สถาปนิกไร้เงา กับวิศวกรผู้ถือไม้บรรทัด•ตอนที่ 4

ในดินแดนแห่งเหตุผล

ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
แสงไฟจากฉากกั้นยิปซั่มที่ถูกรื้อถอนสาดสะท้อนเงาทาบทับลงบนผนังคอนกรีตเปลือย เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบจากบันไดหนีไฟใกล้เข้ามาทุกที น้ำหนักของมันไม่ใช่การเดินตรวจงานปกติ แต่เป็นการย่างก้าวที่มีทิศทางและเป้าหมายชัดเจน—เป้าหมายที่กำลังไล่ล่าเราสองคนในความมืดมิดของอาคารที่ยังสร้างไม่เสร็จหลังนี้ ศิลาคว้าข้อมือของรินรดาด้วยแรงที่เฉียบคมและเด็ดขาด มืออีกข้างดับไฟฉายในพายพริบตา ความมืดสนิทเข้าโอบล้อมทันที มีเพียงแสงจันทร์สลัวที่เล็ดลอดผ่านช่องหน้าต่างไร้กระจกเข้ามาอาบไล้โครงสร้างเหล็ก ทิ้งให้เสียงลมหายใจหอบกระชั้นของคนทั้งคู่เป็นสิ่งเดียวที่เชื่อมโยงเราไว้ในพื้นที่แคบๆ หลังเสาคอนกรีตต้นใหญ่ "เงียบ" ศิลาเอ่ยกระซิบชิดริมหู น้ำเสียงของเขาต่ำทุบและราบเรียบราวกับผิวน้ำในคืนไร้ลม ทั้งที่สถานการณ์ด้านนอกกำลังคุกคามชีวิต แต่ความนิ่งงันในน้ำเสียงนั้นกลับสร้างแรงกดดันที่แปลกประหลาด รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความหวาดผวาจากเหตุการณ์ในอดีต—ภาพของซากปรักหักพังที่เคยพรากทุกอย่างไปจากครอบครัว—กำลังไหลย้อนกลับมาทับถมในอก แต่มือหนาที่กุมข้อมือเธออยู่กลับมั่นคงเสียจนความสั่นเทาค่อยๆ สงบลงอย่างน่าประหลาด เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาในความมืด แม้จะมองไม่เห็นแววตาชัดเจน แต่เธอกล้าเดิมพันว่ามันคงเต็มไปด้วยความคำนวณและความเยือกเย็นแบบวิศวกรที่เธอมักนึกหมั่นไส้อยู่เสมอ เสียงฝีเท้าหยุดลงตรงหน้าทางเข้าโถงชั้นนี้ เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นปูนดัง *ก๊อก... ก๊อก...* สองสามครั้ง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงทุบและเสียงกระซิบหยาบคายที่ลอดผ่านความเงียบ "เช็คดูให้ละเอียด มันต้องอยู่แถวนี้แหละ นายสั่งมาว่าห้ามให้มีรอดไปสักคน!" รินรดาผวาเฮือก เผลอบีบมือศิลาแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ศิลาไม่ได้สะดุดหรือแสดงความตกใจ เขากลับขยับตัวเข้ามาชิดเธอมากขึ้นจนแผ่นหลังของเธอแนบสนิทไปกับเสาคอนกรีตเย็นเยียบ ปลายจมูกของเขาเฉียดผ่านกลุ่มผมของเธอแผ่วเบา กลิ่นอายเฉพาะตัวผสมผสานระหว่างกลิ่นกระดาษพิมพ์เขียวและกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยแตะจมูก ท่ามกลางความตึงเครียดที่พุ่งสูงจนถึงขีดสุด ชายคนนั้นกำลังเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ แสงไฟฉายจากภายนอกกวาดผ่านรอยต่อของเสาปูนเข้ามาเป็นระยะ เงาตะคุ่มทอดยาวผ่านพื้นห้อง ใกล้เข้ามาทุกที... ห่างออกไปไม่ถึงห้าเมตร ศิลาไม่ขยับ เขาส่งสายตาคมกริบมามองเธอในความมืด นิ้วมือเรียวยาวของเขาขยับสัมผัสลงบนฝ่ามือของเธอเบาๆ เป็นจังหวะ—หนึ่ง สอง สาม... ราวกับกำลังนับถอยหลังเพื่อคำนวณแรงโน้มถ่วงและโมเมนตัมของการเคลื่อนไหว ในดินแดนแห่งเหตุผลและความเป็นตาย ศิลามีแผนการเสมอ แม้ว่ามันจะเป็นแผนที่ไร้ซึ่งความอ่อนโยนตามแบบฉบับของสถาปนิกอย่างเธอ จังหวะที่แสงไฟฉายกำลังจะสาดส่องมาถึงเสาที่พวกเขายืนอยู่ ศิลาไม่รอช้า เขาคว้าเศษท่อเหล็กชุบสังกะสีที่วางพิงอยู่ข้างเสาแล้วเหวี่ยงมันไปกระทบกับกองเศษอิฐอีกด้านของโถงทางเดินอย่างแรง! *เคร้ง!