กลิ่นคาวเลือดจาง ๆ ที่ลอยมาตามสายลมยามราตรี คือเครื่องยืนยันชั้นดีว่า หมากกระดานแรกในคืนนี้ไม่ได้ดำเนินไปตามครรลองที่ผู้ใดคาดคิด
*“ดูท่า... แขกผู้สูงศักดิ์ที่พวกท่านไม่ได้เชิญ จะมาร่วมวงเล่นหมากตาแรกนี้ด้วยเสียแล้วกระมัง”*
ประโยคสุดท้ายที่ยังคงแขวนค้างอยู่ในบรรยากาศอันตึงเครียด ถูกฉีกกระชากด้วยเสียงแหวกอากาศของคมธนูที่พุ่งตรงเข้ามาปักเข้ากับเสาไม้สักทองข้างกายเซวียนอวี้อย่างแม่นยำ ปลายลูกศรยังคงสั่นระริกสะท้อนพลังภายในอันกล้าแกร่งของผู้ยิง
ภายในห้องรับรองส่วนตัวของโรงเตี๊ยมจันทราคารวะ แสงจากเปลวเทียนไหววูบตามแรงลมที่ลอดผ่านหน้าต่างที่ถูกดีดเปิดออกอย่างไร้ปรานี เซวียนอวี้ไม่ได้แม้แต่จะกะพริบตาหรือขยับกายถอยหนี นางเพียงปรายหางตามองขนนกสีดำสนิทที่ประดับอยู่บนท้ายลูกศรนั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะยกจอกสุราขึ้นจิบรสชาติเผ็ดร้อนอย่างใจเย็น ราวกับเหตุการณ์ตรงหน้าเป็นเพียงละฉากงิ้วฉากหนึ่งที่นางนั่งชมอยู่หลังม่านมุก
“กุนซือเซวียน... ดูท่าท่านจะ ‘เนื้อหอม’ เสียจนมีคนส่งของกำนัลราคาแพงมาให้อยู่เร่อย่างนี้ทุกค่ำคืนหรือไร”
สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นด้วยความเย้ยหยันแกมระแวดระวัง หลวนเฟิง แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นผู้เพิ่งก้าวเข้ามาสมทบในสถานการณ์คับขัน ไม่รอช้า ร่างสูงสง่าในชุดเกราะอ่อนสีเข้มขยับเข้ามาบังหน้ากุนซือสาวโดยสัญชาตญาณ นัยน์ตาคมกริบดั่งพญาอินทรีหรี่ลงพิจารณาความผิดปกติเบื้องนอก รังสีสังหารแผ่ซ่านออกจากตัวเขาจนอากาศรอบข้างราวกับลดอุณหภูมิลดลงหลายองศา
เซวียนอวี้แย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา คู่นัยน์ตาสีนิลคู่นั้นฉายแวววับวาวราวกับสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ที่กำลังมองเหยื่อเดินเข้าสู่กับดัก “ท่านแม่ทัพหลวนกล่าวเกินไปแล้ว เจ้าของของกำนัลชิ้นนี้คงเพียงแต่อยากทดสอบฝีมือการเดินหมากของหม่อมฉัน ว่าจะยังคงเฉียบคมพอที่จะหลบหลีกคมดาบได้หรือไม่ก็เท่านั้น”
“ระวังตัวด้วย รอบด้านถูกปิดล้อมแล้ว” หลวนเฟิงกระซีบลอดไรฟัน ขณะที่มือหนากุมด้ามกระบี่ประจำกายแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
*ฉับพลัน!*
บานหน้าต่างและประตูกระดาษสาถูกกระแทกเปิดออกพร้อมกัน ร่างในชุดดำสนิทนับสิบชีวิตพุ่งทะยานเข้ามาประดุจฝูงกาเหว่ากระหายเลือด ประกายวาววับจากคมดาบยาวนับสิบเล่มสะท้อนกับแสงเทียนจนพรลายตา เป้าหมายของพวกมันไม่ใช่ใครอื่น... แต่คือชีวิตของคนทั้งคู่ที่นั่งอยู่ใจกลางห้อง
