เสียงก๊าสแก้วไวน์กระทบกันเบา ๆ ในมุมหนึ่งของงานเลี้ยงเปิดตัวโครงการรีสอร์ทหรูริมน้ำ ไม่ได้ทำให้บรรยากาศรอบตัวผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน อุณหภูมิความกดอากาศระหว่างคนสองกลุ่มกลับลดฮวบลงจนติดลบ
"บังเอิญจริงนะครับที่คุณขวัญข้าว ไม่คิดว่าจะได้เจอสถาปนิกภูมิทัศน์มือทองจากโปรเจกต์คู่แข่งในงานนี้"
พศินส่งยิ้มพิมพ์ใจ รอยยิ้มที่เคลือบไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์และสายตาที่แพรวพราวเกินความจำเป็น เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวขวัญข้าวในระยะที่ใกล้กว่ามารยาททางสังคมอันควรจะปฏิบัติ ใบหน้าคมคายตามแบบฉบับชายหนุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่พยายามฉายแววเป็นมิตร แต่สำหรับคนมองอย่างธันวาแล้ว มันคือรอยยิ้มของสุนัขจิ้งจอกที่กำลังจ้องจะตะครุบเหยื่อ
ขวัญข้าวขมวดคิ้วมุ่นทันทีเมื่อเห็นหน้าตัวปัญหา แววตาสดใสเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นความระแวดระวัง เธอก้าวถอยหลังครึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่าง "โลกมันกลมดีนะคะคุณพศิน หรือจริง ๆ แล้ว... คุณตั้งใจเดินมาหาเรื่องแถวนี้กันแน่"
"พูดจาแทงใจดำอีกแล้วนะครับเนี่ย ผมแค่เห็นคุณยืนคนเดียว เลยอยากมาทักทายในฐานะเพื่อนร่วมวงการ... หรือบางที เราอาจจะร่วมงานกันในอนาคตก็ได้" พศินไม่เพียงแต่ไม่ถอย เขายังจงใจขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด พร้อมกับยื่นนามบัตรเคลือบทองคำขาวในมือออกมาตรงหน้าขวัญข้าว "เผื่อคุณสนใจเปลี่ยนใจมาอยู่ฝ่ายที่ชนะ โปรเจกต์นี้จะได้มีสีสันขึ้นอีกเยอะ"
บรรยากาศรอบตัวคล้ายถูกแช่แข็งในเสี้ยววินาทีนั้น
ธันวาที่ยืนถือแก้วน้ำแร่เย็นเฉียบอยู่ข้าง ๆ หุบยิ้มฉับพลัน แววตาอบอุ่นและอ่อนโยนที่เขามักจะใช้มองขวัญข้าวเสมอเมื่อไม่กี่นาาทีก่อน แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก สันจมูกโดเป็นสันคมขึ้นตามแรงขบกราม เส้นเลือดบริเวณขมับเต้นตุบด้วยความกรุ่นโกรธที่พยายามสะกดกลั้นไว้อย่างสุดความสามารถ
ชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทคัตติ้งเนี๊ยบก้าวเข้ามาแทรกกลางระหว่างทั้งสองคนอย่างไร้รอยต่อ แรงกระแทกจากการแทรกตัวนั้นทำให้นามบัตรในมือพศินเกือบหลุดร่วง ธันวาใช้ไหล่กว้างของตัวเองดันพศินให้ถอยออกไปห่าง ๆ โดยอัตโนมัติ ก่อนจะหันไปสบตากับคู่แข่งทางธุรกิจด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่ไปไม่ถึงดวงตา
"ขอโทษทีนะครับ พอดีมือผมไม่ค่อยว่าง เลยมองไม่เห็นว่ามีคนกำลังยืนล้ำเส้นเขตปลอดภัยของคนอื่นอยู่" เสียงทุ้มต่ำของธันวาเอ่ยขึ้นอย่างเรียบเรื่อย แต่กลับทรงพลังจนคนฟังรู้สึกหนสันหลังวาบ
พศินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ปรับสีหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาฟอร์ม แต่แววตากลับฉายแววท้าทาย "อ้าว... คุณธันวา ผมแค่มารยาทงามทักทายเพื่อนร่วมงานของคุณเองครับ ไม่ยักรู้ว่าสถาปนิกผู้ทรงเกียรติอย่างคุณ จะหวงพื้นที่สีเขียวตรงนี้เสียจนต้องทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของขนาดนี้"
"พื้นที่ตรงนี้จะเป็นของใคร หรือใครจะมีสิทธิ์ยืนตรงไหน ผมคิดว่าผมบริหารจัดการได้ดีพอ โดยไม่ต้องรบกวนให้คนนอกที่ชอบลักไก่ขโมยข้อมูลโปรเจกต์ชาวบ้านมาช่วยจัดสรรหรอกนะครับ" ธันวาตอบกลับทันควัน น้ำเสียงไม่ได้ดังขึ้นแม้แต่น้อย แต่ทุกคำพูดคมกริบราวกับใบมีดโกนที่อาบยาพิษ
ขวัญข้าวแอบเหลือบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของธันวา หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด ความดุดันที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยความปกป้องแบบกลาย ๆ นี้ มันทำให้เธอเผลอเม้มริมฝีปากเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่เกือบจะหลุดออกมา ความขุ่นเคืองที่มีต่อพศินเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกวูบวาบในอกอย่างน่าประหลาด
พศินหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกวาดมองธันวาตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความเย้ยหยัน "ปากคอเราะร้ายไม่เปลี่ยนเลยนะครับ สมกับฉายาที่คนในวงการเขาเล่าลือกัน ระวังเถอะครับ... หวงของมาก ๆ ระวังวันหนึ่งของชิ้นนั้นจะบินหนีหายไปเพราะทนความอึดอัดไม่ไหว"
"ขอบคุณสำหรับคำเตือนครับ แต่ 'ของ' ชิ้นนี้มีเจ้าของที่ชัดเจน และที่สำคัญ... เขามีรสนิยมมากพอที่จะเลือกอยู่กับคนที่เห็นคุณค่า ไม่ใช่พวกฉาบฉวยที่วัน ๆ เอาแต่จ้องจะขโมยผลงานคนอื่น" ธันวาเน้นย้ำคำว่าเจ้าของด้วยน้ำเสียงหนักแน่น สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของพศินจนอีกฝ่ายต้องเป็นฝ่ายหลบตาเสียเอง
พศินยักไหล่ ยิ้มมุมปากอย่างไม่ยี่ระ "งั้นก็เชิญคุณธันวาดูแล 'ของรักของหวง' ให้ดีก็แล้วกันครับ ระวังจะเผลอทำตกหล่นหายไประหว่างทางเสียล่ะ" พูดจบ เจ้าตัวก็หมุนตัวเดินหายฝูงชนไปอย่างลอยชาย ทิ้งให้บรรยากาศรอบตัวเหลือเพียงความเงียบงันที่เต็มไปด้วยประจุไฟฟ้าสถิต
เมื่อแผ่นหลังของพศินลับตาไป ความตึงเครียดก็ไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย ธันวาถอนหายใจยาว พยายามผ่อนคลายกล้ามเนื้อคอที่เกร็งแข็ง เขาดื่มน้ำแร่ในแก้วรวดเดียวจนหมดเพื่อดับอารมณ์กรุ่นโกรธที่ยังคงค้างอยู่ในอก ก่อนจะหันมามองหญิงสาวข้างกายที่ยืนกอดอกเงียบ ๆ
"ยืนบื้ออะไรอยู่ล่ะครับ ทำไมไม่รู้จักถอยห่างจากผู้ชายอันตรายแบบนั้นให้มันเร็วกว่านี้" น้ำเสียงที่ธันวาใช้พูดกับขวัญข้าวแม้จะเจือด้วยความดุ แต่แววตาคู่คมนั้นกลับฉายความห่วงใยออกมาอย่างปิดไม่มิด
ขวัญข้าวเบะปากเล็กน้อย เชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ "อ้าว กลายเป็นความผิดฉันซะงั้นเหรอคะคุณธันวา คนที่เดินดุ่ม ๆ เข้ามาหาเรื่องแล้วทำหน้ายักษ์ใส่เขาก่อนเนี่ย ใครกันแน่คะ?"
