เสียงกระดาษราคาแพงกระทบลงบนพื้นผิวมะฮอกกانيเนื้อดีในห้องทำงานกว้างขวาง เสียงนั้นเบาหวิวราวกับขนนก แต่ในความเงียบงันอันน่าอึดอัด มันกลับดังสะท้อนก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของคนทั้งคู่ราวกับเสียงฟ้าผ่า
รินรดาลดมือลงอย่างช้าๆ ปลายนิ้วเรียวยาวที่เคยสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวมาตลอดสี่ปีของการแต่งงาน บัดนี้กลับนิ่งสนิท ไร้ซึ่งร่องรอยความลังเล ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววเจียมเนื้อเจียมตัวและเปี่ยมด้วยหยาดน้ำตามาโดยตลอด บัดนี้กลับแห้งผากและว่างเปล่า ราวกับจิตวิญญาณข้างในได้ถูกเผาไหม้จนมอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านไปหมดสิ้นแล้ว
"เซ็นชื่อให้ฉันด้วยค่ะ"
น้ำเสียงของเธอนุ่มนวล ทว่าราบเรียบและเย็นชาจนน่ากลัว มันไม่ใช่เสียงของการเรียกร้องความสนใจ ไม่ใช่การประชดประชันเพื่อรอให้เขาง้องอนเหมือนที่ผ่านมา แต่มันคือประกาศิตแห่งการตัดขาด
อัคนีเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอแล็ปท็อป ดวงคมกริบสีนิลคู่นั้นกวาดมองแผ่นกระดาษบนโต๊ะแวบหนึ่ง ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาสบตากับภรรยา นัยน์ตาของนักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลฉายแววเย้ยหยันและรำคาญใจอย่างไม่ปิดบัง เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะที่บาดลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจของผู้ฟัง
"รินรดา... เธอเล่นมุกอะไรอีกแล้ว?" น้ำเสียงของอัคนีเจือความเหยียดหยามอย่างชัดเจน "อยากได้กระเป๋าใบใหม่ หรืออยากได้หุ้นเพิ่มอีกกี่เปอร์เซ็นต์ ถึงได้ลงทุนเอาเอกสารปลอมนี่มาป่วนฉันตอนกำลังเคลียร์งานสำคัญ"
"ฉันไม่ได้ล้อเล่น และนี่ไม่ใช่เอกสารปลอมค่ะ" รินรดากล่าวแย้งทันควัน น้ำเสียงของเธอยังคงนิ่งสงบ แต่มันมั่นคงเสียจนอัคนีต้องขมวดคิ้วมุ่น ความรู้สึกหงุดหงิดพลุ่งพล่านขึ้นมาในอกอย่างไม่มีสาเหตุ เมื่อพบว่าผู้หญิงที่เคยยอมก้มหัวให้เขามาตลอด กำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาที่มองไม่เห็นค่าเขาอยู่ในสายตาอีกต่อไปแล้ว
"อ่านรายละเอียดให้ดีเสียก่อนนะคะ ฉันไม่ต้องการทรัพย์สินอะไรเลยสักบาท หุ้นในบริษัทของตระกูลอัคร decha ฉันสละสิทธิ์ทั้งหมด เงินในบัญชีส่วนกลางฉันไม่เคยแตะต้อง สิ่งเดียวที่ฉันต้องการในตอนนี้ มีเพียงอิสรภาพของฉันคืนมา... และสิทธิ์ในการเลี้ยงดูน้องรินทร์แต่เพียงผู้เดียว"
คำว่า 'อิสรภาพ' และ 'น้องรินทร์' ทำให้อัคนีถึงกับแค่นยิ้มออกมาด้วยความขบขันแกมดูถูก เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทคัตติ้งเนี้ยบก้าวเข้ามาประชิดตัวภรรยาอย่างคุกคาม กลิ่นกายหอมเย็นผสมผสานกับบุหรี่ราคาแพงลอยเข้าแตะจมูก แต่รินรดากลับไม่ถอยหลังหนีแม้แต่ก้าวเดียว เธอยืดตัวตรง เชิดหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไม่เกรงกลัวเหมือนแต่ก่อน
อัคนีโน้มใบหน้าลงมาใกล้ จนกระทั่งลมหายใจอุ่นร้อนรดอยู่ข้างแก้ม น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาด้วยถ้อยคำเชือดเฉือนที่มักใช้ทำลายความมั่นใจของเธอเสมอ
"เธอคิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงกล้ามาต่อรองกับฉัน? รินรดา... คนอย่างเธอ ถ้าไม่มีฉันคอยชุบเลี้ยงไว้ ป่านนี้คงระเหเร่ร่อนไปอยู่ที่ไหนแล้ว ลูกของเธอ... ก็คือทายาทตระกูลอัครเดชา ไม่มีทางที่ฉันจะปล่อยให้เด็กคนนั้นไปตกระกำลำบากกับผู้หญิงไร้น้ำยาอย่างเธอหรอก"
คำพูดดูถูกเหยียดหยามเหล่านั้น หากเป็นเมื่อก่อน รินรดาคงสะอื้นไห้และกอดขาอ้อนวอนขอความเห็นใจไปแล้ว แต่ในวินาทีนี้ หัวใจของเธอกลับด้านชาจนด้านชา เธอยกยิ้มมุมปาก ยิ้มที่ส่งไม่ถึงดวงตา ยิ้มที่ทำให้อัคนีรู้สึกหน Icy แปลกๆ วิ่งพล่านไปตามสันหลัง
"ผู้หญิงไร้น้ำยาคนนี้แหละค่ะ ที่คุณเคยจดทะเบียนสมรสด้วยอย่างเต็มใจเมื่อสี่ปีที่แล้ว และตอนนี้ ผู้หญิงไร้น้ำยาคนนี้ ก็กำลังใช้สิทธิ์ตามกฎหมายในการขอหย่าขาดจากคุณ... ผู้ชายไร้หัวใจ"
"รินรดา!" อัคนีคำรามต่ำด้วยความโกรธกริ้ว อีโก้ของนักธุรกิจหนุ่มผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ใครกำลังถูกท้าทายอย่างรุนแรง มือหนาเอื้อมไปคว้าข้อมือเล็กของเธอไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว แรงบีบนั้นมากพอที่จะทำให้ผิวเนื้อเนียนขึ้นรอยแดงช้ำ แตารินรดากลับไม่มีแม้แต่เสียงร้องเล็ดลอดออกมา มีเพียงแววตาเจ็บปวดวูบหนึ่งที่ถูกกลบฝังลงไปอย่างรวดเร็วภายใต้ความเย็นชา
"ปล่อยค่ะ" เธอเอ่ยเสียงเรียบ "ถ้าคุณไม่เซ็น ฉันจะยื่นฟ้องศาล และรับรองว่าเรื่องราวความสัมพันธ์ลับๆ ระหว่างคุณกับคุณพราวพิลาส คงได้ไปปรากฏอยู่บนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจทุกฉบับแน่ค่ะ"
ชื่อของพราวพิลาสเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงกลางห้องทำงาน อัคนีชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาสีนิลหรี่แคบลงด้วยความตกใจปนระост ความลับที่เขาคิดว่าปกปิดไว้อย่างดี เหตุใดผู้หญิงที่วันๆ เอาแต่เลี้ยงลูกอยู่ในคฤหาสน์ถึงล่วงรู้ได้
"เธอ... รู้ได้ยังไง?" เสียงของเขาเข้มขึ้น
"ความลับไม่มีในโลกหريكหรอกค่ะคุณอัคนี สิ่งที่ฉันทนมาตลอดสี่ปี ไม่ใช่เพราะฉันโง่และไม่รู้ แต่เพราะฉันเคยโง่คิดว่าความดีจะชนะใจคนอย่างคุณได้ต่างหาก แต่ตอนนี้... ตาสว่างแล้วค่ะ" รินรดากระชากข้อมือของตัวเองออกจากพันธนาการของเขาอย่างเด็ดเดี่ยว แม้ผิวเนื้อจะขึ้นรอยแดงเด่นชัดเธอก็ไม่สนใจ
เธอก้มลงหยิบกระเป๋าหนังสีดำสนิทขึ้นมาสะพายไหล่ ก่อนจะหมุนตัวเดินหันหลังให้เขาอย่างไร้เยื่อใย
"ฉันให้เวลาคุณคิดทบทวนสามวัน ถ้าใบหย่าไม่ถูกส่งมาที่ทนายความของฉัน เราคงต้องไปเจอกันที่ศาล และถึงตอนนั้น... คุณคงไม่อยากให้ชื่อเสียงของตระกูลอัครเดชาต้องมัวหมองเพราะเรื่องหย่าร้างอื้อฉาวหรอกนะคะ"
ประโยคสุดท้ายทิ้งไว้ท่ามกลางความเงียบงัน อัคนียืนนิ่งค้างอยู่กับที่ สายตาร้อนผ่าวด้วยความโกรธระคนสับสน เขามองแผ่นหลังบอบบางที่เดินจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว ประตูห้องทำงานปิดลงเบื้องหลังเธอ พร้อมกับเสียงหัวใจของเขาที่กระหน่ำเต้นรัวอย่างผิดจังหวะ—จังหวะที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อนตลอดชีวิตการแต่งงานที่ผ่านมา