บรรยากาศรอบกายบีบกระชับเข้าหาความตายในชั่วพริบตาเดียว
หลวนเฟิงไม่รอให้พวกมันได้ตั้งกระบวนท่า ร่างสูงใหญ่พุ่งทะยานออกไปดุจพยัคฆ์โผนทะยานลงจากยอดเขา กระบี่ในมือวาดออกเป็นวงโค้งที่ทรงพลังและงดงาม เพลงกระบี่ตระกูลหลวนถูกใช้ออกอย่างเด็ดขาดและไร้ความปรานี เสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว เศษไม้และกระดาษปลิวว่อนไปทั่วอาณาบริเวณ
ทว่า ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายและการประหัตประหารอย่างไร้ความปรานี เซวียนอวี้กลับยังคงนั่งนิ่งอยู่ ณ ตำแหน่งเดิม นางไม่ได้หยิบอาวุธใด ๆ ขึ้นมาป้องกันตัว มีเพียงสติปัญญาและความนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก สายตาของนางกวาดมองท่วงท่าการต่อสู้ของผู้ลอบสังหารแต่ละคนอย่างพินิจพิเคราะห์
*การลงน้ำหนักที่เท้าขวา... รูปแบบการใช้วิชาตัวเบาจากสำนักคุนหลุน... และตราสัญลักษณ์รูป ‘จันทร์เสี้ยวโลหิต’ ที่สลักอยู่บนด้ามดาบ*
ข้อมูลทั้งหมดถูกประมวลผลอย่างรวดเร็วภายในสมองอันปราดเปรื่องของกุนซือสาว นางย่อมรู้ดีว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังเงาเหล่านี้ไม่ใช่โจรภูเขา หากแต่เป็นมือสังหารเดนตายที่ถูกเลี้ยงดูมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ และผู้ที่จะมีกำลังพลระดับนี้ได้... ย่อมหนีไม่พ้นบุคคลที่นั่งจิบชาอยู่เบื้องหลังความสุขสบายในวังหลวง
เมื่อมือสังหารนายหนึ่งอาศัยจังหวะที่หลวนเฟิงกำลังรับมือกับศัตรูถึงสามคน พุ่งทะยานถือดาบเล็งตรงมาที่ศีรษะของเซวียนอวี้ด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ปลายคมดาบสะท้อนแสงไฟวับวาวพร้อมปลิดชีพ
“ระวัง!” หลวนเฟิงคำรามลั่นด้วยความร้อนรน แม้เขาจะต้องการสะบัดตัวเข้าไปช่วย แต่ก็ถูกวงล้อมขัดขวางไว้จนชั่ววินาที
*ตึ้ง!*
เสียงโลหิตกระเซ็นกระทบผืนผนัง... แต่ไม่ใช่โลหิตของเซวียนอวี้
กุนซือสาวใช้พัดเหล็กกล้าที่ซ่อนไว้ในอาภรณ์ดีดรับคมดาบของมือสังหารได้อย่างเฉียดฉิว แรงปะทะทำให้ร่างของนางไถลถอยหลังไปสองก้าว แต่ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง นัยน์ตาสงบนิ่งของเซวียนอวี้ก็สบเข้ากับดวงตาของมือสังหารที่อยู่ห่างกันเพียงคืบ
นางไม่ได้แสดงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย คล้ายจะเยาะเย้ยความโง่เขลาของผู้ที่ส่งพวกมันมา
“กลับไปทูลเจ้านายของพวกเจ้าด้วยว่า หมากตานี้... เขาเดินพลาดตั้งแต่ก้าวแรกเสียแล้ว”
