สถาปนิกไร้เงา กับวิศวกรผู้ถือไม้บรรทัด•ตอนที่ 6

เงาอดีตที่ทับซ้อน

ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
กลิ่นควันดินปืนจาง ๆ ผสมกับกลิ่นฝุ่นปูนซีเมนต์ที่ฟุ้งกระจายจากการที่กระสุนเจาะทะลุกระจก อบอวลอยู่ในความเงียบงันใต้โต๊ะทำงานสีมะฮอกกานีเนื้อหนา ร่างของรินรดาถูกดึงเข้ามาแนบชิดกับอกแกร่งของศิลาอย่างไม่ทันตั้งตัว แรงกระชากนั้นทั้งหนักแน่นและปกป้องในคราวเดียวกัน ลมหายใจอุ่นร้อนของเขาปะทะเข้ากับขมับของเธอ สัมผัสได้ถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่รัวเร็วผิดปกติ—ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นความตื่นตัวของนักล่าที่ถูกต้อนจนมุม เสียงฝีเท้าหนักหน่วงอย่างน้อยสามคู่หยุดชะงักลงตรงหน้าประตูห้องทำงาน เสียงบิดลูกบิดประตูโลหะดังขึ้น ตามมาด้วยแรงกระแทกจากด้านนอกที่ทำให้บานประตูไม้สักทองสั่นสะเทือน "มันอยู่ข้างใน! พังประตูเข้าไป!" เสียงทุ้มต่ำและหยาบกระด้างตะโกนสั่งจากภายนอก ศิลาไม่ขยับเขยื้อน สายตาคมกริบของเขาจดจ้องไปยังเงาดำที่ทาบทับอยู่หลังบานกระจกฝ้าของประตู มือขวาของเขาไม่ได้ถืออาวุธ แต่กลับเอื้อมไปหยิบ "ไม้บรรทัดเหล็กสเกล" ความยาวสามสิบเซนติเมตรที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาถือไว้ด้วยความคุ้นชินราวกับมันคือดาบปลายปืน รินรดามองการกระทำนั้นด้วยความระคนแปลกใจ แม้ในสถานการณ์ความเป็นความตาย แววตาของวิศวกรหนุ่มผู้นี้ก็ยังคงไว้ซึ่งความเยือกเย็นอย่างน่าประหลาด "ถ้าพวกมันเข้ามา คุณจะทำอะไรด้วยไม้บรรทัดอันนั้น" รินรดาถามเสียงกระซิบ ริมฝีปากของเธออยู่ห่างจากปลายคางของเขาเพียงไม่กี่เซนติเมตร ความใกล้ชิดนี้ทำให้เธอได้กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ เจือกลิ่นเหล็กและกระดาษที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขา "วัดความลึกของหลุมศพพวกมันครับ" ศิลาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดกลัว แต่เต็มไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้อุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลง *โครม!* ประตูห้องถูกถีบจนกลอนหลุดกระเด็น ฝุ่นละอองตลบอบอวล ชายฉกรรจ์สามคนในชุดสูทสีเข้มและสวมหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้าก้าวเข้ามาพร้อมอาวุธปืนพกติดกระบอกเก็บเสียง สายตาทั้งสามคู่กวาดมองไปรอบห้องที่ว่างเปล่า ร่างของศิลาและรินรดายังคงซ่อนตัวอยู่อย่างมิดชิดหลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ในเสี้ยววินาทีที่คนร้ายคนแรกก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานจนเห็นชายเสื้อ ศิลาก็พุ่งทะยานออกไปราวกับเสือชีตาห์ที่รอจังหวะ เขาไม่ได้ใช้กำลังเข้าปะทะตรง ๆ แต่ใช้ความรู้เรื่องโครงสร้างและการถ่ายแรงอย่างแม่นยำ ปลายไม้บรรทัดเหล็กถูกกระแทกเข้าที่จุดข้อต่อและเส้นประสาทบริเวณข้อมือของคนร้ายอย่างรุนแรงจนปืนในมือร่วงหล่นกระแทกพื้น คนร้ายคนที่สองหันปากกระบอกปืนมาทางศิลาทันing แต่รินรดาซึ่งตั้งสติได้เร็วกว่าคว้าแฟ้มเอกสารหนาปึกปาใส่หน้าต่างกระจกที่แตกอยู่แล้วจนเกิดเสียงดังล่อความสนใจ และในจังหวะนั้นเอง ศิลาก็หมุนตัวเตะตัดขาคนร้ายคนที่สองล้มลงฟาดกับมุมโต๊ะทำงานสลบคาที่ ส่วนคนสุดท้ายที่เหลืออยู่เมื่อเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดีจึงรีบหันหลังวิ่งหนีหายออกไปทางทางเดินอย่างไร้ร่องรอย ความเงียบสงบกลับคืนสู่ห้องทำงานอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงหอบหายใจเบา ๆ ของรินรดาที่ยังคงพิงแผ่นหลังติดกับผนังห้อง มือของเธอยังคงสั่นเทาเล็กน้อย แม้เธอจะพยายามควบคุมมันก็ตาม ศิลายืนนิ่งอยู่กลางกองเอกสารที่กระจัดกระจาย แววตาที่เคยแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงในหลักการเมื่อครู่ กลับไหววูบลงอย่างประหลาด ร่างกายที่เคยตั้งตรงราวจั่วหลังคาเหล็ก บัดนี้กลับคล้ายจะทรุดฮวบลงเล็กน้อย เขายกมือขึ้นกุมขมับ ร่างกายสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ รินรดารีบขยับเข้าไปใกล้ ความโกรธเคืองเรื่องงานหรือความขัดแย้งทางอุดมการณ์ก่อนหน้านี้มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความห่วงใยในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังเห็นอีกฝ่ายแตกสลายต่อหน้า "ศิลา... คุณเป็นอะไรหรือเปล่า บาดเจ็บตรงไหน" เธอเอ่ยถามเสียงนุ่ม มือเรียวแตะเบา ๆ ที่แขนเสื้อของเขา ศิลาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาคมกริบที่มักจะมองคนอื่นด้วยความเหนือกว่า บัดนี้กลับแดงก่ำและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดล้ำลึกที่ถูกกักเก็บไว้มาเนิ่นนาน ภาพความทรงจำสีเทาหม่นไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวสมองของเขา ราวกับแผ่นฟิล์มเก่า ๆ ที่ถูกฉายซ้ำ "ผมไม่ได้เป็นอะไรกับบาดแผลทางกายครับ... รินรดา" เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือ "แต่เสียงฝีเท้าพวกนั้น... มันทำให้ผมได้ยินเสียงในอดีตอีกครั้ง" รินรดานิ่งฟัง เธอรู้ดีว่าศิลามีปมเรื่องครอบครัว คดีทุจริตที่พ่อของเขาถูกกล่าวหาว่าเป็นแพะรับบาปจนต้องจบชีวิตลง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นรอยร้าวเบื้องหลังเกราะป้องกันอันหนาทึบของเขา "คุณพ่อของผม... ไม่ใช่คนขายตัวให้กับผลประโยชน์" ศิลาเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมไม่ให้สั่น "ในวันที่ตึกสำนักงานใหญ่ของบริษัทล่มพังลงครึ่งซีก ครอบครัวของเราไม่ได้สูญเสียแค่ชื่อเสียง แต่เราสูญเสีย 'ความหมายของการมีชีวิตอยู่' ไปทั้งหมด ผู้คนตราหน้าว่าพ่อผมคำนวณโครงสร้างผิดพลาดเพื่อแลกกับเงินสินบน... แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า พ่อเป็นคนทักท้วงเรื่องนี้กับบอร์ดบริหารก่อนเกิดเหตุถึงสามครั้งสามหน" น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาจากหางตาของวิศวกรผู้เย็นชา รินรดารู้สึกเหมือนมีก้อนสะอื้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ ภาพความทรงจำในอดีตของเธอเอง—วันที่อาคารที่พ่อของเธอออกแบบพังทลาย—ซ้อนทับขึ้นมาในหัว