รอยยิ้มเยาะบนมุมปากของไอ้ชาติ ชายฉกรรจ์ร่างหนาในชุดยูนิฟอร์มบริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชน คือสิ่งเดียวที่ก้องมองเห็นในเวลานี้ เลือดในกายของอดีตเด็กหนุ่มจากต่างจังหวัดคนนั้นกำลังเดือดพล่าน ร้อนผ่าวราวกับมีถ่านหินคุโชนอยู่ใต้ผิวหนัง ฝ่ามือหนาที่กำเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวซีดสั่นระริก ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่เป็นเพราะความโกรธเกรี้ยวที่พยายามอย่างยิ่งยวดในการกดขี่มันให้อยู่หมัด
"เสี่ยวิชัยเขาสั่งมาแค่นี้... ถ้ารื้อเพิงพักพวกแกไม่เสร็จภายในเที่ยงนี้ พรุ่งนี้ก็ไม่ต้องมาคุยกันอีก" เสียงเย้ยหยันดังขึ้นท่ามกลางซากปรักหักพังของไม้กระดานผุพังและสังกะสีขึ้นสนิม ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านหลังเล็กๆ ของคุณยายชื่น หญิงชราวัยเจ็ดสิบปีที่นั่งกอดหลานตัวน้อยร้องไห้อยู่ริมกองขยะ
ก้องก้าวเข้าไปประชิดตัวอีกฝ่ายอย่างลืมตัว ระยะห่างระหว่างพวกเขาสั้นลงจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจที่พ่นออกมาด้วยความฮึกเหิมของฝ่ายตรงข้าม ดวงตาคมกริบของก้องแข็งกร้าวและแดงก่ำ เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนเต้นตุบๆ ภาพความทรงจำในวันที่พ่อของเขาต้องก้มหัวให้เจ้าหนี้ผู้มีอิทธิพลอย่างไม่ยุติธรรมผุดวาบขึ้นมาในหัว ซ้อนทับกับภาพความรingเหยียดหยามของคนตรงหน้า ความรู้สึกผิดที่เคยฝังลึกในใจว่าตนเองไร้พลังในการปกป้องคนที่รัก ถูกเปลี่ยนรูปเป็นเพลิงโทสะที่พร้อมจะแผดเผาทุกอย่าง
"มึงพูดใหม่อีกทีซิ" เสียงของก้องต่ำทุบ ลอดไรฟันออกมาทีละคำอย่างยากเย็น
ไอ้ชาติยิ้มหยัน ไร้ความเกรงกลัว มันเป็นลูกน้องคนสนิทของเสี่ยวิชัย ผู้ผ่านสมรภูมิอิทธิพลมืดมาโชกโชน มันแกล้งยักไหล่กวนประสาท "ทำไมวะ ไอลูกแหง่ จะเอาเหรอ? คิดว่าพวกแกเป็นใครวะ แค่คนจนๆ ไม่มีแม้แต่ที่ซุกหัวนอน จะเอาอะไรมาสู้กับเงินล้านของเสี่ย"
สิ้นคำพูดนั้น สัญชาตญาณดิบและการควบคุมตัวเองที่พยายามประคับประคองมานานก็ขาดผึ่งลงทันที ก้องง้างหมัดขวาขึ้นสุดแรงเกิด กล้ามเนื้อทุกมัดเกร็งเครียดจนสั่นสะท้าน อากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่ง เสียงรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นเสียงสะكومของยายชื่น หรือเสียงลมที่พัดผ่านโครงสร้างปูนเปียกที่ยังสร้างไม่เสร็จ ต่างเงียบหายไปในพริบตา เป้าหมายในใจมีเพียงอย่างเดียวคือการซัดใบหน้าเย่อหยิ่งนั้นให้จมลงกับพื้นดิน
"ก้อง! หยุดนะ!"
เสียงตะโกนก้องกังวานพร้อมกับแรงดึงที่หัวไหล่ขวาอย่างกะทันหัน รินวิ่งเข้ามาแทรกกลางระหว่างเขากับไอ้ชาติ ดวงตาคู่สวยของเธอเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้านวลซีดเผือด ลมหายใจหอบถี่ มือเรียวบางทั้งสองข้างคว้าแขนเสื้อของก้องไว้แน่น แรงกระชากนั้นทำให้หมัดที่เตรียมจะซัดออกไปเบี่ยงทิศทางเฉียดใบหน้าของไอ้ชาติไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร
ก้องสะفัดตัวออกเล็กน้อยด้วยแรงอารมณ์ที่ยังค้างคา สายตาดุดันหันไปมองรินด้วยความไม่เข้าใจในทีแรก "ริน หลบไป... คนพวกนี้มันรังแกคนแก่นะ!"
"แล้วถ้าคุณชกมันลงไปจริงๆ ชีวิตคุณล่ะก้อง?" รินสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเธอสั่นเครือแต่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและห่วงใยอย่างสุดซึ้ง "คุณจะต่างอะไรกับพวกมัน? คุณจะเอาอนาคต เอาคดีความ มาแลกกับการสะใจแค่ชั่ววินาทีอย่างนั้นเหรอ? คิดถึงพ่อของคุณสิ... ท่านอยากเห็นคุณเป็นแบบนี้เหรอ?"