สิ้นเสียงกระซิบอันแผ่วเบาแต่ทรงพลัง หลวนเฟิงที่สะบัดหลุดจากวงล้อมก็พุ่งเข้ามาถึงตัว มือแกร่งตวัดกระบี่ตัดผ่านลำคอของมือสังหารผู้นั้นในดาบเดียว ร่างไร้ลมหายใจล้มลงแทบเท้าของเซวียนอวี้ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
เพียงไม่กี่อึดใจ ความเงียบสงัดก็กลับมาเยือนห้องรับรองอีกครั้ง หลงเหลือเพียงร่องรอยการต่อสู้ ซากปรักหักพังของเฟอร์นิเจอร์ และศพของมือสังหารที่นอนเกลื่อนกลาด
หลวนเฟิงหอบหายใจเล็กน้อย เม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามกรอบหน้าคมคาย เขาเก็บกระบี่เข้าฝักด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะหันมามองสตรีตรงหน้าที่ยังคงจัดชายเสื้อผ้าให้เรียบร้อยอย่างไม่สะทกสะท้าน
“เจ้าเป็นสตรีประเภทใดกัน?” หลวนเฟิงเอ่ยถาม น้ำเสียงเจือความระคนฉงนและทึ่งในเวลาเดียวกัน “เมื่อครู่หากข้าช้าไปเสี้ยวลมหายใจเดียว หัวของเจ้าคงหลุดจากบ่าไปแล้ว แต่เจ้ากลับยังสามารถยืนยันความผิดพลาดของศัตรูได้หน้าตาเฉย”
เซวียนอวี้เงยหน้าขึ้นสบตาแม่ทัพหนุ่ม แววตาสีพายุของเขาสะท้อนภาพเงาของนางอย่างชัดเจน เคมีบางอย่างที่ดึงดูดและผลักไสในคราวเดียวกันแผ่ซ่านระหว่างคนทั้งสองโดยไม่มีใครเอ่ยทักทาย
“ชีวิตของหม่อมฉัน หากไม่อยู่บนความเสี่ยง... ก็คงไร้ซึ่งความน่าสนใจไปนานแล้วเพคะ ท่านแม่ทัพ” นางตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงความหมายลึกซึ้งที่ท้าทายความรู้สึกของอีกฝ่ายอย่างยิ่งยวด
หลวนเฟิงแค่นหัวเราะในลำคอ ก้าวเท้าเข้าไปใกล้จนเซวียนอวี้ต้องเงยหน้าขึ้นมอง กลิ่นอายบุรุษเพศอันแข็งแกร่งผสมผสานกับกลิ่นอายสงครามลอยเข้ามารบกวนประสาทสัมผัส “เช่นนั้นข้าคงต้องเปลี่ยนมุมมองเสียใหม่... การร่วมมือกับปีศาจสาวเช่นเจ้า คงไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออย่างที่คิด”
“ยินดีที่ได้ร่วมทางเพคะ... ใต้ต้้าแม่ทัพ”
เซวียนอวี้เอ่ยจบ นางก็ก้มลงมองเศษวัตถุด้านข้างศพมือสังหารที่เพิ่งร่วงหล่นลงมาเมื่อครู่ เป็นแผ่นป้ายไม้จันทน์หอมแกะสลักลวดลายเฉพาะตัว ซึ่งร่วงออกจากอกเสื้อของหัวหน้าชุดมือสังหาร
นิ้วเรียวบางเอื้อมไปหยิบแผ่นป้ายนั้นขึ้นมาพลิกดู ทันทีที่เห็นอักษรลับสลักอยู่ด้านหลัง นัยน์ตาสีนิลของกุนซือสาวก็หรี่แคบลง ความเย็นเยียบวูบหนึ่งแล่นผ่านสันหลัง นางจำลายมือนั้นได้แม่นยำ... มันคือลายมือของผู้ที่ควรจะตายไปจากแคว้นนี้เมื่อสามปีก่อน
— ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในเกมหมากอันล้ำลึกนี้ด้วยกันนะคะ —
(หมอกเหมยปลายฤดู)
หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพล•ตอนที่ 2
คมดาบที่ปะทะกับแววตา
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
