เซฟโซนของเชฟปากร้ายกับยัยนักวิจารณ์ไร้ชื่อ•ตอนที่ 10

กลิ่นอายความนุ่มนวล

ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
คราบซอสมะเขือเทศแห้งกรังบนขอบสเตนเลสสตีลราคาแพงไม่ใช่สิ่งที่เชฟระดับมิชลินสตาร์จะปล่อยให้เกิดขึ้น... ยกเว้นเสียแต่ว่าเจ้าของครัวคนนั้นกำลังสติหลุดจนไม่สนใจแม้กระทั่งความสะอาด "คุณรินรดา ถ้าสมองส่วนหน้าของคุณยังพอมีพื้นที่เหลือสำหรับการคิดวิเคราะห์ ช่วยกรุณาย้ายก้นออกไปจากเคาน์เตอร์เตรียมของด้วยค่ะ มันเกะกะสายตา และที่สำคัญ... เกะกะการทำงานของฉัน" เสียงทุ้มต่ำที่มักจะเคลือบด้วยน้ำแข็งเสมอในยามปกติ ทว่าในเวลานี้กลับเจือความอ่อนล้าบางเบาจนเกือบกลายเป็นเสียงกระซิบ ธันวาไม่ได้หันมามองหน้าเธอด้วยซ้ำตอนที่เอ่ยปาก เขายังคงงبيอยู่กับการลับมีดเชฟคู่ใจ ใบมีดเหล็กกล้าสีเงินวาววับเสียดสีกับหินลับมีดส่งเสียงครูดคราดบาดหูในความเงียบสงบของยามวิกาล ครัวปิดไปนานแล้ว ลูกค้ากลุ่มสุดท้ายเพิ่งเดินออกจากร้านเมื่อชั่วโมงก่อน แต่พวกเขาทั้งคู่ยังคงติดแหง็กอยู่ในพื้นที่สี่เหลี่ยมแคบๆ นี้ด้วยเหตุผลที่รินรดาก็ยังไม่อยากยอมรับกับตัวเอง รินรดากัดริมฝีปากล่างเบาๆ เธอไม่ได้ขยับตัวตามคำสั่งทันทีอย่างที่เขาคาดหวัง ดวงตากลมโตสำรวจแผ่นหลังกว้างที่ไหวโยกตามจังหวะการขยับมือของชายหนุ่ม เสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนขึ้นถึงข้อศอกเผยให้เห็นเส้นเลือดปูดโปนบนท่อนแขนแข็งแรงที่ผ่านงานหนักมาทั้งวัน ไม่มีคราบความเนี๊ยบไร้ที่ติเหมือนตอนที่เขาอยู่หน้าสื่อหรือยืนต้อนรับแขกคนสำคัญ มีเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังพยายามใช้ความเงียบงันสมานรอยร้าวในตัวตนที่แตกสลาย "ปากจัดไม่เปลี่ยนเลยนะคะเชฟ" รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ พยายามรักษากำแพงความมั่นใจของตัวเองเอาไว้ด้วยการกอดอก "ฉันอุตส่าห์มีน้ำใจอยู่เป็นเพื่อนตรวจสต็อกวัตถุดิบจนดึกดื่น แทนที่จะขอบคุณ ยัยนักวิจารณ์ไร้ชื่อคนนี้กลับโดนไล่เหมือนหมูเหมือนหมาซะงั้น" "ฉันไม่เคยขอให้คุณอยู่" ธันวาหยุดมือที่กำลังลับมีด เขาเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาคมกริบคู่นั้นตวัดกลับมามองเธอ นัยน์ตาสสีเข้มคู่นั้นไม่ได้ดุดันหรือเย็นชาเหมือนทุกที แต่มันไหวระริกด้วยบางอารมณ์ที่รินรดาอ่านไม่ออก "และอีกอย่าง... คุณไม่ใช่หมูหรือหมา คุณเป็นความวุ่นวายที่เดินได้ต่างหาก" บรรยากาศระหว่างพวกเขาตึง eดขึ้นมาทันทีในระยะประชิด กลิ่นอายของแป้งโดว์ กลิ่นเนยจางๆ และกลิ่นอายเฉพาะตัวของผู้ชายคนนี้ลอยอบอวลอยู่ในอากาศแคบๆ รินรดาลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอนึกถึงเหตุการณ์เมื่อช่วงหัวค่ำ ภาพที่ธันวาได้รับโทรศัพท์สายหนึ่ง—สายที่เธอไม่รู้ว่ามาจากใคร แต่เพียงแค่ไม่กี่วินาทีหลังจากกดรับ ใบหน้าคมคายนั้นก็ซีดเผือด มือที่ถือโทรศัพท์สั่นเทาเล็กน้อยก่อนที่เขาจะตวาดใส่ลูกน้องด้วยความเกรี้ยวกราดอย่างไร้เหตุผล เป็นความเกรี้ยวกราดที่เจือด้วยความหวาดกลัวอย่างชัดเจนจนเธอสัมผัสได้ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอตัดสินใจไม่เดินออกจากร้านตามที่ตั้งใจไว้ "เพราะพ่อของคุณใช่ไหมคะ?" คำถามนั้นหลุดออกจากปากของรินรดาก่อนที่เธอจะทันได้กลั่นกรองมันเสียด้วยซ้ำ ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมพื้นที่ทันที เสียงครูดคราดของหินลับมีดหยุดลงอย่างกะทันหัน ธันวาชะביงักนิ่งไป