* เสียงโลหะกระทบปูนดังสนั่นก้องกังวานไปทั่วตึกร้าง ดึงดูดความสนใจของกลุ่มผู้บุกรุกให้พุ่งความสนใจไปยังทิศทางตรงกันข้ามทันที "เฮ้ย! มันอยู่ทางนั้น ตามไป!" เสียงตะโกนโกลาหลดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่วิ่งกรูไปยังอีกมุมหนึ่งของอาคาร ในเสี้ยววินาทีนั้น ศิลาไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่า เขาฉุดข้อมือรินรดาให้พุ่งตัวตามเขาไปทางบันไดหนีไฟอีกฝั่งอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ แรงขับเคลื่อนของเขามีทิศทางและแม่นยำ ราวกับเขากำลังพาเธอลัดเลาะผ่านเขาวงกตที่เขาเป็นผู้ออกแบบโครงสร้างมันขึ้นมาเองด้วยซ้ำ พวกเขาวิ่งฝ่าความมืดลงมาจนถึงชั้นจอดรถใต้ดินที่อากาศอับชื้น เสียงหอบหายใจของทั้งคู่ดังสะท้อนอยู่ในความเงียบ ศิลาดันรินรดาเข้าไปหลบหลังเสาเข็มต้นใหญ่ที่ตั้งตระหง่าน ก่อนจะกวาดสายตามองรอบตัวอย่างรวดเร็วเพื่อความปลอดภัย เมื่อมั่นใจว่าไม่มีใครตามลงมา เขาจึงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจแล้วหันมามองเธอ รินรดายืนพิงเสา ใบหน้าหวานเปรอะเปื้อนฝุ่นเล็กน้อย ดวงตากลมโตจ้องมองเขาด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ทั้งโกรธ หวาดกลัว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า... ความเยือกเย็นของเขารอดชีวิตเธอมาได้อีกครั้ง "คุณทำบ้าอะไรลงไปรู้ตัวไหม?" รินรดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าแต่แฝงความดื้อรั้น "ถ้าท่อเหล็กนั้นพลาดเป้า หรือพวกมันมีปืนขึ้นมาล่ะ? คุณเอาชีวิตเราไปเสี่ยงกับการคำนวณบ้าๆ ของคุณเนี่ยนะ!" ศิลาชะงักเล็กน้อย เขายกมือขึ้นเสยผมที่ชื้นเหงื่อลวกๆ ดวงตาคมกริบมองเธอนิ่งสนิท ไม่มีแววสำนึกผิด หรือแม้แต่ความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่เลย "ความน่าจะเป็นที่พวกมันจะมีปืนในเขตก่อสร้างที่มีการควบคุมรัดกุมคือร้อยละสิบสองจุดสี่ครับคุณรินรดา" ศิลาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้คลื่นอารมณ์ ราวกับกำลังบรรยายสรุปในที่ประชุมบอร์ดบริหาร "แต่ความน่าจะเป็นที่เราจะรอดถ้าผมไม่ทำอะไรเลยคือศูนย์เปอร์เซ็นต์ ผมเลือกทางที่มีตัวเลขสูงกว่าเสมอ" "คุณนี่มัน..." รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอด้วยความเหลืออด "ทุกอย่างในโลกของคุณมันต้องถูกคำนวณออกมาเป็นตัวเลขหมดเลยใช่ไหม? ชีวิตคน ความรู้สึก หรือแม้แต่ความตาย... คุณตีค่ามันเป็นเปอร์เซ็นต์หมดเลยหรือไง ศิลา!" ศิลาสาวเท้าเข้าไปใกล้เธออีกก้าว ความสูงของเขาทำให้รินรดาต้องแหงนหน้าขึ้นมอง ระยะห่างระหว่างกันลดลงจนเหลือเพียงช่องว่างแคบๆ ที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด "แล้วคุณล่ะ รินรดา?" ศิลาเอ่ยถามเสียงต่ำ นัยน์ตาคู่นั้นจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ ราวกับต้องการอ่านทะลุถึงก้นบึ้งจิตใจ "คุณเอาแต่อ้างความรู้สึก เอาแต่อ้างความงามของเส้น and ศิลปะ... แล้วผลลัพธ์ของความรู้สึกที่คุณดื้อรั้นจะทำตามใจตัวเองในอดีตล่ะ มันเหลืออะไรไว้บ้าง?" คำพูดนั้นราวกับมีตบะสะกด รินรดาชะงักกึก คำพูดที่ทิ่มแทงปมในอดีตของเธอถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอย่างไม่ปรานี ดวงตาของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาทันที ความโกรธผสมผสานกับความเจ็บปวดพวยพุ่งขึ้นจุกที่อก "คุณไม่มีสิทธิ์มาพูดถึงเรื่องนั้น..." เสียงของเธอสั่นเครือ มือเรียวเล็กกำแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ "ผมมีสิทธิ์ครับ... เพราะในฐานะวิศวกรที่ต้องมารับผิดชอบแก้ไขซากปรักหักพังจากความสะשלของใครบางคนในอดีต ผมคือคนเดียวที่ต้องก้มหน้าก้มตาคำนวณความปลอดภัยบนซากความรู้สึกของคุณ" ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เฉียบคมและหนักแน่น ทุกถ้อยคำร่วงหล่นลงกลางใจเธอราวกับค้อนตอกตะปู รินรดาเม้มปากแน่น น้ำตาเอ่อคลอเบ้าแต่เธอปฏิเสธที่จะให้มันไหลออกมา เธอเงยหน้าขึ้นสู้สายตาเขาอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ว่าข้างในจะแตกสลายเป็นชิ้นๆ "ถ้าอย่างนั้นก็เชิญคุณอยู่กับตัวเลขเย็นชาของคุณไปคนเดียวเถอะค่ะ... เอ้ย! เถอะครับ!" เธอกลือบคำว่า 'ค่ะ' กลับลงไปแทบไม่ทันเมื่อเผลอหลุดปากออกมาด้วยความคุ้นชิน แต่ศิลากลับยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย—รอยยิ้มจางๆ ที่หาดูได้ยากยิ่ง และมันทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง ก่อนที่ทั้งคู่จะได้โต้เถียงกันต่อ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงชุดใหม่ก็ดังขึ้นอีกครั้งจากบริเวณทางเข้าชั้นจอดรถใต้ดิน แต่มันไม่ใช่เสียงของกลุ่มชายฉกรรจ์กลุ่มเดิม—มันเป็นเสียงไซเรนรถตำรวจที่ดังลั่นมาจากด้านนอก พร้อมกับแสงไฟวับวาบที่สาดส่องเข้ามาผ่านช่องระบายอากาศ ศิลาขมวดคิ้วมุ่นทันที เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู แล้วหันมามองรินรดาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป "ตำรวจยังมาไม่ถึงกำหนดเวลาที่เราคำนวณไว้..." ศิลาพึมพำกับตัวเองอย่างประหลาดใจ รินรดาขมวดคิ้วตาม "หมายความว่ายังไง?" "หมายความว่า..." ศิลาหันกลับไปมองทางออกชั้นจอดรถ ดวงตาคมกริบหรี่ลงด้วยความระแวง "มีคนจงใจแจ้งตำรวจเร็วกว่ากำหนด เพื่อต้อนพวกเราให้จนมุม หรือไม่ก็..." ยังไม่ทันที่ศิลาจะพูดจบประโยค ร่างของใครบางคนก็ก้าวออกมาจากเงานอกรัศมีไฟฉาย เป็นชายวัยกลางคนในชุดสูทเนี๊ยบเรียบร้อย ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นที่เธอจำได้แม่น—ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทรับเหมาคู่แข่งที่กำลังฮุบโครงการนี้อยู่ ชายคนนั้นตบมือเบาๆ สองครั้ง เสียง *แปะ แปะ* ก้องกังวานในความมืด พร้อมกับรอยยิ้มที่เคลือบยาพิษ "เก่งมากครับ คุณศิลา... คำนวณเก่ง สมกับที่เป็นลูกชายของคนทรยศจริงๆ" ชายคนนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงความเหี้ยมเกรียม "แต่เสียดายนะ... ที่คุณคำนวณพลาดไปอย่างหนึ่ง ว่าหลักฐานชิ้นสำคัญที่คุณพยายามตามหาอยู่น่ะ... ตอนนี้มันไม่ได้อยู่ในตึกนี้อีกต่อไปแล้วล่ะครับ" ศิลาเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ร่างของเขากระชับแน่นโดยสัญชาตญาณ ขณะที่รินรดากลั้นหายใจเมื่อเห็นสิ่งที่ชายคนนั้นหยิบขึ้นมาจากกระเป๋าเสื้อสูท—แฟลชไดรฟ์สีดำสนิทที่บันทึกความจริงทั้งหมดของคดีทุจริตกำลังกะพริบแสงไฟสีแดงช้าๆ ในมือของศัตรู ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและไขปริศนาไปพร้อมกันในตอนนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงา กับวิศวกรผู้ถือไม้บรรทัด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%