กลิ่นธูปที่เจือจางในอากาศเย็นยามค่ำคืนของศาลาวัดเก่า ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศความตึงเครียดภายในห้องประชุมลับผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย
"ถ้าเรายังรอกระบวนการทางกฎหมายแบบเดิมๆ ชาวชุมชนริมคลองคงกลายเป็นคนไร้บ้านก่อนที่หมึกบนกระบวนการฟ้องร้องจะแห้งเสียอีกครับ"
เสียงของรินดังขึ้น ทำลายความเงียบงัดข้อที่ดำเนินมากว่าครึ่งชั่วโมง ดวงตาของเธอไม่ได้มองผู้ใหญ่บ้านหรือตัวแทนชุมชน แต่จับจ้องอยู่ที่กองเอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกินที่ถูกวางกองไว้กลางเสื่อพลาสติกสีฟ้าเก่าๆ บนนั้นมีรอยนิ้วมือเปื้อนฝุ่นปูนที่ก้องเพิ่งเอามาวางไว้เมื่อครู่
ก้องนั่งไขว่ห้างอยู่มุมมืดของศาลา แสงไฟจากหลอดนีออนดวงเดียวส่องกระทบใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยฝุ่นควันและหยดเหงื่อ เขาไม่ได้ปริปากพูดอะไรตั้งแต่การประชุมเริ่มต้นขึ้น ปมในใจเรื่องพ่อที่เคยถูกนายทุนกว้านซื้อที่ดินจนต้องตรอมใจตาย ยังคงทำหน้าที่เป็นเสมือนเข็มทิศและแผลเป็นที่คอยเตือนสติเขาอยู่เสมอว่า ความยุติธรรมในระบบทุนนิยมนั้นไม่เคยรอคนจน
"คุณรินพูดง่าย แต่นั่นมันเสี่ยวิชัยนะครับ... คนที่มีทั้งเงินและตำรวจอยู่ในมือ พวกเราชาวบ้านตาดำๆ จะเอาอะไรไปสู้เขา" ลุงมั่น ผู้เฒ่าวัยเจ็ด십ปีที่อาศัยอยู่ริมคลองมาค่อนชีวิต เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มือเหี่ยวย่นกำชายเสื้อกันหนาวแน่น สายตาฉายแววหวาดกลัวอย่างปิดไม่มิด
ก้องขยับตัวเล็กน้อย เสียงไม้กระดานลั่นเอี๊ยดเบาๆ ดึงสายตาทุกคู่ให้หันมามอง เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกริบแต่แฝงความอ่อนล้ามองตรงไปยังลุงมั่น ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่หนักแน่น
"พวกเราไม่ได้สู้ด้วยเงินหรอกครับลุงมั่น... แต่เราสู้ด้วยความจริงที่ว่าแผ่นดินตรงนั้นคือชีวิตของพวกเรา" ก้องเว้นจังหวะ ปล่อยให้ความหมายของคำพูดซึมซับเข้าสู่ความเงียบงัน "เสี่ยวิชัยมองเห็นคนเป็นแค่ตัวเลขบนโฉนด แต่พวกเรามองเห็นหัวใจของเพื่อนบ้านที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานับสิบปี นั่นคือสิ่งที่เรามีมากกว่าเขา"
รินหันมามองก้องด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความยอมรับ ความเด็ดเดี่ยวในตัวของชายหนุ่มอดีตเด็กต่างจังหวัดคนนี้ มักจะสร้างความประหลาดใจให้เธอได้เสมอ เขามีความเจ็บปวดส่วนตัวเป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อน แต่ไม่เคยปล่อยให้ความแค้นมาบดบังความถูกต้อง
"ถูกต้องครับ" เสียงทุ้มของพระอธิการสมชาย เจ้าอาวาสวัดที่นั่งเงียบมานานดังขึ้น หลวงตาละสายตาจากประคำในมือ มองหน้าชาวบ้านทุกคนด้วยความเมตตา "อาตมาไม่สนับสนุนความรุนแรง แต่ความสามัคคีและการปกป้องสิทธิ์อันชอบธรรม ไม่ใช่บาปกรรมอะไร... วัดนี้สร้างขึ้นมาด้วยหยาดเหงื่อของบรรพบุรุษโยมทั้งหลาย ถ้าโยมไม่ลุกขึ้นปกป้องแผ่นดินเกิด แล้วใครจะมาปกป้องให้"