ความเจ็บปวดของการสูญเสียและความรู้สึกผิดที่กัดกินหัวใจคนเป็นลูกช่างคล้ายคลึงกันเสียเหลือเกิน ราวกับเข็มนาฬิกาที่เดินวนกลับมาสู่จุดเริ่มต้น "คุณเข้าใจความรู้สึกของการยืนอยู่บนซากปรักหักพังที่คนอื่นพากันเหยียบย่ำไหมครับ รินรดา" ศิลาหันมามองเธอ สายตานั้นเจือด้วยความเปราะบางอย่างถึงที่สุด "ทุกตัวเลขที่ผมคำนวณ ทุกเส้นสเกลที่ผมขีดลงบนกระดาษ... มันไม่ใช่แค่เรื่องของความปลอดภัยทางวิศวกรรม แต่มันคือการ 'กอบกู้' ศักดิ์ศรีที่พ่อของผมถูกพรากไป" รินรดาไม่ได้ตอบคำถามด้วยคำพูด เธยขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด ก่อนจะเอื้อมมือไปกุมมือหนาที่กำไม้บรรทัดเหล็กไว้แน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเธอส่งผ่านไปยังปลายนิ้วที่เย็นเฉียบของเขา ศิลาสะดุ้งเล็กน้อย แต่ไม่ได้ปฏิเสธสัมผัสนั้น "ฉันเข้าใจค่ะ... อ้อ, ผมหมายถึง... ฉันเข้าใจค่ะ ศิลา" รินรดาเผลอหลุดคำลงท้ายตามความคุ้นเคย แต่ศิลาก็ไม่ได้ถือสา เขากลับกระชับมือเธอกลับแน่นขึ้น บรรยากาศระหว่างทั้งสองคนเปลี่ยนผ่านจากความตึงเครียดของวิชาชีพ สู่ความเปราะบางทางจิตวิญญาณที่เชื่อมโยงพวกเขเข้าด้วยกันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น รินรดารู้สึกได้ทันทีว่า ศิลาในตอนนี้ไม่ใช่ศัตรูทางความคิดอีกต่อไป แต่เป็นเพื่อนร่วมชะตากรรมที่ติดอยู่ในวังวนแห่งอดีตไม่ต่างจากเธอ ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้ง สายตาของรินรดาก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ร่วงหล่นออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูทของคนร้ายที่สลบอยู่บนพื้น มันคือ "แฮนดี้ไดรฟ์" สีดำขนาดเล็ก ที่มีรอยขีดข่วนคุ้นตา และสติกเกอร์รูป "ไม้บรรทัดไขว้กับดราฟต์นิ่งเพน" แปะอยู่ด้านหลัง ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์เฉพาะของแผนกออกแบบโครงสร้างเก่าของพ่อศิลา—แผนกที่ถูกปิดตายไปในวันเกิดเหตุโศกนาฏกรรม! รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอมองหน้าศิลาที่กำลังสงสัยในปฏิกิริยาของเธอ ก่อนที่เธอจะเอ่ยกระซิบด้วยเสียงอันแผ่วเบา "ศิลา... ดูเหมือนว่าพวกมันไม่ได้มาแค่เพื่อฆ่าคุณ... แต่มันกำลังตามหา 'หลักฐาน' ชิ้นนี้" รินรดาย่อตัวลงหยิบแฮนดี้ไดรฟ์ขึ้นมาจากพื้น ทว่าทันทีที่เธอเสียบมันเข้ากับแท็บเล็ตส่วนตัวเพื่อตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น หน้าจอสีฟ้าก็สว่างวาบขึ้น พร้อมกับไฟล์เอกสารลับชิ้นหนึ่งที่เด้งขึ้นมาอัตโนมัติ... และชื่อเจ้าของเอกสารฉบับสุดท้ายที่อนุมัติแบบก่อสร้างเมื่อสิบปีก่อน กลับไม่ใช่ชื่อพ่อของศิลา แต่เป็นชื่อของ "ใครบางคน" ที่พวกเขารู้จักกันเป็นอย่างดีในปัจจุบัน! ศิลาเบิกตากว้างขึ้นทันที ลมหายใจของเขาติดขัดเมื่อเห็นชื่อนั้นปรากฏหรี่อยู่บนหน้าจอแท็บเล็ตในมือของรินรดา ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและบาดแผลไปพร้อมกับตัวละครของเรา แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงา กับวิศวกรผู้ถือไม้บรรทัด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%