พยัคฆ์หยกเมฆาอาญาสิทธิ์ กับ กุนซือหญิงผู้ไร้รอยจารึก•ตอนที่ 15

เล่ห์เหลี่ยมการสงคราม

ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
กลิ่นอายควันธูปไม้จันทน์หอมกรุ่นเจือจางในความเงียบงันยามรัตติกาล แสงตะเกียงน้ำมันสำริดไหววูบตามแรงลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างแกะสลักลายเมฆา ทว่าบรรยากาศภายในห้องโถงกองบัญชาการใหญ่กลับไร้ซึ่งความสงบสุขดังเช่นความเงียบนั้น “ดูเหมือนว่า... หมากตานี้ขององค์ชายสาม จะมิได้ต้องการแค่บีบให้เราอดอยากเสียแล้วกระมังเพคะท่านอ๋อง... แต่มันต้องการ ‘หัว’ ของพวกเราทั้งคู่ เพื่อแลกกับบัลลังก์มังกรในเมืองหลวง” เสียงหวานใสราดรดด้วยความเยือกเย็นระคนขบขันดังขึ้น ฉินอวี้เหมยในอาภรณ์บัณฑิตหญิงสีขาวปักลายกอไผ่ดิ้นเงินขยับกายเล็กน้อย นิ้วเรียวดั่งลำหยกขาวกำลังคีบเบี้ยหยกสีดำสนิทขึ้นมาพิจารณา ก่อนจะปล่อยให้มันตกลงกระทบกระดานไม้จันทน์หอมดัง *แปะ* เบาๆ เป็นสัญญาณของการเปิดฉากสงครามประสาทที่ไม่มีวันหวนกลับ ชินอ๋องเฟยหลงมิได้ปริปากตรัสสิ่งใดในทันที ร่างสูงสง่าในชุดเกราะทมิฬประดับลวดลายพยัคฆ์ทองคำนั่งนิ่งดั่งรูปสลักหินผา สายตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวทอดมองกระดานหมากตรงหน้าสลับกับใบละมุนที่ประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาแต่ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นของสตรีตรงข้าม ความมืดมิดรอบกายขับเน้นให้กรามคมสันและสันจมูกโด่งเป็นคมยิ่งดูดุดันน่าเกรงขาม ทว่าแววตาที่ทอดมองนางกลับซ่อนความระอุปรารถนาและความห่วงใยล้ำลึกที่ผู้ใดก็ไม่อาจล่วงรู้ “เจ้ากำลังสนุกหรือ... อวี้เหมย” สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มในป่าลึก มันทั้งแหบพร่าและกดดันจนผู้ฟังต้องหยุดหายใจ “กองเสบียงทางเหนือถูกเผาจนราบคาบ ทัพหน้าของศัตรูเคลื่อนพลประชิดคูเมืองยี่สิบหลี้* (หน่วยวัดระยะทางโบราณ ประมาณ 10 กิโลเมตร) ทหารในสังกัดเหลืออาหารพอกินได้อีกเพียงสามวัน แต่เจ้ากลับยังมีอารมณ์มานั่งวางหมากรุกกับความตายเช่นนี้” “ความตายมิใช่เรื่องน่ากลัวเพคะท่านอ๋อง...” อวี้เหมยเงยหน้าขึ้นสบตาคู่คมนั้น รอยยิ้มบนเรียวปากบางเฉียบแย้มกว้างขึ้นอีกนิด ดวงตาดำขลับประกายแสงลึกล้ำราวกับห้วงสมุทรไร้ก้นบึ้ง “สิ่งที่น่ากลัวกว่าความตาย คือการต้องก้มหัวให้สุนัขรับใช้ที่ไร้ปัญญาต่างหาก องค์ชายสามทรงคิดว่าพระองค์ทรงกุมชะตากรรมของพวกเราไว้ในกำมือ ทรงส่งกองกำลังทมิฬแปดร้อยนายลอบเข้าตีค่ายกลยุทธศาสตร์ทางทิศเหนือเพื่อตัดกำลังใจ... แต่งูพิษยิ่งชูคอสูงเท่าใด ช่องท้องย่อมเปิดโล่งให้เด็ดหัวได้ง่ายขึ้นเท่านั้นเพคะ” ชินอ๋องเฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทรงพลังจนอากาศรอบกายสั่นไหว เขายื่นมือหนาออกไปหยิบถ้วยชาอุ่นขึ้นมาจิบช้าๆ ท่าทางสง่างามไร้ที่ติ แม้สถานการณ์ภายนอกจะจวนตัวถึงขีดสุดแล้วก็ตาม “หมากตานี้ เจ้าวางแผนไว้อย่างไร” พระองค์ตรัสถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่นัยน์ตากลับทอประกายชื่นชมอย่างปิดไม่มิด