กลิ่นอายของถ่านหินภูเขาไฟระอุผสมผสานกับละอองเหล็กบริสุทธิ์ลอยอบอวลอยู่เบื้องหน้า เรย์ (เรนเดล) กำลังใช้ค้อนสเตนดาร์ดน้ำหนักสิบสองกิโลกรัมเคาะลงบนแผ่น mithril สีเงินยวงอย่างเป็นจังหวะ ทุกครั้งที่คมค้อนกระทบกับเนื้อแร่ เสียงก้องกังวานดั่งระฆังโบราณก็สะท้อนสะเทือนไปทั่วผนังห้องใต้ดินของโรงตีเหล็กขนาดกะทัดรัด แสงสีส้มจากเตาหลอมสะท้อนลงบนใบหน้าด้านข้างที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและความมุ่งมั่น สายตาของเขาไม่ได้มองเพียงแค่รูปร่างภายนอกของดาบยาวในมือ แต่มันมองทะลุผ่านโครงสร้างผลึกระดับโมเลกุลด้วยทักษะวิเคราะห์วัสดุขั้นสูง
สำหรับเขาแล้ว โลก VRMMO "Chronicles of Aethelgard" นี้ไม่ใช่แค่สนามเด็กเล่นสำหรับการฆ่าฟันเพื่อแย่งชิงบัลลังก์ แต่เป็นผืนผ้าใบที่เปิดโอกาสให้เขาได้สานต่อความตั้งใจที่เคยแตกสลายไปในโลกจริง
"ฝีมือการขึ้นรูปยังคงประณีตไร้ที่ติเช่นเคยนะครับ คุณเรย์"
เสียงหวานทุ้มที่คุ้นเคยดังขึ้นจากมุมมืดของประตูทางเข้า เอลิน่าก้าวเท้าเข้ามาอย่างเงียบเชเชียบ ชุดเกราะหนังชั้นดีของเธอมีร่องรอยการต่อสู้ประปราย บ่งบอกว่าเธอเพิ่งผ่านศึกหนักจากแนวหน้ามาหมาดๆ ดวงตาคู่สวยของเธอกวาดมองดาบเล่มยาวที่เพิ่งผ่านการชุบแข็งด้วยน้ำยาเวทมนตร์ประกายสีฟ้าจางๆ บนโต๊ะทำงาน รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่มันแฝงไว้ด้วยความเหนื่อยล้าที่ปิดไม่มิด
เรย์วางค้อนลงบนแท่นไม้ ชำเลืองมองแขกผู้มาเยือนด้วยสายตาสงบ เขาใช้ผ้าผืนเก่าเช็ดมือลวกๆ ก่อนจะหยิบถ้วยชาสมุนไพรยื่นให้เธอ "ดูจากสภาพเกราะและรอยแผลที่หัวไหล่นั้นแล้ว การเจรจารอบที่สามกับกิลด์ 'เพลิงทมิฬ' คงไม่ราบรื่นสินะครับ"
เอลิน่ารับถ้วยชามาถือไว้ ความอุ่นจากไอชาช่วยคลายความหนาวเย็นจากบรรยากาศภายนอก เธอถอนหายใจยาว "พวกเขาไม่ได้แค่ปฏิเสธข้อเสนอพันธมิตรหรอกครับคุณเรย์ แต่พวกเขายื่นคำขาด... หากกิลด์ 'รุ่งอรุณทมิฬ' ของดิฉันไม่ยอมยุบตัวและผนวกกำลังเข้ากับพวกเขาภายในสามวัน สงครามเต็มรูปแบบในเขตแดนรกร้างจะเริ่มต้นขึ้น และเป้าหมายแรกของพวกเขาคือการทำลายฐานที่มั่นของเรา"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องตีเหล็กชั่วขณะ มีเพียงเสียงถ่านหินปะทุเบาๆ จากเตาหลอม
เรย์หันหลังกลับไปจัดเรียงก้อนแร่บนชั้นวางอย่างใจเย็น ท่าทีที่นิ่งสนิทของเขาทำให้เอลิน่าอดไม่ได้ที่จะขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นอายความกดดันจากความเป็นผู้นำกิลด์ที่กำลังจะล่มสลายแผ่ออกมาจากตัวเธอ แต่นั่นไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มผู้ยึดมั่นในวิถีสันโดษหวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย
"คุณเอลิน่าก็รู้คำตอบของผมดีอยู่แล้วนะครับ" เรย์เอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมามอง "ผมเป็นเพียงช่างตีเหล็กตัวเล็กๆ ที่ไม่อาจแบกรับชะตากรรมของสงครามระหว่างกิลด์ใหญ่ได้ ดาบที่ผมสร้างขึ้น มีไว้เพื่อปกป้องผู้คนที่อ่อนแอและต้องการความปลอดภัย ไม่ใช่เพื่อเป็นเครื่องมือในการนองเลือดหรือขยายอำนาจให้ใคร"
"แต่คุณเรย์คะ— เอ๊ย ขออภัยค่ะ ดิฉันหมายถึง... แต่คุณเรย์ครับ!" เอลิน่าเผลออุทานด้วยความร้อนรนจนเกือบหลุดสำนวนเดิมที่คุ้นเคย ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีดำสนิทของเขา "พวกเราไม่ได้ต้องการอาวุธไปเพื่อรุกรานใคร ดิฉันเพียงต้องการดาบระดับตำนานจากฝีมือของคุณ เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ในการปกป้องสมาชิกนับร้อยชีวิตที่กำลังจะไร้ที่อยู่อาศัย ถ้ากิลด์ของเราล่มสลาย ผู้เล่นหน้าใหม่และคนยากไร้ในเมืองนี้จะตกเป็นเบี้ยล่างของพวกมันทันที คุณทนเห็นภาพแบบนั้นจริงๆ หรือครับ?"
