“คุณบอกผมว่าถ้าเลี้ยวซ้ายตรงหัวมุมแผนกจัดซื้อ เราจะถึงบันไดหนีไฟ... แต่ทำไมเราถึงกลับมาเจอเครื่องถ่ายเอกสารเครื่องเดิมเครื่องนี้อีกแล้วครับ ริน?”
เสียงของผมสั่นพร่าขณะพ่นลมหายใจร้อนผ่าวออกมา เมฆชายหนุ่มที่เคยเชื่อมั่นในตรรกะและเหตุผลมาตลอดชีวิต ตอนนี้เขากำลังยืนอยู่หน้าเครื่องถ่ายเอกสารรุ่นเก่าที่ส่งเสียงครางฮึ่มๆ ราวกับสิ่งมีชีวิตที่กำลังรอคอยเหยื่อ กลิ่นหมึกพิมพ์ผสมกับกลิ่นสาบของเอกสารเก่าเน่าเปื่อยอบอวลไปทั่วทางเดินชั้นที่ 12 ความเงียบในอาคารแห่งนี้ไม่ได้แปลว่าไม่มีเสียง แต่มันคือ ‘ความเงียบที่มีเสียงกรีดร้องแฝงอยู่’
รินไม่ตอบ เธอหยุดเดินแล้วยืนนิ่งอยู่หน้าบานกระจกฝ้าที่สะท้อนเงาของเธอเอง เงาในกระจกนั้นดูเหมือนจะขยับช้ากว่าตัวจริงของเธอไปเสี้ยววินาที เธอค่อยๆ ยกมือขึ้นสัมผัสผนังปูนที่แตกร้าว ราวกับกำลังอ่านอักษรเบรลล์จากรอยคราบเชื้อราบนนั้น
“ชั้นที่ 12 ไม่ใช่ที่สำหรับมนุษย์ เมฆ” รินกล่าวเสียงเรียบ ดวงตาของเธอว่างเปล่าจนน่าขนลุก “ตึกนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นตามผังเมือง แต่มันถูกสร้างขึ้นตามความโลภของ ‘ท่านประธาน’... ยิ่งคุณพยายามจะออกไปมากเท่าไหร่ ทางเดินนี้ก็จะยิ่งงอกเงยเหมือนเนื้องอกที่ไร้จุดจบ”
ผมกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าที่ฝ่ามือ ความทรงจำเกี่ยวกับพี่สาวที่หายตัวไปเมื่อห้าปีก่อนพุ่งวาบขึ้นมาในหัว ผมจำได้ว่าพี่เคยบอกว่า ‘อย่ามองไปที่กล้องวงจรปิดถ้าไม่จำเป็น’ แต่ตอนนี้ไฟสีแดงจากดวงตาเทียมบนเพดานนั่นกำลังหมุนตามความเคลื่อนไหวของเราทุกฝีก้าว เหมือนกำลังเต้นระบำไปกับความสิ้นหวังของเรา
“เราจะเดินวนแบบนี้จนตายหรือไงครับ?” ผมกระแทกเสียงพลางเดินเข้าไปคว้าข้อมือริน “ผมไม่ได้เข้ามาที่นี่เพื่อมาเป็นผีเฝ้าตึก ผมมีคำถามที่ต้องการคำตอบ และคำตอบนั้นอยู่ในชั้นที่ 13!”
รินสะบัดมือผมออกอย่างแรง ท่าทีเย็นชาของเธอมลายหายไป แทนที่ด้วยความหวาดหวั่นที่ซ่อนอยู่ในแววตา เธอขยับเข้าไปใกล้ผมจนสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกจากร่างของเธอ “นายคิดว่าชั้นที่ 13 มีอยู่จริงงั้นเหรอ? นายคิดว่าทำไมลิฟต์ถึงไม่มีปุ่มกดเลข 13? มันไม่ใช่เพราะความถือโชคลางหรอกนะเมฆ แต่มันเป็นเพราะ... ชั้นที่ 13 คือ ‘กระเพาะ’ ของตึกนี้ ส่วนชั้นที่ 12 คือ ‘ลำไส้’ ที่กำลังย่อยพวกเราอยู่”
ทันใดนั้น เสียงประกาศจากระบบเสียงตามสายก็ดังแทรกขึ้นมา เสียงนั้นแหบพร่าเหมือนคนกำลังกรีดคอพูดผ่านไมโครโฟนที่เต็มไปด้วยเศษซากของแมลง
*“พนักงานเมฆ... ผลงานของคุณในวันนี้ยังไม่ผ่านเกณฑ์... กรุณาทำงานล่วงเวลาต่อ... จนกว่าจะถึงเช้า... หรือจนกว่าคุณจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ... โครงสร้างอาคาร...”*
เสียงหัวเราะเบาๆ แทรกเข้ามาในระบบ มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์ แต่มันคือเสียงที่เกิดจากการขูดขีดโลหะ เมฆรู้สึกเหมือนผนังทางเดินกำลังหายใจเข้าออก มันขยายตัวและบีบตัวจนพื้นที่ดูแคบลงเรื่อยๆ รอยแตกร้าวบนผนังค่อยๆ ขยับรูปร่างกลายเป็นรูปร่างของใบหน้าที่กำลังบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