ความว่างเปล่าแล่นริ้วเข้ามาในอกอย่างกะทันหัน ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญยิ่งกำลังหลุดลอยหลุดมือไปตลอดกาล
สองวันผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับโกหก รินรดาย้ายออกมาจากคฤหาสน์ตระกูลอัครเดชาโดยไม่หันกลับไปมองแม้แต่น้อย เธอกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในอพาร์ตเมนต์ขนาดกะทัดรัดแต่สะอาดสะอ้าน ย่านชานเมือง แม้จะไม่มีความหรูหราสุขสบายเหมือนเก่า แต่ที่นี่... เต็มไปด้วยอากาศบริสุทธิ์และเสียงหัวเราะใสๆ ของเด็กชายวัยสี่ขวบ
"คุณแม่ครับ วันนี้คุณแม่ทำอะไรกินเหรอคับ น้องรินทร์หิวแล้วน้า"
เสียงเล็กๆ ของเด็กชายหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม ที่ถอดแบบโครงหน้ามาจากผู้เป็นพ่ออย่างไม่มีผิดเพี้ยน เอ่ยถามขึ้นขณะวิ่งเข้ามาซุกตัวเข้ากับอ้อมกอดของเธอ รินรดาย่อตัวลงโอบกอดลูกชายแน่น หยาดน้ำตาแห่งความตื้นตันเอ่อคลอเบ้า แต่มันคือหยาดน้ำตาแห่งความสุขที่ได้ปกป้องดวงใจดวงนี้ไว้ได้
"วันนี้แม่ทำไข่เจียวหมูสับของโปรดน้องรินทร์เลยค่ะคนเก่ง" เธอพรมจูบลงบนหน้าผากเนียนนุ่มของลูกชายด้วยความรักล้นปรี่
ขณะที่สองแม่ลูกกำลังจะเดินเข้าไปในครัว เสียงกริ่งประตูหน้าห้องก็ดังขึ้น ก๊อกๆๆ
รินรดากล่าวบอกให้ลูกชายรออยู่ในห้องรับแขกครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปเปิดประตูด้วยความสงสัย เนื่องจากที่นี่ไม่มีใครล่วงรู้ที่อยู่ของเธอนอกจากทนายความส่วนตัว
เมื่อบานประตูเปิดออก ร่างสูงสง่าในชุดสูทสีเข้มที่ยับยู่ยี่เล็กน้อยและดูเหนื่อยล้าจนผิดวิสัยของนักธุรกิจหนุ่มผู้รักความสมบูรณ์แบบก็ปรากฏแก่สายตา อัคนียืนหอบหายใจเล็กน้อย ดวงตาสีนิลคู่นั้นแดงก่ำและเต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจที่ไม่อาจปิด
เขากวาดสายตามองรินรดาด้วยความรู้สึกหลากหลาย ก่อนที่สายตาคมกริบจะเลื่อนผ่านไหล่บางของเธอเข้าไปด้านในห้องโถงเล็กๆ นั้น
และในวินาทีนั้นเอง... ร่างเล็กจ้อยของเด็กชายวัยสี่ขวบที่หน้าตาถอดพิมพ์ทรงเดียวกับเขาเป๊ะ ก็วิ่งดุ๊กๆ ออกมาพร้อมกับถือหุ่นยนต์ของเล่นในมือ
"คุณแม่ฮะ! น้องรินทร์หาหุ่นยนต์ตัวโปรดเจอแล้ว... เอ๊ะ? คุณลุงคนนี้เป็นใครเหรอครับคุณแม่ ทำไมหน้าตาเหมือนคุณลุงใจร้ายในทีวีจังเลย?"
อัคนีแข็งค้าง ราวกับถูกสายฟ้าฟาดซ้ำสองเข้ากลางกระบาล เมื่อดวงตาสีนิลสบประสานเข้ากับดวงตากลมโตคู่สวยของเด็กชายที่เอียงคอมองเขาด้วยความสงสัยใคร่รู้... เด็กชายที่เขาเคยพูดดูถูกว่าเป็น "เด็กไร้น้ำยา" โดยไม่เคยเฉลียวใจเลยแม้แต่น้อย ว่าเด็กคนนี้คือเลือดเนื้อเชื้อไขแท้ๆ ของเขาเอง!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางในความเจ็บปวดนี้ไปกับ "เมฆหมอกสีชมพู" นะคะ
หย่าแล้วไง? ก็แค่ถอยไปเป็นคนแปลกหน้า•ตอนที่ 1
ใบหย่าที่ไร้รอยยิ้ม
ผลงานโดย เมฆหมอกสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมฆหมอกสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วไง? ก็แค่ถอยไปเป็นคนแปลกหน้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!