"ถ้าคุณยังผัดซอสด้วยความเร็วระดับเต่าอืดแบบนั้น เมนูนี้คงได้กลายเป็นหมูตุ๋นซากฟอสซิลก่อนที่ฉันจะได้ชิมนะคะ เชฟธันวา"
เสียงหวานใสที่เจือความกวนประสาทเล็กๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องครัวสเตนเลสสตีลปลอดเชื้อ รินรดาไม่ได้มาในฐานะนักวิจารณ์ปากกล้าที่จ้องจะเหยียบย่ำผลงานของใครอีกต่อไปแล้วในค่ำคืนนี้ แต่เธอกำลังยืนสวมผ้ากันเปื้อนสีดำสนิท เปื้อนคราบแป้งและซอสบริเวณชายผ้าอย่างไม่ห่วงสวย ยืนจังก้าอยู่เบื้องหน้าเชฟอัจฉริยะผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเนี๊ยบ
ธันวาหยุดมือที่กำลังเตรียมเนื้อวัวสายพันธุ์ดี ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาหันมามองคนตัวเล็กที่ถือวิสาสะเข้ามาช่วยจัดการสเตชันซอสโดยไม่ได้รับอนุญาต รอยยิ้มเยาะหยันแบบฉบับคนปากร้ายถูกยกขึ้นที่มุมปาก
"ใครอนุญาตให้คุณเข้ามาล้ำเส้นเขตแดนของผมครับ... คุณนักวิจารณ์ไร้ชื่อ" เขาเน้นเสียงทุ้มต่ำอย่างจงใจยั่วโมโห "ครัวของ 'The Table' ไม่ใช่สนามเด็กเล่น ที่อยากจะเข้ามาจับตะหลิวตามใจชอบก็ได้"
"ก็เห็นว่าเชฟผู้แสนยิ่งใหญ่กำลังหัวหมุนกับการเคลียร์ออเดอร์วีไอพีจนหน้าดำคร่ำเครียดต่างหากล่ะคะ ฉันถึงต้องเสียสละเวลาอันมีค่ามาช่วยกู้ชื่อเสียงให้ร้านคุณ ไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้หัวข้อคอลัมน์คงไม่พ้นเรื่อง 'เชฟมือทองสติหลุดกลางห้องครัว' แน่ๆ" รินรดาเถียงกลับทันควัน ดวงตากลมโตพราวระยับด้วยความท้าทาย เธอไม่มีทีท่าว่าจะเกรงกลัวรัศมีอันเย็นชาของเขาเลยสักนิด
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองตึงเครียดและอบอวลไปด้วยความอัดอั้นบางอย่างที่สะสมมาหลายตอน เคมีที่ดึงดูดและผลักไสในเวลาเดียวกันทำให้ลูกมือคนอื่นๆ ในครัวต่างพากันก้มหน้าก้มตาทำงานเงียบกริบ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ธันวากวาดสายตามองสภาพของหญิงสาวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เส้นผมสีน้ำตาลเข้มที่เคยถูกเซ็ตไว้อย่างดี ตอนนี้หลุดรุ่ยลงมาคลอเคลียกรอบหน้าเนียนที่มีเม็ดเหงื่อผุดพรายจากการยืนหน้าเตาร้อนๆ เป็นเวลานาน มือเรียวบางที่ปกติใช้จับปากกาจิกกัดคนอื่น บัดนี้กลับเปอะเปื้อนไปด้วยคราบเครื่องเทศ แต่เธอกลับไม่มีแววตาของความเหนื่อยล้าให้เห็นเลย มีเพียงประกายความมุ่งมั่นที่ฉายชัดอย่างดื้อรั้น
หญิงสาวกำลังพยายามพิสูจน์บางอย่าง... ไม่ใช่แค่ให้เขาเห็น แต่เพื่อตัวเธอเองด้วย
ธันวารู้สึกถึงบางสิ่งที่สั่นไหวเบาๆ ในอกซ้าย ความรู้สึกแปลกประหลาดที่เขาไม่ได้สัมผัสมานานนับตั้งแต่ก้าวขึ้นมาสู่จุดสูงสุดในฐานะเชฟมืออาชีพ ความคาดหวัง ความกดดัน และความสมบูรณ์แบบที่เขาแบกรับไว้ มันทำให้หัวใจของเขาด้านชาไปหมด จนกระทั่งได้มาพบกับยัยตัวแสบปากเก่งคนนี้ ที่เข้ามาปั่นป่วนชีวิตเขาด้วยความจริงใจและความดื้อรั้นแบบไร้กรอบ
รินรดากำลังตั้งอกตั้งใจเคี่ยวซอสเกรวีสูตรพิเศษ มือเล็กๆ คนส่วนผสมในหม้อด้วยจังหวะสม่ำเสมอ สีหน้าของเธอจริงจังเสียจนน่าขันในสายตาของเขา ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันแน่นเมื่อเกือบจะทำซอสล้นขอบหม้อ ท่าทางเงอะงะแต่น่าเอ็นดูนั้นทำให้ธันวาเผลอชะงักไปชั่วขณะ
