่นกายหอมหวานเฉพาะตัวของรินรดาที่เขาเคยละเลย กลับปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบเถื่อนในตัวให้ตื่นขึ้น สัมผัสที่ปลายนิ้วลากผ่านผิวเนื้อเนียนละเอียดทำให้ลมหายใจของเขาเริ่มติดขัด ร่างกายของทั้งคู่แนบชิดสนิทกันจนสัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นระรัว รสจูบที่เคยป่าเถื่อนค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความลึกซึ้งและเร่าร้อนขึ้นอย่างห้ามใจไม่อยู่
คิรากรซุกไซ้ซอกคอขาวผ่อง ขบเม้มผิวเนื้ออ่อนนุ่มจนเกิดรอยแดงกุหลาบ ท่ามกลางเสียงหอบหายใจกระเส่าที่สะท้อนก้องในความเงียบ ร่างกายของรินรดาอ่อนปวกเปียกต้านทานไม่ไหว แม้ใจจะเกลียดชังแต่ร่างกายกลับทรยศต่อความรู้สึก สัมผัสวาบหวามที่ถูกปลุกปั่นทำให้เธอเผลอแอ่นกายรับสัมผัสอย่างลืมตัว ก่อนที่ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีจะตบะแตกพ่ายลงในค่ำคืนอันเร่าร้อนและบีบคั้นนี้…
ร่างทั้งร่างแทบหลอมละลายรวมกัน ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่เปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตาและไฟปรารถนาอันบ้าคลั่ง
…
หลายชั่วโมงผ่านไป
ห้องนอนใหญ่เหลือเพียงความเงียบงัน คิรากรนอนหลับตาอยู่บนเตียงกว้าง ลมหายใจสม่ำเสมอ ร่างกายเปลือยเปล่ามีเพียงผ้าห่มคลุมกาย ส่วนรินรดานั่งอยู่บนขอบเตียงอีกฝั่งด้วยสภาพที่แต่งกายเรียบร้อยแล้ว ใบหน้าหวานไร้ซึ่งรอยยิ้ม ดวงตาคู่สวยแดงก่ำแต่แห้งสนิท
เธอก้มมองรอยแผลเป็นในใจที่เพิ่งถูกตอกย้ำซ้ำเติม ก่อนจะหยิบกระเป๋าเดินทางใบเล็กที่จัดเตรียมไว้ออกจากมุมห้อง
รินรดาก้มลงวางจดหมายฉบับใหม่ที่เขียนด้วยลายมือตัวเอง พร้อมกับ ‘ใบหย่าฉบับจริง’ ที่สำופןใหม่ถูกปริ้นท์เตรียมไว้แล้ว วางไว้บนโต๊ะข้างเตียง ใกล้กับนาฬิกาข้อมือราคาแพงของเขา
เธอก้าวเดินออกจากห้องนั้นอย่างเงียบเชียบ ปิดประตูลงกลอนเบาๆ โดยไม่หันกลับมามองอีกเลย…
เช้าวันใหม่แสงแดดสาดส่องเข้ามาปลุกคิรากรให้ตื่นจากภวังค์ ความปวดหนึบที่ขมับทำให้เขาต้องยกมือขึ้นนวดเบาๆ ชายหนุ่มหันไปข้างกาย ความว่างเปล่าและความเย็นเยียบทำให้ความทรงจำเมื่อคืนย้อนกลับมา
คิรากรขมวดคิ้วลุกขึ้นนั่ง เขากวาดสายตามองไปรอบห้อง “ริน…”
ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งบนโต๊ะข้างเตียงที่ถูกทับด้วยแหวนเพชรแต่งงาน
คิรากรหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอ่านด้วยความหงุดหงิด แต่วินาทีที่กวาดสายตาผ่านตัวอักษรบรรทัดสุดท้าย หัวใจแกร่งกลับกระตุกวูบ ดิ่งหล่นวูบลงสู่เหวลึกราวกับโลกทั้งใบกำลังพังทลาย
*‘ลาก่อยค่ะคุณคิร… และขอบคุณสำหรับอิสระที่คุณเพิ่งมอบให้ทางพฤติกรรมเมื่อคืนนี้ หวังว่าเราจะไม่มีวันได้พบกันอีก และจำไว้… อย่าฝันว่าจะបានเห็นหน้าลูกของเราเลย’*
คิรากรตัวชาดิ่ง มือหนากำกระดาษแผ่นนั้นแน่นจนยับยู่ยี่ สมองขาวโพลนไปหมดกับคำว่า… *ลูกของเรา*?!
*(ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับความเจ็บปวดและการเอาคืนครั้งนี้ด้วยกันนะคะ)*
หย่าแล้ว...อย่าฝันว่าจะได้เจอหน้าลูก•ตอนที่ 1
ใบหย่าและหยดน้ำตา
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้ว...อย่าฝันว่าจะได้เจอหน้าลูก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!