ภัณฑารักษ์ไร้เงากับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย•ตอนที่ 15

รอยเลือดบนประวัติศาสตร์

ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
กลิ่นอับชื้นของประวัติศาสตร์ที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้พรมราคาแพง ไม่เคยจางหายไปจากห้องจัดแสดงพิเศษแห่งนี้ เช่นเดียวกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่รินรดาสัมผัสได้ทุกครั้งปลายนิ้วเรียวภายใต้ถุงมือหนังสีดำแตะสัมผัสลงบนผิวโลหะของโบราณวัตถุชิ้นใหม่ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสุสานของกาลเวลา หากแต่มันคือห้องสอบสวนที่ซื่อสัตย์ที่สุด มันบันทึกความโลภ ความหวาดกลัว และความตายเอาไว้ในทุกรอยขีดข่วน "คุณแน่ใจแล้วหรือริน... ว่าต้องการเปิดกล่องนี้จริงๆ" เสียงทุ้มต่ำที่เจือความสั่นพร่าเล็กน้อยดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง ธันวาในยามนี้ไม่ได้มีมาดของนักสะสมผู้ทรงอิทธิพลและเย่อหยิ่งคนเดิม อดีตสามีผู้เคยเหยียบย่ำหัวใจของเธอจนแหลกละเอียด กำลังยืนกอดอกพิงผนังสีเข้ม ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกกลืนหายไปในเงาสลัว แววตาที่มองมาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นระคนสำนึกผิด—ความรู้สึกเวทนาที่เธอไม่เคยร้องขอ และไม่มีวันให้อภัย รินรดาไม่แม้แต่จะชายตามองเขา รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปากน้อยๆ "กลัวอะไรคะธันวา หรือกลัวว่าสิ่งที่จะหลุดออกมาจากกล่องนี้ จะไม่ใช่แค่เรื่องเล่าโบราณ แต่เป็นหลักฐานที่เชื่อมโยงถึง 'คดี' ที่คุณพยายามจะกลบฝังมันมาตลอดหลายปีกันแน่" คำพูดของเธอคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดลงบนแผลเป็นเก่าๆ ธันวาสบถเบาๆ ในลำคอ เขาขยับตัวก้าวเข้ามาใกล้แสงไฟสีส้มสลัว เผยให้เห็นใบหน้าที่ซีดเซียวและรอยคล้ำใต้ดวงตาที่บ่งบอกถึงการนอนไม่หลับมาหลายคืน "คุณไม่เข้าใจ... ของพวกนั้นมันมีคำสาป ริน" น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและจริงจังอย่างยิ่งยวด "ทุกชิ้นที่ถูกส่งเข้ามาในคอลเลกชันนี้ ล้วนแลกมาด้วยลมหายใจของใครบางคน มันไม่ใช่แค่โบราณวัตถุ แต่มันคือหลักฐานแห่งความฆาตกรรม" รินรดากระตุกยิ้มเย็นชา เธอใช้นิ้วเคาะเบาๆ บนฝากล่องไม้แกะสลักลวดลายโบราณที่เพิ่งถูกส่งตรงมาจากคฤหาสน์ตระกูลเก่าแก่ที่เพิ่งเกิดเหตุฆาตกรรมยกครัวเมื่อสัปดาห์ก่อน "แล้วอย่างไรคะ? สำหรับฉัน... ความตายของคนพวกนั้นไม่ได้น่ากลัวเท่ากับความจริงที่คุณพยายามปกปิดจากฉันหรอกค่ะ" เธอไม่รอให้เขาได้เอ่ยคัดค้าน ฝากล่องไม้ถูกเปิดออกด้วยแรงเหวี่ยงเพียงครั้งเดียว กลิ่นอายเย็นยะเยือกพวยพุ่งออกมาทันที ราวกับห้องทั้งห้องถูกแช่แข็งในชั่วพริบตา สิ่งที่นอนนิ่งอยู่เบื้องล่างไม่ใช่เครื่องประดับทองคำหรือรูปปั้นหยกอันล้ำค่า หากแต่เป็น "กริชโบราณ" ด้ามจับฝังทับيمที่อาบย้อมด้วยคราบสีน้ำตาลเข้มจนเกรอะกรัง—คราบเลือดที่ผ่านกาลเวลามานานนับร้อยปี แต่กลับส่งกลิ่นอายคาวคลุ้งในความรู้สึกราวกับเพิ่งถูกใช้ปลิดชีพใครบางคนเมื่อวานนี้ ธันวาก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกยามเมื่อเห็นรอยสลักที่คุ้นเคยบนใບมีดนั้น "นั่นมัน... มีดเล่มนั้น..." เสียงของเขาขาดหายไปในลำคอ รินรดาก้มลงมองกริชเล่มนั้นด้วยสายตาว่างเปล่า แต่ภายในอกกลับเต้นระรัวด้วยความเจ็บปวดที่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอีกครั้ง