“ตั๋วเที่ยวเดียว... แล้วจะกลับไปเมื่อไหร่ล่ะพ่อหนุ่ม?”
เสียงแหบพร่าของพนักงานขายตั๋วรถไฟดังแทรกผ่านช่องกระจกที่เต็มไปด้วยคราบฝุ่นหนา ก้องชะงักมือที่กำลังนับธนบัตรใบละยี่สิบบนฝ่ามือเหงื่อชุ่ม เขากลืนก้อนความรู้สึกบางอย่างลงคอ ก่อนจะเงยหน้าสบตาคนถามด้วยแววตาที่พยายามซ่อนความสั่นไหว
“ไม่กลับครับ... อย่างน้อยก็ไม่ใช่เร็วๆ นี้” เขาตอบ สุ้มเสียงราบเรียบจนเกือบจะดูเย็นชา แต่นิ้วโป้งที่บดขยี้กันไปมาใต้เคาน์เตอร์นั้นฟ้องความจริงที่ตรงกันข้าม
เงินห้าร้อยสี่สิบบาทในกระเป๋ากางเกงยีนส์ตัวเก่า คือหลักประกันเพียงหนึ่งเดียวที่กั้นระหว่างเขากับความว่างเปล่าข้างหน้า ก้องขยับตัวออกจากแถวด้วยความรู้สึกเหมือนน้ำหนักของโลกทั้งใบมาวางทับอยู่บนบ่า การจากบ้านมาไม่ใช่เพื่อการผจญภัย แต่มันคือการหนีจากรอยเท้าของพ่อ—รอยเท้าที่ย่ำจมลงในโคลนตมของความจนมาทั้งชีวิต และเขาปฏิญาณกับตัวเองในคืนที่ฝังร่างพ่อลงในดินว่า จะไม่ยอมให้ชื่อของตัวเองจบลงในผืนนาที่แห้งแล้งนั่นอีกต่อไป
รถไฟขบวนเหล็กแล่นผ่านทุ่งหญ้าสีน้ำตาลสลับกับตึกแถวที่เริ่มเบียดเสียด กลิ่นควันถ่านไม้และไอดินที่คุ้นเคยค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยกลิ่นกำมะถันของน้ำเสียและฝุ่นละอองจากไซด์งานก่อสร้างที่เริ่มหนาตาขึ้นเรื่อยๆ ก้องแนบหน้าผากลงกับกระจกหน้าต่างที่สั่นสะเทือน สายตาของเขาจับจ้องไปยังยอดเครนสูงตระหง่านที่พุ่งทะยานขึ้นฟ้า ราวกับอวัยวะแปลกปลอมที่คอยฉีกทึ้งขอบฟ้าของเมืองหลวง
กรุงเทพฯ ไม่ได้ต้อนรับเขาด้วยแสงสี แต่มันต้อนรับเขาด้วย ‘แรงกดดัน’
เมื่อก้าวลงจากสถานีหัวลำโพง ความวุ่นวายก็พุ่งเข้าใส่ราวกับคลื่นสึนามิ เสียงตะโกนเรียกแท็กซี่ เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบ และกลิ่นไอความร้อนจากท่อไอเสีย ก้องยืนนิ่งอยู่กลางกระแสธารของผู้คนที่เดินสวนทางไปมา เขาคือเศษฝุ่นที่ถูกพัดพามาท่ามกลางความศิวิไลซ์ที่ไร้หัวใจ ในกระเป๋าเป้ใบโทรมมีเพียงเสื้อผ้าสองชุดกับรูปถ่ายพ่อที่ขอบมุมเริ่มเปื่อยยุ่ย
เขากำลังจะก้าวเท้าข้ามถนนเพื่อมองหาห้องเช่าราคาถูกที่จดไว้ในเศษกระดาษ ทว่าสายตากลับสะดุดเข้ากับหน้าจอทีวีพลาสม่าขนาดใหญ่ที่ติดอยู่บนตึกสูงฝั่งตรงข้าม ภาพของชายวัยกลางคนสวมสูทเนื้อดี ยืนยิ้มอยู่หน้าแบบจำลองตึกระฟ้าที่มีรั้วล้อมรอบมิดชิด ด้านล่างหน้าจอวิ่งเป็นตัวอักษรสีแดงสด: *‘เสี่ยวิชัย ประกาศโครงการแลนด์มาร์คใหม่ใจกลางเมือง... เคลียร์พื้นที่ชุมชนเก่า รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจ’*
ก้องชะงัก ก้อนเนื้อในอกซ้ายบีบตัวจนเจ็บปวด เขาจำใบหน้านั้นได้แม่นยำ ใบหน้าที่ปรากฏในบันทึกหนี้สินที่พ่อเคยหยิบขึ้นมาดูด้วยมือที่สั่นเทา ใบหน้าที่เป็นต้นเหตุให้ครอบครัวเขาต้องสูญเสียที่ดินผืนสุดท้ายไปเมื่อสามปีก่อน
“หลบหน่อยพ่อหนุ่ม!”