“ริน ดูนั่น!” ผมชี้ไปที่ปลายทางเดินที่ควรจะเป็นทางตัน แต่ตอนนี้มันกลับยืดออกไปไม่มีที่สิ้นสุด ราวกับภาพลวงตาที่ถูกขยายผ่านเลนส์กล้องที่บิดเบี้ยว สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ‘เงา’ ของพนักงานคนอื่นที่เดินสวนเราไป แต่ละคนไม่มีใบหน้า พวกเขาแบกแฟ้มเอกสารที่เต็มไปด้วยคราบเลือดและเดินก้มหน้าก้มตาเข้าสู่ความมืดมิด
“อย่าสบตาพวกมัน” รินกระซิบเสียงสั่น “นั่นคือเหล่าพนักงานที่ถูก ‘ลดสถานะ’ ไปแล้ว ถ้าเรายังไม่อยากเป็นแบบนั้น เราต้องหา ‘จุดบอด’ ของกล้องตัวนั้นให้เจอ”
ผมสูดหายใจเข้าลึก ตัดสินใจทำในสิ่งที่เสี่ยงที่สุด ผมหยิบไฟแช็กที่พกติดตัวออกมาแล้วจุดไฟ ความร้อนของเปลวไฟทำให้ไฟสีแดงบนเพดานหยุดนิ่ง มันหันขวับมาที่ผมทันทีเหมือนดวงตานักล่า ผมจ้องมันกลับด้วยความโกรธแค้นและเจ็บปวดที่สะสมมาห้าปี “ถ้ามึงอยากให้กูทำงานนัก ก็ลองดูว่ามึงจะทนความร้อนได้แค่ไหน!”
ผมปาไฟแช็กที่กำลังลุกโชนไปที่สายเคเบิลเปลือยที่ห้อยระโยงระยางอยู่ใต้กล้องวงจรปิด ประกายไฟแลบแปลบปลาบ เสียงหวีดร้องแหลมสูงดังก้องไปทั่วทั้งชั้นจนผมต้องยกมือขึ้นปิดหู ผนังปูนเริ่มปริแตกและมีของเหลวสีดำคล้ายน้ำมันดิบไหลทะลักออกมาจากรอยแยกนั้น กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงจนชวนให้อาเจียน
แต่ในจังหวะที่ไฟกำลังลามเลียไปตามสายไฟ รินก็ดึงแขนผมแล้วชี้ไปที่ประตูบานหนึ่งที่เพิ่งปรากฏขึ้นกลางอากาศ... มันไม่ใช่ประตูสำนักงานทั่วไป แต่มันเป็นประตูเหล็กดัดเก่าแก่ที่มีป้ายชื่อเขียนด้วยลายมือคุ้นตาแปะอยู่
‘ฝ่ายเอกสารเก่า - พี่สาวของคุณเมฆ’
ผมชะงักงัน หัวใจเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก นี่ไม่ใช่ภาพหลอนใช่ไหม? พี่สาวผมที่หายไปห้าปีก่อนอยู่ที่นี่จริงๆ เหรอ? ในขณะที่ผมกำลังจะก้าวเข้าไป รินกลับคว้าคอเสื้อผมไว้แน่น เธอกัดริมฝีปากจนเลือดซึมออกมา
“อย่าเข้าไป เมฆ... นั่นไม่ใช่พี่สาวนาย” รินกระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้านพลางมองไปที่ประตู “คนข้างในนั้น... เขากำลังรอที่จะ ‘เปลี่ยนตัว’ กับนายอยู่”
ประตูนั่นเริ่มแง้มออกช้าๆ เผยให้เห็นแสงสีส้มสลัวภายในห้อง และร่างของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งหันหลังให้พวกเรา ร่างนั้นค่อยๆ หันกลับมา... ใบหน้าที่ปรากฏต่อสายตาไม่ใช่พี่สาวของผม แต่เป็นใบหน้าของผมเอง... ใบหน้าที่ไร้ดวงตาและมีปากที่ฉีกยิ้มกว้างจนถึงใบหู
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งลงไปสู่ชั้นที่ 12 พร้อมกับผม ลิฟต์แก้วชั้นลบ นะครับ
โอทีนรก: ชั้นที่ 13 ห้ามออกหลังเที่ยงคืน•ตอนที่ 51
ทางเดินที่ยาวไม่มีที่สิ้นสุด
ผลงานโดย ลิฟต์แก้วชั้นลบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลิฟต์แก้วชั้นลบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โอทีนรก: ชั้นที่ 13 ห้ามออกหลังเที่ยงคืน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!