เพรงจันทร์รัญจวนใจ•ตอนที่ 1

หยาดฝนและคนแปลกหน้า

ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
“ถ้าคุณยังไม่เลิกทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของแบบนี้ ต่อให้เป็นหุ้นส่วนใหญ่ ฉันก็ไม่มีวันเซ็นสัญญาฉบับนั้นให้คุณเด็ดขาดค่ะ นลิน” เสียงของรินรดาเรียบสนิท ทว่าสั่นไหวด้วยแรงอารมณ์ที่พยายามกดทับไว้ใต้แว่นสายตากรอบบาง เธอวางปากกาสไตลัสลงบนไอแพดด้วยน้ำหนักมือที่หนักแน่นพอจะส่งสัญญาณความไม่พอใจ เธอเป็นสถาปนิกที่รักความสมบูรณ์แบบ และการที่ถูกจิกกัดเรื่องการออกแบบคอนโดมิเนียมหรูด้วยเหตุผลส่วนตัวของนลิน มันเกินกว่าที่เธอจะยอมรับได้ “อย่าลืมสิคะรินรดา ว่าเงินทุนก้อนสุดท้ายของโปรเจกต์นี้มาจากครอบครัวฉัน ถ้าฉันบอกพ่อว่าคุณทำงานไม่ได้เรื่อง... คิดว่าอนาคตในวงการสถาปนิกของคุณจะเหลืออะไร” นลินเหยียดยิ้มร้าย วางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะไม้โอ๊คในคาเฟ่ลับย่านสุขุมวิทเสียงดังเคร้ง รินรดาเงยหน้าขึ้น สบสายตาผู้หญิงตรงหน้าอย่างไม่ลดละ หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะด้วยความโกรธ ปมความเจ็บปวดในอดีตที่เคยถูกคนรักเก่าหักหลังเรื่องผลประโยชน์งานสถาปัตยกรรมย้อนกลับมาเตือนใจเธออีกครั้ง เธอไม่อนุญาตให้ใครมาเหยียบย่ำความสามารถของเธอได้อีก “งั้นเราก็จบกันแค่นี้ค่ะ เชิญคุณไปจ้างคนอื่นที่ยอมก้มหัวให้ความไร้สาระของคุณเถอะ” รินรดาคว้ากระเป๋าเตรียมจะลุก แต่ทว่า... แก้วกาแฟเย็นของนลินถูกมือที่สั่นเทาด้วยความโกรธของอีกฝ่ายปัดจนคว่ำ น้ำกาแฟสีเข้มราดรดลงบนงานร่างแบบสำคัญที่วางอยู่ข้างๆ อย่างจัง รินรดาร้องอุทานออกมาเบาๆ พยายามจะคว้าแผ่นกระดาษที่เปียกชุ่มนั้นขึ้นมา แต่ทว่ามือหนึ่งกลับเอื้อมมาคว้าข้อมือเธอไว้ก่อนจะดึงให้หลบออกมาได้ทันท่วงที ก่อนที่กาแฟแก้วที่สองจะตกลงมาแตกกระจายพื้น กลิ่นหอมของกาแฟคละคลุ้งปนกับกลิ่นน้ำหอมผู้ชายที่สะอาดสะอ้านและเย็นเยียบเหมือนหินผา รินรดาเซไปปะทะกับแผงอกกว้างของใครบางคนที่ยืนอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบได้ มือหนาที่คว้าข้อมือเธอไว้ไม่ได้บีบแรงจนเจ็บ ทว่ากลับมีความหนักแน่นและมั่นคงที่ทำให้ลมหายใจของเธอสะดุดไปชั่วขณะ “คุณควรจะใจเย็นกว่านี้นะครับ ทั้งสองคนเลย” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้นข้างหู รินรดาเงยหน้ามองเจ้าของเสียง เธอเห็นชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเทาเข้มตัดเย็บเนี้ยบกริบ ใบหน้าคมสันนั้นนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นสลัก ทว่าดวงตาสีเข้มคู่นั้นกลับมีความเย้ายวนอย่างประหลาด มันไม่ใช่ความอ่อนโยน แต่เป็นความลึกซึ้งที่เหมือนหลุมพรางให้คนมองเผลอไผล “ศิลา!” นลินอุทาน เสียงที่เคยกรีดร้องเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกทันที “ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่คะ?” ศิลาไม่ตอบ เขาเพียงแค่ปรายตาไปมองกาแฟที่นองพื้น ก่อนจะก้มลงมองรินรดาที่ยังคงยืนตัวแข็งอยู่ในอ้อมแขนของเขา กลิ่นหอมจางๆ จากเส้นผมของเธอทำให้เขารู้สึกแปลกประหลาดที่หน้าอกข้างซ้าย มันไม่ใช่ความคุ้นเคย แต่มันเป็นความรู้สึกที่เหมือนกับว่าเขาได้พบชิ้นส่วนของความเงียบสงบที่เขามองหามาตลอด ท่ามกลางความวุ่นวายของชีวิตซีอีโอที่ถูกตีตราจองโดยผู้หญิงตรงหน้า เขายังคงไม่ปล่อยมือจากข้อมือของรินรดา “ผมแค่มาดื่มกาแฟ... แต่ดูเหมือนผมจะกลายเป็นพยานคนสำคัญของความขัดแย้งที่ไร้รสนิยมไปเสียได้” ศิลาพูดพลางเลื่อนสายตาไปทางนลินที่ยืนหน้าซีดเผือด “เรื่องงาน ผมเป็นคนอนุมัติงบทั้งหมด คุณนลินมีสิทธิ์แค่ในฐานะผู้ถือหุ้น ไม่ใช่เจ้าของชีวิตใคร” รินรดาพยายามดึงข้อมือกลับ แต่เขากลับกระชับไว้แน่นขึ้นเล็กน้อย ราวกับจะบอกให้เธอสงบสติอารมณ์ รอยนิ้วหัวแม่มือของเขาคลึงเบาๆ ที่ข้อมือของเธออย่างเผลอไผล ทำให้รินรดารู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านผิวหนัง มันเป็นสัมผัสที่เย้ายวนและอันตรายสำหรับหัวใจที่ปิดตายของเธอเหลือเกิน “ปล่อยค่ะ” รินรดากระซิบ สบตาเขาอย่างท้าทาย “ฉันจัดการเองได้” “คุณจัดการได้ แต่งานของคุณพังไปแล้ว” ศิลาตอบนิ่งๆ ก่อนจะหันไปสั่งบาริสต้าที่ยืนตัวสั่นอยู่ไม่ไกล “เช็ดพื้นให้เรียบร้อย ส่วนค่าเสียหายทั้งหมด ลงบัญชีบริษัทผม” เขาก้มลงมองรินรดาอีกครั้ง คราวนี้เขาสบตากับเธออย่างจงใจ ความนิ่งลึกในแววตาคู่นั้นทำให้รินรดารู้สึกเหมือนถูกอ่านใจออกไปจนหมดสิ้น ว่าข้างในกำแพงน้ำแข็งที่เธอสร้างขึ้นมาปกป้องตัวเองนั้น มันมีความเปราะบางซ่อนอยู่เพียงใด “คุณคือสถาปนิกที่ออกแบบอาคารโครงการใหม่นั่นสินะ รินรดา...” เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโน้มตัวลงมาจนริมฝีปากอยู่ใกล้ใบหูเธอเพียงไม่กี่นิ้ว “งานของคุณมีเอกลักษณ์มาก... และก็น่าเสียดายถ้ามันจะถูกทำลายเพราะอารมณ์ของคนอื่น” รินรดารู้สึกว่าหัวใจตัวเองเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากตัวชายหนุ่มตรงหน้ากำลังทำลายกำแพงที่เธอเพียรสร้างมาตลอดหลายปีลงอย่างช้าๆ เธอยังไม่ทันได้เอ่ยคำตอบใดออกไป เสียงโทรศัพท์ของศิลาก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน เขาเหลือบมองหน้าจอเพียงชั่วครู่ แววตาที่เคยนิ่งลึกกลับวูบไหวด้วยความหงุดหงิดระคนจำยอม ก่อนจะหันมามองเธอด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา “เรายังคุยกันไม่จบ... แต่ดูเหมือนจะมีคนขัดจังหวะความอดทนของผม” เขายื่นนามบัตรสีดำสนิทที่มีเพียงชื่อและเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวให้เธอ “ผมรู้ว่าคุณต้องการเงินทุนเพื่อรักษาผลงานชิ้นนั้นไว้ และผมก็เป็นคนเดียวที่ช่วยคุณได้โดยไม่มีข้อแม้เรื่องส่วนตัว” รินรดารับนามบัตรนั้นมาด้วยมือที่สั่นน้อยๆ หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะจนแทบหายใจไม่ออก ขณะที่ศิลาหมุนตัวเดินออกไปจากคาเฟ่ นลินที่ยืนอึ้งอยู่นานรีบวิ่งตามไปทันที ทิ้งให้รินรดายืนอยู่ตรงนั้นท่ามกลางสายตาของผู้คนที่เริ่มมองมา แต่ทว่า... ทันทีที่ศิลาเดินพ้นประตูกระจกบานนั้นออกไป เขากลับหยุดเดินแล้วหันกลับมามองเธออีกครั้ง เขาไม่ได้มองเธอเหมือนคนแปลกหน้า แต่มองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหิวกระหายบางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึกๆ พร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่ทำให้รินรดารู้สึกเหมือนตนเองกำลังก้าวเท้าลงสู่กับดักที่สวยงามที่สุดในชีวิต... กับดักของชายหนุ่มที่มีพันธะรัดตัวอย่างเขา รินรดากำนามบัตรในมือแน่น ลมหายใจติดขัดเมื่อเห็นศิลาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูแล้วมองตรงมาที่เธอผ่านกระจกใส เขากดรับสายพลางพูดด้วยเสียงที่แม้จะแผ่วเบาแต่เธอกลับได้ยินชัดเจน “ผมกำลังจะมีเรื่องน่าสนใจทำแล้วครับ... ไม่ต้องห่วงเรื่องงานแต่งงานที่น่าเบื่อนั่นหรอก” หัวใจของรินรดากระตุกวูบ เธอเพิ่งรู้ตัวว่าคนที่เธอเพิ่งปะทะด้วยเมื่อครู่ ไม่ใช่แค่ซีอีโอธรรมดา แต่คือว่าที่เจ้าบ่าวของนลิน... และคือคนที่กำลังจะกลายเป็นพายุที่โถมเข้าใส่ชีวิตอันเรียบง่ายของเธออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้! *** ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับรินรดาและศิลาในบทเริ่มต้นนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพรงจันทร์รัญจวนใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%