คำว่า 'พ่อ' ทำหน้าที่ราวกับสายน้ำเย็นจัดที่ราดลงบนกองเพลิงโทสะ ก้องชะงักกึก ร่างกายที่เคยเกร็งเครียดค่อยๆ คลายลงทีละน้อย ความโกรธเกรี้ยวที่พุ่งสูงจนถึงขีดสุดเมื่อครู่ ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกเมื่อมองลงไปที่มือของตัวเอง มือที่เกือบจะกลายเป็นเครื่องมือทำร้ายเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน มือคู่เดียวกับที่เขาเคยสัญญาไว้ว่าจะใช้สร้างชีวิตใหม่อย่างสะอาดบริสุทธิ์
เขาหันกลับไปมองไอ้ชาติอีกครั้ง ชายฉกรรจ์ผู้นั้นแม้จะรอดจากการถูกชก แต่ความหวาดกลัวเล็กๆ ก็ฉายชัดขึ้นในแววตาเมื่อเห็นรังสีอำมหิตที่ก้องปล่อยออกมาเมื่อครู่ ไอ้ชาติกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะถอยหลังไปหนึ่งก้าว
"ฝากไว้ก่อนเถอะพวกแก..." ไอ้ชาติพ่นคำขู่ลอดไรฟันด้วยความเสียหน้า ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปสมทบกับกลุ่มคนงานที่กำลังถือชะแลงยืนมองอยู่ไกลๆ
บรรยากาศรอบตัวกลับคืนสู่ความเงียบงันอีกครั้ง มีเพียงเสียงสะอื้นเบาๆ ของคุณยายชื่นที่ยังคงดังเป็นระยะ รินทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างๆ หญิงชรา พยายามใช้มือลูบหลังปลอบโยนด้วยความเห็นอกเห็นใจอย่างแท้จริง ท่ามกลางซากปรักหักพังและความเหลื่อมล้ำที่บีบคั้นหัวใจคนตัวเล็กๆ ให้แหลkสลาย
ก้องยืนนิ่งอยู่ลำพัง ห่างออกไปไม่กี่ก้าว เขายกมือขึ้นกุมขมับที่ยังคงปวดตุบๆ ความละอายใจตีตื้นขึ้นมาจุกอก เขาเกือบจะพ่ายแพ้ให้กับความโกรธ ความรุนแรงที่เขาเกลียดชังมาตลอดชีวิต เกือบจะถูกดึงออกมาใช้เพื่อแก้ปัญหา เสี่ยวิชัยไม่ได้ทำลายแคบ้านของชาวบ้านเหล่านี้ แต่มันกำลังพยายามทำลายความเป็นมนุษย์ในตัวเขาด้วย
รินเงยหน้าขึ้นมองก้องด้วยแววตาที่อ่อนลง เธอไม่ได้พูดอะไรเพิ่ม เธอย่อมเข้าใจดีว่าความกดดันจากสังคมที่เอารัดเอาเปรียบนั้นหนักหนาเพียงใดสำหรับคนที่พยายามดิ้นรนอย่างสุจริต ทว่า ก่อนที่ใครจะได้เอื้อnวาจาใดออกมาเพื่อเยียวยาความรู้สึก เสียงปรบมือช้าๆ และกังวานก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ซึ่งเป็นมุมมืดของโครงสร้างตึกที่ยังสร้างไม่เสร็จ
"ชื่นชม... ชื่นชมจริงๆ ครับ คุณก้อง"
เสียงทุ้มต่ำแต่นุ่มนวลเอ่ยขึ้น พร้อมกับร่างสูงโปรดของชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเข้มไร้รอยยับ ที่ก้าวออกมาจากเงาตึก ใบหน้าเรียบเฉยแต่แววตากลับคมกริบราวกับมองทะลุปรุโปร่งทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ เสี่ยวิชัยแย้มยิ้มที่มุมปากอย่างผู้มีชัยเหนือกว่า
"เกือบไปแล้วนะครับ... ถ้าคุณเผลอซัดไอ้ชาติเมื่อกี้ ชีวิตที่คุณอุตส่าห์ปีนป่ายขึ้นมาจากโคลนตม คงร่วงหล่นลงมานอนคลุกฝุ่นอีกรอบในพริบตาเดียว" เสี่ยวิชัยก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนหยุดยืนห่างจากก้องเพียงช่วงตัว "สนใจมาร่วมงานกับผมไหมล่ะครับ? คนใจร้อนและเด็ดเดี่ยวแบบคุณ... น่าจะเหมาะกับงานที่ต้องใช้ความเด็ดขาดมากกว่ามายืนทวงความยุติธรรมให้คนจนที่ไม่มีวันชนะพวกเราหรอกนะ"
ก้องมองหน้าอดีตคู่ปรับที่ก้าวเข้ามาประชิดตัวด้วยความรู้สึกที่สับสนระคนเกลียดชัง ขณะที่รินรีบลุกขึ้นยืนขวางหน้าเสี่ยวิชัยไว้ทันทีด้วยสีหน้าตื่นตัว แต่ทว่า เสี่ยวิชัยกลับไม่ได้สนใจริน เขายื่นนามบัตรสีทองหรูหราออกมาตรงหน้าก้อง พร้อมกับรอยยิ้มที่ซ่อนความลับบางอย่างเอาไว้
"ก่อนที่คุณจะปฏิเสธ... ผมมีบางอย่างที่อยากให้คุณดูเกี่ยวกับคดีที่ดินของพ่อคุณ... เรื่องที่คุณตามหามาตลอดชีวิตไงล่ะครับ"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรไปกับผมในบทนี้นะครับ
ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา•ตอนที่ 42
ความโกรธที่ควบคุมไม่อยู่
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!