“นายกำลังเล่นเกมอะไรอยู่ ธาม”
รินทร์เอ่ยถามขณะที่เขายืนนิ่งอยู่กลางโถงทางเดิน ความเงียบงันในบ้านพักส่วนตัวยามวิกาลไม่ได้ทำให้เขารู้สึกสงบ แต่มันกลับทำให้เสียงหัวใจของเขาเต้นรัวเหมือนกลองรบ ธามที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังสีเข้มในห้องนั่งเล่นเพียงแค่เลิกคิ้ว สายตาคู่นั้นคมปลาบเหมือนใบมีดที่ถูกลับจนเฉียบกริบ เขาวางแก้ววิสกี้ลงบนโต๊ะไม้โอ๊ก เสียงกระทบของแก้วดัง ‘กริ๊ก’ ฟังดูบาดหูอย่างประหลาดในความเงียบนี้
“คำถามของนายมันกว้างเกินไปนะ รินทร์” ธามยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา “นายกำลังพูดถึงเรื่องที่นาย ‘เห็น’ หรือเรื่องที่นาย ‘เลือกที่จะไม่มอง’ กันแน่?”
รินทร์ไม่ได้ตอบ เขาเลือกที่จะเดินถอยหลังช้าๆ สายตาจดจ้องไปที่พื้นไม้ปาร์เกต์ขัดเงา ความรู้สึกเย็นวาบแล่นปราดขึ้นมาจากปลายเท้า เมื่อแสงไฟสลัวจากห้องนั่งเล่นทอดผ่านโถงทางเดิน มันเผยให้เห็น ‘บางอย่าง’ ที่ไม่ควรจะมีอยู่บนพื้นไม้ที่เขาเพิ่งทำความสะอาดไปเมื่อตอนหัวค่ำ
รอยเท้า... รอยเท้าเปียกชื้นที่ทอดยาวเป็นทางจากบานกระจกเงาบานใหญ่ที่ติดอยู่ผนังสุดทางเดิน ตรงมายังที่ที่เขายืนอยู่
หยดน้ำที่ยังคงหลงเหลืออยู่บ่งบอกถึงความสดใหม่ ราวกับว่าใครบางคนเพิ่งจะก้าวพ้นออกมาจากเงาสะท้อนในกระจกบานนั้นเมื่อไม่กี่วินาทีก่อน รินทร์ก้มลงมองเท้าของตัวเอง เขาใส่ถุงเท้าผ้าฝ้ายหนานุ่มและมันแห้งสนิท ธามเองก็นั่งอยู่ตรงนั้นมานานเกินกว่าจะสร้างรอยน้ำเปียกชื้นที่กระจายตัวอยู่นี้ได้
“นายเห็นมันแล้วใช่ไหม” ธามลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาเดินเข้ามาใกล้รินทร์โดยไม่ทำให้น้ำเสียงนั้นสั่นไหว “นั่นไม่ใช่รอยเท้าของคนที่เดินเข้ามาในบ้านทางประตูหน้า รินทร์... มันคือรอยเท้าของผู้ที่ ‘ก้าวข้าม’ มาจากที่ที่นายพยายามลืม”
รินทร์สูดลมหายใจลึก กลิ่นอับชื้นเหมือนน้ำขังในที่มืดโชยปะทะจมูก มันเป็นกลิ่นเดียวกับวันนั้น... วันที่อุบัติเหตุพรากทุกอย่างไปจากเขา กลิ่นของความตายที่ควรจะจางหายไปตามกาลเวลา แต่มันกลับกระจายตัวเข้มข้นอยู่ในอากาศรอบตัวเขาในตอนนี้
“โกหก” รินทร์เค้นเสียงออกมา ลำคอของเขาแห้งผาก “กระจกนั่นมันก็แค่กระจก ธาม นายกำลังพยายามปั่นหัวฉันด้วยจิตวิทยาต่ำๆ แบบนี้อีกแล้วเหรอ?”