เรย์ชะงักมือที่กำลังหยิบประแจโลหะ ภาพความทรงจำสีเทาในโลกความเป็นจริงแวบเข้ามาในหัว—เสียงหวอของรถพยาบาล แสงไฟกะพริบสีแดงฉาน และความรู้สึกไร้พลังในวันที่เขาไม่สามารถปกป้องครอบครัวเอาไว้ได้ ความเจ็บปวดนั้นฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณ แต่ในโลกใบนี้ เขาเลือกที่จะเปลี่ยนความสูญเสียให้เป็นความมุ่งมั่นที่จะสร้าง "เกราะคุ้มกัน" ไม่ใช่ "หอกทะลวงฟัน"
เขาหันกลับมาเผชิญหน้ากับเธออย่างตรงไปตรงมา ร่างสูงโปร่งภายใต้เสื้อคลุมช่างตีเหล็กส่งผ่านความรู้สึกมั่นคงหนักแน่นออกมาอย่างชัดเจน
"การที่คุณพยายามแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว นั่นแหละครับคือจุดอ่อนที่ทำให้กิลด์ของคุณกำลังจะพังทลาย" เรย์กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เฉียบคม "คุณวิ่งไปทั่วเพื่อขอความช่วยเหลือจากกิลด์ใหญ่ คุณยอมก้มหัวให้คนพวกนั้นเหยียบย่ำศักดิ์ศรี และคุณก็หวังว่าอาบิสเวพอน (Abyss Weapon) เล่มเดียวจะพลิกสถานการณ์ได้... คุณกำลังมองข้ามรากฐานที่แท้จริงของพันธมิตร"
เอลิน่าเม้มริมฝีปากแน่น เถียงไม่ออก ความจริงที่ถูกกระแทกใส่หน้าอย่างตรงไปตรงมาทำให้เธอเจ็บปวด แต่เธอก็รู้ดีว่าชายตรงหน้าไม่ได้พูดจาดูถูก หากแต่เขากำลังวิเคราะห์ปัญหาด้วยความจริงใจที่สุด
ในจังหวะนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนระบบอันเป็นเอกลักษณ์ก็ดังขึ้นกังวานในโสตประสาทของเรย์ หน้าต่างอินเทอร์เฟซสีฟ้าใสปรากฏขึ้นกลางอากาศ พร้อมกับข้อความที่ทำให้ลมหายใจของเขาต้องสะดุด
*[ระบบตรวจพบความตั้งใจที่แท้จริงของผู้สร้าง]*
*[เงื่อนไขลับ: การปฏิเสธคำชวนเข้าสู่สมรภูมิเพื่อรักษาเจตนารมณ์แห่งการปกป้อง ได้รับการยืนยันสมบูรณ์]*
*[คุณได้รับฉายาพิเศษ: "ช่างตีเหล็กผู้ปฏิเสธการสู้รบ" (Blacksmith Who Refuses War)]*
*[เอฟเฟกต์ฉายา: เพิ่มพลังป้องกันทางเวทมนตร์ 30% ให้กับอาวุธทุกชิ้นที่สร้างขึ้นเพื่อการป้องกัน และดึงดูดเหตุการณ์เฉพาะตัวระดับสูง]*
เรย์ยังไม่ทันได้อ่านข้อความทั้งหมดจนจบ เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวก็ดังขึ้นจากเบื้องบน ตามมาด้วยแรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนฝุ่นผงบนเพดานร่วงกราวลงมาใส่โต๊ะทำงาน เศษหินและเสียงกรีดร้องของผู้คนดังทะลุผ่านพื้นไม้ลงมาถึงห้องใต้ดิน
เอลิน่าหน้าถอดสี เธอรีบชักดาบสั้นออกจากฝักโดยสัญชาตญาณ "เกิดอะไรขึ้น? หรือว่าพวกเพลิงทมิฬจะบุกมาถึงที่นี่แล้ว?!"
เรย์ไม่ได้ตอบคำเขามองไปยังหน้าต่างมอนิเตอร์สถานะภายนอกที่เชื่อมต่อกับกล้องวงจรปิดของร้าน ภาพที่ปรากฏบนจอทำให้แม้แต่คนที่ใจเย็นที่สุดอย่างเขายังต้องขมวดคิ้วแน่น
ไม่ใช่กองกำลังของกิลด์เพลิงทมิฬ... แต่เป็นเงาดำมหึมาที่มีออร่าสีแดงฉานกำลังพังประตูทางเข้าเมืองหลวงแห่งการค้า พร้อมกับข้อความเตือนภัยสีแดงฉานที่กระพริบเตือนทั่วทั้งเซิร์ฟเวอร์:
*[ประกาศจากระบบ: บอสลับแห่งยุคบรรพกาล "ราชาอสูรโลหะทมิฬ" ได้ตื่นจากการหลับใหลแล้ว และกำลังมุ่งหน้ามายังพิกัดโรงตีเหล็กของคุณในอีก 3 นาทีข้างหน้า]*
ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและตีดาบไปพร้อมกันในทุกๆ ตัวอักษรนี้นะครับ
ตีเหล็กให้คมท่ามกลางสมรภูมิไร้จุดจบ•ตอนที่ 3
ช่างตีเหล็กผู้ปฏิเสธการสู้รบ
ผลงานโดย ค้อนตีเหล็กสะท้านเกม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ค้อนตีเหล็กสะท้านเกม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ตีเหล็กให้คมท่ามกลางสมรภูมิไร้จุดจบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!