ร่างสูงใหญ่แข็งค้างราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน แผ่นหลังที่หันเข้าหาเธอเกร็งแน่นขึ้นจนสังเกตเห็นได้ "คุณรู้บ้าอะไร" เสียงของธันวาต่ำทุบลงไปอีก มันแหบพร่าและเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธที่พยายามสะกดกลั้นเอาไว้ "อย่ามาทำตัวรู้ดีในเรื่องที่คุณไม่มีวันเข้าใจ รินรดา" "ฉันอาจจะไม่เข้าใจว่าตระกูลเชฟชื่อดังระดับประเทศเขาคาดหวังอะไรจากลูกชายคนโตบ้างหรอกค่ะ" รินรดาก้าวเท้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด เธอไม่ได้ถอยหนีแม้จะรับรู้ได้ถึงรัศมีอันตรายที่แผ่ออกมาจากตัวเขา "แต่ฉันเข้าใจความรู้สึกของการพยายามวิ่งตามมาตรฐานที่คนอื่นขีดไว้ให้... จนกระทั่งเหนื่อยหอบ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวตนที่แท้จริงของเรามันหายไปไหน" ธันวาหันขวับกลับมามองเธอ ดวงตาสีเข้มวาวโรจน์ด้วยความไม่พอใจระคนตกใจ เขาวางมีดในมือลงบนเคาน์เตอร์เสียงดังลั่นจนรินรดาสสะดุ้ง ชายหนุ่มก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอด้วยความรวดเร็ว บีบบังคับให้เธอต้องถอยหลังจนสะโพกชนเข้ากับขอบเคาน์เตอร์สแตนเลสอย่างไร้ทางหนี "คุณคิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงกล้าเข้ามาจุ้นจ้านในชีวิตฉัน?" ธันวาก้มตัวลงมา ใบหน้าของเขาอยู่ห่างจากเธอเพียงแค่คืบ ลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นมินต์จางๆ ปัดผ่านปลายจมูกของเธอ "คิดว่าเขียนบทความวิจารณ์อาหารสองสามบรรทัดแล้วจะเข้าใจทุกอย่างเกี่ยวกับฉันงั้นเหรอ? คุณไม่รู้อะไรเลย รินรดา... คุณไม่รู้อะไรเกี่ยวกับความกดดันที่ต้องแบกรับชื่อเสียงของตระกูลนี้ไว้บนบ่าเลยสักนิด!" "แล้วทำไมคุณถึงไม่ยอมวางมันลงล่ะคะ?!" รินรดาโพล่งขึ้นมาบ้าง ความอดทนที่มีต่อท่าทีดื้อรั้นของเขาหมดลง เธอยกมือขึ้นดันแผงอกกว้างของเขาไว้ แม้ตัวเธอจะเล็กกว่าเขามาก แต่แรงอารมณ์ที่อัดแน่นอยู่ข้างในทำให้เธอไม่คิดจะหลบสายตา "ถ้าการทำอาหารตามความคาดหวังของคนอื่นมันทำให้คุณต้องทำหน้าเหมือนคนใกล้ตายทุกครั้งแบบนี้ ทำไมคุณถึงไม่เลิกทำมันซะล่ะ!" คำพูดนั้นราวกับมีตบะบางอย่างที่ทำให้ธันวาชะงักง้าง ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความโกรธเกรี้ยวที่เคยพวยพุ่งเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความว่างเปล่าและความร้าวรานที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่ผู้ชายปากร้ายคนนี้จะปกปิดมันไว้ได้มิด "มันไม่ง่ายขนาดนั้น..." เสียงของเขาอ่อนลง ยวบยาบลงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบที่เปราะบาง ธันวาหลุบตาลงมองมือของรินรดาที่ยังคงวางอยู่บนแผงอกของเขา ก่อนที่มือหนาใหญ่จะยกขึ้นมาทาบทับลงบนมือของเธออย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นจัดจากฝ่ามือของเขาทำให้หัวใจของรินรดากระตุกวูบ "ถ้าฉันไม่ทำอาหาร... ฉันก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเหลืออะไรให้อีก ทุกอย่างที่ฉันเป็น ทุกสิ่งที่ฉันสร้างขึ้นมา มันถูกผูกติดไว้กับเตาไฟพวกนี้หมดแล้ว..." ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่เต็มไปด้วยความอึดอัดหรือการเชือดเฉือน หากแต่มันคือความนุ่มนวลที่แปลกประหลาด กลิ่นอายความอบอุ่นจากร่างกายของธันวาแผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้าเข้ามาจนรินรด้ารู้สึกได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่ดังสะท้อนอยู่ในอกของอีกฝ่าย—มันเต้นแรงและสั่นไหวไม่ต่างจากเธอเลย รินรดาลดมือลงจากการผลักไส ปลายนิ้วเรียวเผลอขยับไปสัมผัสกับเนื้อผ้าบริเวณหัวใจของเขาโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกโกรธเคืองก่อนหน้านี้แปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจอย่างช้าๆ เธอมองเห็นรอยแผลเป็นที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสมบูรณ์แบบที่เขาพยายามสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเอง ผู้ชายคนนี้ไม่ได้เย็นชา... เขากลัวต่างหาก กลัวที่จะล้มเหลว กลัวที่จะสูญเสียการยอมรับ และกลัวว่าถ้าวันหนึ่งเขาหยุดวิ่ง เขาจะไม่เหลือใครเลย "งั้นก็ไม่ต้องวิ่งคนเดียวสิคะ..." รินรดาเอמהเสียงแผ่วเบา ดวงตากลมโตมองสบเข้าไปในนัยน์ตาคู่คมอย่างจริงจัง ไม่มีแววเยาะหยัน ไม่มีคำวิจารณ์เชือดเฉือน มีเพียงความจริงใจที่สะท้อนอยู่ข้างใน "ถ้าเตาไฟมันร้อนเกินไป หรือการแบกรับมันหนักหนาเกินกว่าจะไหว... ก็แค่หยุดพักบ้าง ยัยนักวิจารณ์ปากจัดคนนี้ไม่ได้ใจร้ายขนาดที่จะคอยจับผิดคุณตลอดเวลาหรอกนะ" ธันวาชะงักค้างไปอีกรอบ ริมฝีปากหยักลึกเม้มเข้าหากันเล็กน้อย นัยน์ตาสสีเข้มคู่นั้นจ้องมองใบหน้าของเธอเนิ่นนาน ราวกับกำลังพยายามค้นหาความหมายเบื้องหลังคำพูดนั้น รัศมีเย็นชาที่เคยห่อหุ้มตัวเขาไว้บัดนี้ละลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังพยายามหาเซฟโซนในโลกอันโหดร้าย ใบหน้าของธันวาค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ทีละนิด ความใกล้ชิดที่ไร้ซึ่งการระแวดระวังทำให้ลมหายใจของทั้งคู่ผสานเป็นหนึ่งเดียว รินรดารู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วขึ้นมาบนพวงแก้ม หัวใจของเธอเต้นรัวระรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงเรื่อยๆ จนเหลือเพียงแค่เส้นบางๆ กั้นกลาง ธันวาหลุบตามองริมฝีปากของเธอก่อนจะเงยขึ้นสบตากับเธออีกครั้ง แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความโหยหาที่เจ้าตัวอาจจะไม่ได้ตั้งใจแสดงออกด้วยซ้ำ มือหนาที่กุมมือเธออยู่เปลี่ยนเป็นฝ่ายกระชับแน่นขึ้นอย่างลืมตัว ทว่า ในวินาทีที่ริมฝีปากของพวกเขากำลังจะสัมผัสกัน เสียงกริ่งประตูหน้าร้านที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันก็ทำลายมนต์สะกดทุกอย่างลงทันที! *กริ๊งงงง!* เสียงสัญญาณเตือนภัยปลอมๆ หรือเสียงแขกยามวิกาลกันแน่? ธันวาผละออกจากเธอราวกับโดนไฟลวก สีหน้าของเขากลับคืนสู่ความเย็นชาและตื่นตัวในเสี้ยววินาที รินรดาสะดุ้งสุดตัว รีบผละถอยหลังออกจากเคาน์เตอร์ด้วยใบหน้าที่แดงก่ำจนลามไปถึงใบหู ประตูห้องครัวผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างระหงในชุดเดรสหรูหราที่ดูไม่เข้ากับบรรยากาศยามดึกของร้านอาหารแห่งนี้เลยแม้แต่น้อย ดวงตาคู่คมของหญิงสาวผู้มาใหม่กวาดตามองพวกเขาทั้งคู่อย่างรวดเร็ว ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าของธันวาด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ "ไงจ๊ะ ลูกชายตัวดี... แม่บอกแล้วใช่ไหม ว่าอย่ามัวแต่เสียเวลาอยู่กับพวกแมลงเม่าไร้ค่าในครัวจนลืมหน้าที่ที่แท้จริงของตัวเอง" ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะมาสัมผัสความอบอุ่นและร่วมลุ้นไปกับความรู้สึกของธันวาและรินรดานะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของเชฟปากร้ายกับยัยนักวิจารณ์ไร้ชื่อ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%