ภาพความทรงจำสีเทาหม่นที่เธอพยายามลืมเลือนเริ่มไหลย้อนกลับเข้ามาในหัว สมองของเธอพยายามปฏิเสธ แต่สัญชาตญาณกลับกรีดร้องว่าวัตถุชิ้นนี้... มีความเชื่อมโยงกับช่วงเวลาที่หายไปจากความทรงจำของเธอ—ช่วงเวลาที่เธอตั้งครรภ์อย่างลับๆ และสูญเสียทุกสิ่งไปในคืนฝนตกพร่ำ "จำได้สินะคะ..." รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของเธอแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความเคียดแค้นที่ถูกกักเก็บไว้ใต้ใบหน้าอันไร้ความรู้สึก "กริชเล่มนี้... เป็นเล่มเดียวกับที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของคุณในคืนนั้น คืนที่คุณบอกว่าฉันเป็นแค่ภาระ เป็นผู้หญิงน่าสมเพชที่ไร้ค่า..." "ริน! ผมไม่เคยพูดแบบนั้น!" ธันวาพุ่งเข้ามาคว้าข้อมือเธอไว้แน่น แรงบีบที่สะท้อนถึงความตื่นตระหนกและเจ็บปวดไม่แพ้กัน "ผมทำทุกอย่างเพื่อให้คุณปลอดภัย ผมยอมรับความผิดทั้งหมด ยอมให้คุณเกลียดผม ยอมเป็นคนเลวในสายตาคุณ... เพราะถ้าคุณรู้ความจริงว่าใครเป็นคนฆ่าพวกเขาจริงๆ คุณจะไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบสุขแบบนี้!" รินรดาสบตากับอดีตสามี นัยน์ตาคู่สวยสะท้อนภาพความร้าวรานของเขา แต่เธอกลับแค่นหัวเราะออกมาอย่างสมเพช "ปลอดภัยงั้นหรือคะ? คุณคิดว่าการขังฉันไว้ในกรงทอง ปิดกั้นความทรงจำ และทำตัวเป็นพระเจ้าผู้กำหนดชีวิตฉัน มันคือความปลอดภัยหรือความเห็นแก่ตัวกันแน่!" เธอสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมอย่างไม่ใยดี แรงเหวี่ยงนั้นทำให้เอกสารเก่าๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้กริชโบราณร่วงหล่นลงสู่พื้น กระดาษแผ่นหนึ่งปลิวไปหยุดอยู่ที่เท้าของธันวา ชายหนุ่มก้มลงมองกระดาษแผ่นนั้น ดวงตาของเขาเบิกกว้างยิ่งกว่าเดิม ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสายฟ้าฟาด มันคือสำเนาใบสูติบัตรและบันทึกทางการแพทย์เก่าแก่ ที่ระบุชื่อมารดาอย่างชัดเจน... และชื่อของเด็กชายฝาแฝดที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีตัวตนอยู่จริง ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องจัดแสดงทันที มีเพียงเสียงลมหายใจหอบกระชั้นของธันวา และรอยยิ้มเยือกเย็นของรินรดาที่ยืนมองเขาด้วยสายตาของผู้ชนะที่ถือไพ่เหนือกว่าทุกประตู แต่ก่อนที่ใครจะได้เอ่ยคำใดออกมา เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดของทางเดินด้านนอกก็ดังขึ้น... ตามด้วยเสียงเคาะประตูกระจกสามครั้งเบาๆ รินรดาย่นคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ ในยามวิกาลเช่นนี้ พิพิธภัณฑ์ควรจะปิดตาย และไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้ามา ธันวาหน้าถอดสีสนิท เขารีบก้าวถอยหลังไปบังเอกสารบนพื้นไว้ แต่ไม่ทันเสียแล้ว เมื่อบานประตูกระจกถูกผลักเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นเงาร่างของเด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งในชุดเสื้อคลุมกันหนาวสีเข้มเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำค้าง ดวงตากลมโตคู่ใสแจ๋วเงยขึ้นมองคนทั้งคู่ในความมืด เด็กน้อยส่งยิ้มบางเบาให้รินรดา ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของธันวาเย็นเฉียบลงถึงขั้วหัวใจ "คุณแม่ครับ... คุณลุงคนนี้ใช่ไหมครับ ที่บอกว่าจะมารับพวกเรากลับบ้าน?" ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความมืดมิดนี้ไปกับ "กระจกเงาต้องสาป" นะคะ
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%