สตรีผู้นี้ช่างน่ากลัวนัก นางไม่อาจถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มบุรุษผู้มีปัญญาเป็นเลิศทั่วไปได้ เพราะทุกย่างก้าวที่นางเดินล้วนคำนวณเลือดเนื้อและลมหายใจของศัตรูไว้ล่วงหน้าหมดสิ้นแล้ว อวี้เหมยลุกขึ้นยืนช้าๆ ชายเสื้อยาวลากพื้นส่งเสียงเสียดสีกับเสื่อกกแผ่วเบา นางเดินไปหยุดเบื้องหน้าแผนที่ยุทธศาสตร์ผืนใหญ่ที่กางอยู่บนโต๊ะไม้สำริด ปลายนิ้วเรียวชี้ไปยังจุดหุบเขาอัสดง ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวที่กองกำลังทมิฬขององค์ชายสามต้องใช้เคลื่อนพลผ่านในคืนนี้ “พวกมันคิดว่าเราคือนกในกรงที่รอวันตาย... ดังนั้น พวกมันจึงละเลยการระแวดระวัง และเลือกใช้ ‘เส้นทางลัด’ ผ่านหุบเขาอัสดงเพื่อเข้าตีค่ายหลวงยามวิกาล” อวี้เหมยกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมดั่งใบมีดน้ำแข็ง “หม่อมฉันได้สั่งการให้กองทัพหน้าถอนกำลังออกจากแนวหน้าทั้งหมดตั้งแต่ยามโฉบ (01.00-02.50 น.) ที่ผ่านมาแล้วเพคะ” เฟยหลงขมวดคิ้วเข้มเข้าหากันเล็กน้อย ดวงตาหรี่ลง “ถอนกำลัง? เจ้าบ้าไปแล้วหรืออวี้เหมย นั่นเท่ากับเปิดประตูต้อนรับเสือเข้าบ้าน ศัตรูจะเหยียบย่ำค่ายของเราได้ภายในชั่วก้านธูปเดียว!” “หากไม่เปิดประตู แล้วเสือตัวนั้นจะเดินเข้ามาติดกับดักได้อย่างไรเล่าเพคะท่านอ๋อง” อวี้เหมยหันกลับมาสบตา พร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของพยัคฆ์ร้ายแห่งแดนเหนือกระตุกวูบ “หม่อมฉันไม่ได้ถอนกำลังเพื่อหนี... แต่เราถอนเพื่อสละ ‘เปลือกนอก’ ที่ไร้ค่า เพื่อแลกกับการตลบหลังขยี้กระดูกพวกมันให้แหลکสลายต่างหาก” นางก้าวเข้าไปใกล้ร่างสูงใหญ่ของท่านอ๋องมากขึ้น กลิ่นอายหอมละมุนประจำกายของสตรีผสมผสานกับกลิ่นชาชั้นดีและกลิ่นอายสงครามบนตัวบุรุษสร้างบรรยากาศที่ชวนให้หัวใจเต้นระส่ำอย่างประหลาด “หม่อมฉันได้แอบเปลี่ยนเส้นทางขนส่งเสบียงปลอมสามร้อยเกวียน มุ่งหน้าสู่หุบเขาอัสดง โดยมีธงรบของกองทัพหลวงปักเด่นเป็นสง่า ภายในเกวียงเหล่านั้นมิได้บรรจุข้าวสารแม้แต่เมล็ดเดียว... แต่บรรจุ ‘ดินประสิวเพลิงโลกันตร์’ ที่หม่อมฉันให้กองช่างอาวุธเร่งปรุงขึ้นตลอดสามคืนที่ผ่านมาเพคะ” สิ้นคำพูดนั้น แววตาดุดันของชินอ๋องเฟยหลงก็พลันประกายแสงวับวาด ความเหี้ยมเกรียมและรอยยิ้มเยือกเย็นผุดขึ้นที่มุมปากของบุรุษผู้กุมอำนาจทหารทั่วหล้าทันที พระองค์ทรงเข้าใจแผนการทั้งหมดในเสี้ยววินาที ดินประสิวเพลิงโลกันตร์จำนวนมหาสมาศ... หากจุดประกายขึ้นท่ามกลางหุบเขาแคบที่มีลมพัดแรงในยามค่ำคืน มันจะแปรเปลี่ยนหุบเขาอัสดงให้กลายเป็นทะเลเพลิงที่แม้แต่เทพเซียนก็ยังต้องหนีตาย และกองกำลังทมิฬแปดร้อยนายขององค์ชายสาม ก็จะกลายเป็นปุ๋ยฝุ่นใต้เถ้าถ่านโดยไม่ต้องใช้กระบี่แม้แต่เล่มเดียว “เจ้าช่าง... ร้ายกาจยิ่งนัก อวี้เหมย” เฟยหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า พระองค์ยื่นมือออกไปคว้าเอวบางของนางเข้ามารั้งไว้แนบพระoรอยชิดโดยไม่ทันให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว ความอบอุ่นจากฝ่ามือหนาผ่านเนื้อผ้าหนาเข้ามาจนอวี้เหมยต้องสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจระคนตื่นตระหนก “ทะ... ท่านอ๋อง...” นางเอ่ยเสียงตะกุกตะกักเมื่อใบหน้าคมคายโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดอยู่บนพวงแก้มทำเอาสติปัญญาที่เคยเฉียบคมดั่งคมดาบของกุนซือหญิงแทบจะกระเจิงหายไปในพริบตา “หากสงครามครั้งนี้จบลงด้วยชัยชนะของเรา... ข้าจะทูลขอพระราชโองการสมรสจากฮ่องเต้ทันที” สุ้มเสียงทุ้มต่ำจริงจังและเด็ดขาด ไม่มีร่องรอยของการหยอกเย้าแม้แต่น้อย “เจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก อวี้เหมย... เจ้าต้องเป็นชายาของพยัคฆ์ผู้นี้แต่เพียงผู้เดียว” หัวใจของฉินอวี้เหมยเต้นระรัวราวกับกลองศึก ความทรงจำอันเจ็บปวดในอดีตที่เคยสูญเสียทุกสิ่งจากการเมืองราชสำนักถูกความอบอุ่นจากอ้อมแขนนี้โอบกอดไว้จนมิด นางกำลังจะอ้าปากเอ่ยปฏิเสธหรือประท้วงตามธรรมเนียม ทว่า... *ตึง!* เสียงระฆังเตือนภัยจากหอคอยทิศประจิมดังสนั่นหวั่นไหวติดต่อกันสามครั้งติด เป็นสัญญาณชีพจรสีเลือดที่บ่งบอกว่า... กองกำลังศัตรูได้ล่วงล้ำเข้าสู่เขตหุบเขาอัสดงตามแผนการที่วางไว้แล้ว! เฟยหลงผละกายออกจากร่างบางอย่างรวดเร็ว ความอ่อนโยนเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงแม่ทัพผู้เหี้ยมเกรียมและเด็ดเดี่ยว ดวงตาคมกริบกวาดมองไปนอกหน้าต่างที่ความมืดมิดปกคลุม “สัญญาณเริ่มแล้วเพคะ” อวี้เหมยดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว แววตาฉายประกายความเยือกเย็นดั่งเดิม นางหยิบพัดหยกประจำตัวขึ้นมาสะบัดเบาๆ “เชิญท่านอ๋อง... ไปชมดอกไม้ไฟที่งดงามที่สุดในรอบทศวรรษกันเถอะเพคะ” ทั้งสองก้าวออกจากห้องโถงใหญ่ด้วยฝีเท้าที่มั่นคงและทรงพลัง ทว่าในขณะที่กำลังจะก้าวพ้นประตูค่ายทหารเพื่อขึ้นสู่หอคอยบัญชาการรบ เสียงฝีเท้ารีบร้อนอันผิดปกติของทหารยามหน้าค่ายก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน “ท่านอ๋อง! กุนซือฉิน!แย่แล้วพะยะค่ะ!” ทหารนายนั้นวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าด้วยเนื้อตัวที่เปียกโชกไปด้วยเหงื่อและคราบโคลน “มะ... มีราชโองการลับ... จากเมืองหลวง! และ... และ...” “พูดมา!” เฟยหลงตวาดกร้าว เสียงนั้นทรงอำนาจจนทหารนายนั้นตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว “องค์ชายสาม... องค์ชายสามทรงถูกลอบปลงพระชนม์ในตำหนักส่วนพระองค์เมื่อยามอิ่ว (17.00-18.50 น.) ที่ผ่านมาแล้วพะยะค่ะ! และในราชโองการลับระบุชัดเจนว่า... ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสังหาร และเป็นกบฏตัวจริงที่ต้องถูกประหารเจ็ดชั่วโคตร คือ... คือพวกเราทัพหน้าแห่งแดนเหนือพะยะค่ะ!” ************************************************** ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้เล่ห์กลของท่านอ๋องและกุนซือสาวมาจนถึงตอนนี้ พบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์หยกเมฆาอาญาสิทธิ์ กับ กุนซือหญิงผู้ไร้รอยจารึก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%