คำพูดของพระอธิการเปรียบเสมือนน้ำทิพย์ชะโลมใจผู้คนในศาลา เสียงถอนหายใจด้วยความโล่งอกและแรงฮึกเหิมเริ่มก่อตัวขึ้นทีละน้อย ความหวาดกลัวที่เคยเกาะกุมหัวใจของชาวบ้านเริ่มถูกแทนที่ด้วยความกล้าหาญ
"ถ้าอย่างนั้น... เราจะเริ่มกันอย่างไรดีครับคุณก้อง" ตัวแทนกลุ่มแม่ค้าตลาดริมคลองเอ่ยถามด้วยแววตาที่เริ่มมีความหวัง
ก้องก้มลงหยิบแผนผังชุมชนขึ้นมากางบนเสื่อ เขาใช้ดินสอไม้ขีดเส้นแผนยุทธศาสตร์อย่างคล่องแคล่ว "เราจะแบ่งเป็นสามสาย สายแรก รินจะรับหน้าที่ประสานงานกับเครือข่ายนักสิทธิมนุษยชนเพื่อกดดันทางสังคมและตีแผ่เรื่องนี้ออกสื่อใหญ่ สายที่สอง ลุงมั่นและตัวแทนชาวบ้าน จะรวบรวมรายชื่อและหลักฐานการครอบครองที่ดินทำกินย้อนหลังสิบปี และสายที่สาม... ผมจะเป็นคนนำทัพเจรจาต่อรองกับทางบริษัทของเสี่ยวิชัยโดยตรง"
"มันอันตรายเกินไปนะก้อง เสี่ยวิชัยมันไม่ใช่คนใจบุญ" รินท้วงขึ้นทันที น้ำเสียงเจือความกังวลอย่างเห็นได้ชัด เมื่อนึกถึงวิธีการสกปรกที่เสี่ยวิชัยเคยใช้จัดการกับผู้ขัดขวางโครงการมาก่อน
"ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วครับริน ถ้าเราไม่เดินเข้าหาเสือในถ้ำ เราก็ไม่มีวันรู้ว่ามันซ่อนรอยแผลไว้ตรงไหน" ก้องตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่เลย
การประชุมดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น รายละเอียดของแผนปฏิบัติการถูกเคาะทีละข้อ ท่ามกลางเสียงจิ้งหรีดเรไรยามค่ำคืนและแสงไฟสลัวจากหลอดนีออน ทุกคนต่างตระหนักดีว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต พวกเขากำลังก้าวเดินบนเส้นทางที่ไม่อาจหวนกลับได้อีกแล้ว ระหว่างการจำยอมก้มหัวให้ความอยุติธรรม กับการลุกขึ้นสู้เพื่อทวงคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
กระทั่งเวลาล่วงเลยไปจนเกือบเที่ยงคืน แผนการทั้งหมดถูกสรุปจนเสร็จสิ้น ชาวบ้านทยอยแยกย้ายกันกลับบ้านด้วยความหวังที่จุดประกายขึ้นในอก เหลือเพียงก้อง ริน และพระอธิการที่ยังคงนั่งอยู่บนศาลา
"โยมก้อง..." เสียงหลวงตาเอ่ยเรียกเบาๆ ขณะที่ก้องกำลังเก็บเอกสารใส่แฟ้ม
"ครับหลวงตา" ก้องหันไปประนมมือ
"ระวังตัวให้ดีนะโยม... มีบางสิ่งที่พวกโยมยังไม่รู้ เกี่ยวกับโฉนดแปลงนั้นที่เสี่ยวิชัยพยายามจะฮุบให้ได้"
ทว่า ยังไม่ทันที่หลวงตาจะเอ่ยขยายความ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังขึ้นจากทางประตูดดานหลังวัด พร้อมกับแสงไฟฉายสว่างวาบที่สาดส่องเข้ามาในศาลาอย่างกะทันหัน เงาร่างของชายฉกรรจ์ในชุดดำไม่ต่ำกว่าห้าคนก้าวเข้ามาปิดล้อมทางออกไว้ทั้งหมด รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหัวหน้ากลุ่มชายชุดดำที่เดินนำหน้าเข้ามา พร้อมกับโทรศัพท์มือถือในมือที่ต่อสายค้างไว้
"ขอโทษทีนะครับที่มารบกวนยามวิกาล... พอดีเสี่ยวิชัยฝากความคิดถึงมาให้พวกคุณทุกคนครับ"
โปรดติดตามตอนต่อไปด้วยความระทึกใจนะครับ
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "บันทึกคนจร" ด้วยดีเสมอมาครับ
ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา•ตอนที่ 45
ประชุมลับในวัด
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!