"ผมไม่ได้ทำหน้ายักษ์ ผมแค่กำลังปกป้องพื้นที่ของผม" ธันวาเผลอพูดออกไปโดยไม่ทันคิด
ขวัญข้าวชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นนิดหน่อยเมื่อได้ยินคำว่า 'พื้นที่ของผม' จากปากชายหนุ่มผู้รักความสมบูรณ์แบบคนนี้ หัวใจที่เต้นเป็นจังหวะปกติเริ่มรัวเร็วจนน่าตกใจ เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พยายามหาคำพูดมากลบเกลื่อนความเขินอายที่กำลังตีตื้นขึ้นมาบนพวงแก้ม
"อะ... ใครเป็นพื้นที่ของคุณกัน พูดจาเพ้อเจ้ออะไรเนี่ยคุณสถาปนิก" ขวัญข้าวเบือนหน้าหนี มองไปทางอื่นเพื่อซ่อนรอยแดงระเรื่อที่ลามเลียขึ้นมาถึงใบหู
ธันวาเองก็เพิ่งรู้ตัวว่าเผลอพูดอะไรออกไป สันจมูกคมขยับเล็กน้อย ใบหน้าเนี๊ยบเรียบตึงขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่าของตัวเอง ชายหนุ่มกระแอมเบา ๆ ในลำคอ ก่อนจะก้าวเข้าไปประชิดตัวขวัญข้าวในระยะที่ใกล้พอ ๆ กับที่พศินทำเมื่อครู่ แต่ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ความใกล้ชิดที่ทำให้กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ผสมผสานกับกลิ่นอายเฉพาะตัวของธันวา ลอยเข้ามาแตะจมูกของขวัญข้าว จนเธอต้องกั้นหายใจโดยอัตโนมัติ
"ผมไม่ได้เพ้อเจ้อ..." ธันวาโน้มใบหน้าลงมาเล็กน้อย เสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดริมหูของหญิงสาว จนเส้นผมคลอเคลียข้างแก้ม "...และผมก็ไม่ชอบให้ใครมาล้ำเส้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน... หรือเรื่องของคุณ"
คำพูดนั้นทำเอาขวัญข้าวรู้สึกเหมือนสมองหยุดทำงานไปชั่วขณะ โลกทั้งใบราวกับหมุนเคว้ง ความร้อนผ่าวแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย เธอยังไม่ทันจะได้เรียบเรียงคำพูดเพื่อเถียงกลับตามนิสัยปากเก่ง ธันวาก็ขยับถอยหลังออกไปนิดหนึ่งเพื่อเว้นระยะห่าง พร้อมกับส่งยิ้มมุมปากที่ร้ายกาจที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมาในชีวิต
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังหวานชื่นและเต็มไปด้วยเคมีที่ชวนให้จิกหมอนจนแทบขาดใจ เสียงฝีเท้าหนัก ๆ พร้อมกับเสียงเรียกชื่อของบุคคลที่สามก็ดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลัง ทำลายความเงียบงันอันเปราะบางนั้นลงทันที
"คุณธันวาคะ! อยู่นี่เอง ฉันตามหาตั้งนาน... อ้าว น้องขวัญข้าวก็อยู่ด้วยเหรอคะเนี่ย"
เสียงแหลมใสคุ้นหู พร้อมกับร่างเพรียวระหงของ 'มินตรา' ลูกสาวนักลงทุนรายใหญ่ของโปรเจกต์ ที่ก้าวเข้ามาแทรกกลางระหว่างพวกเขาทั้งสองคนด้วยรอยยิ้มกว้างเกินงาม ธันวาหุบยิ้มฉับพลัน แววตาที่เพิ่งจะอ่อนโยนลงเมื่อครู่กลับมาเย็นชาและไร้อารมณ์อีกครั้งในเสี้ยววินาที ขณะที่ขวัญข้าวหันไปมองผู้มาใหม่ด้วยสายตานิ่งสนิท แต่ทว่า... สัญชาตญาณบางอย่างกำลังร้องเตือนภัยอย่างรุนแรง
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับความสัมพันธ์ที่ชวนลุ้นนี้เสมอนะครับ
เซฟโซนของนายสถาปนิกปากคอเราะร้าย•ตอนที่ 24
ความอิจฉาเล็กๆ ที่เริ่มก่อตัว
ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกปากคอเราะร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!