“คนเรามักจะเกลียดความจริงที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นของตัวเอง” ธามหยุดยืนห่างจากเขาเพียงหนึ่งช่วงแขน เขาโน้มตัวลงมาเล็กน้อย เสียงกระซิบนั้นช่างเยือกเย็น “ถ้านายคิดว่ามันคือภาพหลอน งั้นลองก้าวเข้าไปในกระจกนั่นดูสิ แล้วนายจะรู้ว่าสิ่งที่นายทิ้งไว้เบื้องหลังน่ะ... มันไม่เคยคิดที่จะปล่อยให้นายอยู่เพียงลำพัง”
รินทร์หันหลังขวับไปมองกระจกเงาบานนั้น ในความมืดมิดของโถงทางเดิน เงาสะท้อนในกระจกดูเหมือนจะบิดเบี้ยวไปเล็กน้อย ไม่ใช่ภาพสะท้อนของเขาที่ยืนอยู่หน้าบ้าน แต่เป็นภาพของใครบางคนที่ยืนหันหลังให้กระจก... เหมือนเขากำลังดูตัวเองจากอีกฝั่งหนึ่งของโลกที่ไม่มีแสงสว่าง
ความสงสัยปะทะกับความหวาดกลัวจนสติของรินทร์แทบแตกกระเจิง เขาตัดสินใจก้าวเข้าไปหาเงาสะท้อนนั้นด้วยสัญชาตญาณที่สั่งให้เขาไขคำตอบ ในขณะที่เขายื่นมือออกไปสัมผัสผิวหน้ากระจกที่เย็นเฉียบจนแทบไหม้ เขาก็พบว่ารอยเท้าเปียกชื้นเหล่านั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่พื้น แต่มันเริ่มปรากฏขึ้นบนผนัง... และกำลังเลื้อยไหลขึ้นไปบนบานกระจกราวกับจะดูดกลืนเขาเข้าไป
“รินทร์ อย่า...” ธามร้องเตือน แต่น้ำเสียงนั้นกลับฟังดูเหมือนกำลังตื่นเต้นมากกว่าจะห้ามปราม
ทันใดนั้น มือที่แนบอยู่บนกระจกก็รู้สึกถึงแรงดึงที่มหาศาล มันไม่ใช่แรงดึงทางกายภาพ แต่มันคือแรงดึงของความทรงจำที่พยายามลากตัวเขาเข้าสู่หลุมดำ รินทร์เบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาสะท้อนในกระจกค่อยๆ หันหน้ากลับมาหาเขา... ไม่ใช่ใบหน้าของเขา แต่เป็นใบหน้าของคนที่เขาเฝ้าโหยหามาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
ใบหน้านั้นเปียกโชก ดวงตาที่มืดสนิทเบิกกว้างด้วยความแค้น และก่อนที่เขาจะทันได้ถอยหนี นิ้วมือที่ซีดเผือดจนเกือบโปร่งแสงก็พุ่งทะลุกระจกออกมาคว้าข้อมือของเขาไว้แน่น ผิวสัมผัสที่ได้รับนั้นเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง และสิ่งที่ทำให้รินทร์แทบหยุดหายใจไม่ใช่เพียงแรงบีบที่ข้อมือ แต่เป็นเสียงกระซิบที่ดังออกมาจากกระจกบานนั้น... เสียงที่เหมือนกับเสียงของเขาเองทุกประการ
‘กลับมาอยู่ในที่ของเธอเสียที... รินทร์’
กระจกเงาตรงหน้าเริ่มแตกร้าวเป็นทางยาวตามแรงดึง และในเสี้ยววินาทีที่เขากำลังจะถูกกระชากเข้าสู่ความมืด ธามก็ก้าวเข้ามาประชิดตัวเขาพร้อมกับหยิบสิ่งของบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อ มันคือชิ้นส่วนของกระจกชิ้นเล็กๆ ที่เปล่งแสงสีม่วงหม่นออกมา ก่อนที่ธามจะปักมันลงบนรอยแยกของกระจกบานใหญ่ทันที
ทุกอย่างหยุดกะทันหัน รินทร์ยืนหอบหายใจรุนแรงอยู่หน้ากระจกที่ยังคงสภาพปกติ แต่ข้อมือของเขากลับปรากฏรอยช้ำสีม่วงคล้ำเป็นรูปนิ้วมือห้านิ้วที่ชัดเจน และที่น่าสยดสยองยิ่งกว่าคือ ในเงาสะท้อนกระจกตอนนี้... รินทร์เห็นตัวเองกำลังยืนกอดตัวเองด้วยความหวาดกลัว แต่ใบหน้าของเงาสะท้อนนั้นกลับค่อยๆ ฉีกยิ้มกว้างออกมาจนถึงใบหู ในขณะที่เขายังคงยืนนิ่งเงียบ
ขอขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางดำดิ่งลงไปในรอยร้าวแห่งตัวตนไปกับเงาที่ไม่มีวันตาย แล้วพบกันในตอนหน้าค่ะ
เงาซ้อนฆาตกร: บันทึกหลังกระจกบานที่สิบสาม•ตอนที่ 12
รอยเท้าในบ้าน
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาซ้อนฆาตกร: บันทึกหลังกระจกบานที่สิบสาม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!