รอยยิ้ม... ที่เขาไม่ได้มอบให้ใครมานานแสนนาน ค่อยๆ คลี่ออกที่มุมปากของเชฟหนุ่มอย่างไม่รู้ตัว
มันไม่ใช่รอยยิ้มเยาะหยัน ไม่ใช่รอยยิ้มทางการค้า และไม่ใช่รอยยิ้มเพื่อรักษาภาพลักษณ์ แต่มันคือรอยยิ้มที่มาจากความเอ็นดูและความยอมรับจากก้นบึ้งของหัวใจ ธันวายืนมองผู้หญิงที่เคยประกาศตัวเป็นศัตรูคู่อาฆาต กำลังทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยกอบกู้สถานการณ์ในครัวของเขาอย่างไม่ห่วงเหน็ดเหนื่อย ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลซึมเข้าสู่รอยร้าวในใจที่เย็นชามานาน
"ยิ้มอะไรคะ?" รินรดาหันมาเจอสายตาและรอยยิ้มที่เปลี่ยนไปของเขาพอดี เธอชะงักไปเล็กน้อย หัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างกะทันหันเมื่อเจอสายตากรุ้มกริ่มที่เจือความอ่อนโยนคู่นั้น "ฉัน... ฉันทำอะไรตลกเหรอ ทำไมต้องมองด้วยสายตาแบบนั้นด้วย!"
"เปล่าครับ..." ธันวาตอบเสียงนุ่มโดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงที่เคยแข็งกระด้างกลับเจือความอบอุ่นจนน่าประหลาด เขาก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวเธออย่างไร้เสียง จนรินรดาต้องถอยหลังไปจนแผ่นหลังชนเข้ากับเคาน์เตอร์สเตนเลสเย็นเฉียบ
พื้นที่รอบตัวแคบลงทันตาเห็นเมื่อร่างสูงใหญ่ของเชฟหนุ่มโน้มตัวลงมา กลิ่นอายความเป็นผู้ชายผสมผสานกับกลิ่นหอมจางๆ ของโรสแมรี่และไวน์แดงลอยเข้ามาแตะจมูก รินรดาแทบจะลืมวิธีหายใจ สมองที่เคยฉับไวและมีคำคมไว้โต้เถียงนับร้อย กลับขาวโพลนขึ้นมาเสียดื้อๆ
"เชฟ... ถอยไปหน่อยค่ะ ใกล้เกินไปแล้วนะ" เธอกระซิบเสียงสั่น พยายามใช้มือดันอกแกร่งของเขาไว้ แต่ธันวากลับไม่มีทีท่าว่าจะถอยหนี เขากลับฉวยมือข้างที่เปื้อนคราบแป้งของเธอขึ้นมาเบาๆ ปลายนิ้วเรียวอุ่นจัดปัดเศษแป้งที่แก้มเนียนออกอย่างทะนุถนอม สายตาที่มองมาลึกซึ้งเสียจนรินรดาไม่กล้าสบตา
"ขอบคุณนะครับ..." เสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดริมหูจนขนลุกซู่ "ที่ยอมเหนื่อยเพื่อผม... ยัยนักวิจารณ์ไร้ชื่อ"
บรรยากาศกำลังหวานชื่นและเคมีกำลังฟินจิกหมอนจนแทบจะละลาย ทว่าจังหวะนั้นเอง...
*ปัง!*
ประตูห้องครัวเปิดกระแทกเสียงดังสนั่นจนทุกคนสะดุ้งโหย่ง ร่างสูงสง่าของชายหนุ่มในชุดสูทสากลราคาแพงก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าถมึงทึง ดวงตาคมกริบกวาดมองภาพความใกล้ชิดของทั้งคู่ด้วยแววตาวาวโรจน์ ก่อนจะเอ่ยชื่อขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกที่ทำให้ธันวาต้องชักสีหน้าทันที
"ธันวา... แกกล้าดียังไงถึงเอาเวลาของร้าน ไปคลอเคลียกับผู้หญิงคนนี้!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
เซฟโซนของเชฟปากร้ายกับยัยนักวิจารณ์ไร้ชื่อ•ตอนที่ 15
รอยยิ้มที่หายาก
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของเชฟปากร้ายกับยัยนักวิจารณ์ไร้ชื่อ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!