แรงกระแทกจากไหล่ของผู้ชายที่รีบเร่งทำให้ก้องเสียหลักเกือบเซ เขาเซถลาไปชนกับใครบางคนเข้าอย่างจัง หนังสือเล่มเล็กที่ถืออยู่ในมืออีกฝ่ายหล่นกระจัดกระจายบนพื้นทางเท้าที่เต็มไปด้วยคราบเขม่า
“ขอโทษครับ ผม... ผมไม่ได้ตั้งใจ” ก้องรีบก้มลงเก็บหนังสือเล่มนั้นขึ้นมา หน้าปกเป็นภาพวาดลายเส้นของเด็กหญิงที่ยืนถือป้ายกระดาษเรียกร้องสิทธิที่อยู่อาศัย
หญิงสาวเจ้าของหนังสือรับมันไปจากมือเขา เธอมองเขาด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะคลี่ยิ้มจางๆ “ไม่เป็นไรค่ะ เมืองนี้ใครๆ ก็รีบ... รีบจนลืมมองว่าเรากำลังเหยียบหัวใครอยู่บ้าง”
เธอพูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินหายไปในกลุ่มฝูงชน ทิ้งให้ก้องยืนนิ่งค้าง สายตาของเขาจับจ้องไปยังเศษดินที่เปื้อนบนรองเท้าผ้าใบเก่าๆ ของตัวเอง กลิ่นดินในเมืองใหญ่ไม่ได้หอมชื่นใจเหมือนที่บ้าน แต่มันเหม็นสาบ เหม็นเหมือนกับกลิ่นของความโลภที่รอวันจะกลืนกินคนอย่างเขาให้มอดไหม้
ก้องตัดสินใจเดินลัดเลาะไปตามซอยที่มืดมิดและแคบลงเรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดอยู่หน้าแคมป์คนงานก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ถูกล้อมด้วยสังกะสีผุพัง เขาหวังแค่ว่าจะมีงานกรรมกรสักตำแหน่งให้เขาทำเพื่อประทังชีวิตในคืนนี้
แต่ทว่า เมื่อเขาผลักประตูสังกะสีออกไป ภาพที่เห็นกลับไม่ใช่คนงานที่กำลังนั่งล้อมวงกินข้าว แต่เป็นชายฉกรรจ์สี่ห้าคนในชุดดำกำลังยืนล้อมร่างของหญิงสาวคนหนึ่งที่เพิ่งเดินชนเขาเมื่อครู่ หญิงสาวคนนั้นถูกบีบให้จนมุมอยู่ที่มุมตึก โดยมีชายคนหนึ่งในกลุ่มจ่อปลายกระบอกปืนสั้นไว้ที่ขมับของเธอ
“บอกแล้วไงว่าอย่ามายุ่งกับที่ดินแปลงนี้...” เสียงทุ้มต่ำดั่งปีศาจดังขึ้นจากด้านหลังของกลุ่มชายฉกรรจ์ เสี่ยวิชัยก้าวออกมาจากความมืดพร้อมกับสูบบุหรี่จัด “ผู้หญิงหน้าโง่ที่คิดจะเปลี่ยนโลกด้วยกระดาษใบเดียว สุดท้ายก็จบไม่สวยหรอก”
ก้องตัวแข็งทื่อ มือที่กำสายกระเป๋าแน่นจนขึ้นข้อขาว เขารู้ว่าควรจะหันหลังกลับและวิ่งหนีไปให้ไกลที่สุดตามสัญชาตญาณของการเอาตัวรอด แต่ในวินาทีที่เขากำลังจะก้าวถอยหลัง ปลายกระบอกปืนก็เปลี่ยนเป้าหมายมาเล็งที่หน้าอกของเขาทันที
“ใคร?” เสี่ยวิชัยหรี่ตามองเขาด้วยสายตารังเกียจราวกับมองเห็นแมลงสาบตัวหนึ่ง “เด็กใหม่ที่ส่งมาขัดจังหวะ หรือว่า... คนของพวกแกวะ?”
ก้องไม่ได้ตอบ เขากำหมัดแน่น ในหัวไม่ได้คิดเรื่องความกลัวอีกต่อไป ความรู้สึกผิดต่อพ่อที่คอยตามหลอกหลอนมาตลอดทางได้กลายเปลี่ยนเป็นเปลวไฟที่เผาผลาญความลังเลจนหมดสิ้น เขาไม่ได้มาเพื่อเป็นเหยื่อ แต่เขามาเพื่อทวงคืนสิ่งที่ถูกพรากไป
.
.
.
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับ "บันทึกคนจร" นะครับ แล้วพบกันในตอนหน้าครับ
ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา•ตอนที่ 1
กลิ่นดินในเมืองใหญ่
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!