คราบหมึกสีดำบนกระดาษสาแผ่นนั้นไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวของความรัก แต่มันกำลังฟ้องร้องถึงฆาตกรรม
รินรดาวางปากกาหมึกซึมลงบนโต๊ะทำงานกระจกใสอย่างเชื่องช้า เสียงกระทบเบาหวิวดังสะท้อนก้องในห้องทำงานที่เงียบสงัดจนเกือบได้ยินเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจตัวเอง บนหน้ากระดาษตรงหน้าเธอคือสำนวนคดีที่ถูกส่งต่อมาจากสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นคดีฆาตกรรมอำพรางที่ไร้ซึ่งร่องรอยการต่อสู้ ไร้พยานปากเอก และที่สำคัญที่สุด... ไร้ซึ่งแรงจูงใจที่สมเหตุสมผลตามหลักนิติศาสตร์
ทว่าสิ่งที่ทำให้ทนายความสาวมาดนิ่งอย่างเธอต้องขมวดคิ้วมุ่น ไม่ใช่ความซับซ้อนของรูปคดี หากแต่เป็นชื่อของ ‘ผู้ต้องสงสัย’ ที่ปรากฏอยู่บรรทัดสุดท้าย
*กวินทร์ วงศ์วรเวช* — กวีหนุ่มผู้กวาดรางวัลซีไรต์มาแล้วถึงสองครั้ง ผู้ชายที่ร้อยเรียงถ้อยคำให้คนนับล้านเสียน้ำตา แต่กลับตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมภรรยาตนเอง
"คุณคิดว่ากวีเขียนบทกวีขึ้นมาเพื่อเยียวยาโลก หรือเพื่อซ่อนความจริงกันแน่ครับ คุณรินรดา"
เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง รินรดาไม่ต้องเงยหน้ามองเธอก็รู้ว่าใครคือเจ้าของเสียงนั้น ปริญญา หุ้นส่วนอาวุโสของสำนักงานกฎหมายก้าวออกมาจากเงาสลัวของม่านกำมะหยี่สีทึบ ในมือของเขามีแก้ววิสกี้ส่งกลิ่นจางๆ และรอยยิ้มที่อ่านไม่ออกประดับอยู่บนมุมปาก
"กฎหมายไม่ได้ตัดสินมนุษย์ด้วยความสวยงามของตัวอักษรหรอกนะคะ... เอ๊ย... หรอกครับ" รินรดาเผลอหลุดปากแก้สรรพนามในใจเล็กน้อยก่อนจะดึงน้ำเสียงราบเรียบกลับมาควบคุมสถานการณ์ "และฉัน... เอ่อ ผมไม่มีเวลามานั่งวิเคราะห์วรรณกรรมไร้สาระพวกนี้ ถ้าสำนักงานของเราจะรับทำคดีให้คุณกวินทร์ เราจำเป็นต้องมีเหตุผลที่ดีกว่าความเห็นอกเห็นใจจากสังคม"
ปริญญายกยิ้มมุมปาก เขาเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน วางซองเอกสารสีน้ำตาลอีกซองหนึ่งทับลงบนกองสำนวนคดีเดิม สายตาคมกริบมองลอดกรอบแว่นสายตาพิจารณาผู้ใต้บังคับบัญชาคนเก่ง
"รัฐไม่ได้ต้องการเหตุผลที่ดีที่สุด พวกเขาต้องการแค่แพะที่ดูน่าเชื่อถือที่สุดต่างหากล่ะ" ปริญญาเว้นจังหวะ ปล่อยให้ความเงียบโรยตัวลงมาราวกับฝุ่นละอองที่ค่อยๆ ตกลงสู่พื้น "แต่กวินทร์ปฏิเสธที่จะจ้างทนายหน้าไหนก็ตามที่วิ่งเข้าหาเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น... เขาส่งจดหมายฉบับนี้มาให้คุณโดยเฉพาะ"
รินรดานิ่งงัน ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนซองเอกสารสีน้ำตาลชầmชื้นเล็กน้อย เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความทรงจำในอดีตที่เธอพยายามฝังกลบมันไว้ใต้กองเอกสารทางกฎหมายนับร้อยคดีพลلุกพล่านขึ้นมาอีกครั้ง การสูญเสียพี่ชายในคดีที่ความยุติธรรมกลายเป็นเพียงสินค้าประมูล คือแผลเป็นที่ทำให้เธอยึดมั่นในตรรกะและเหตุผลมาโดยตลอด ปฏิเสธความรู้สึก ปฏิเสธความอ่อนแอ และปฏิเสธความลึกซึ้งใดๆ ที่อยู่นอกเหนือตัวบทกฎหมาย
แต่เมื่อเธอเปิดซองเอกสารออก สิ่งที่ปรากฏอยู่ภายในกลับไม่ใช่เอกสารทางคดีแต่อย่างใด
มันคือกระดาษโน้ตแผ่นเล็ก เขียนด้วยลายมือหวัดๆ แต่ทรงพลังด้วยเส้นสายของหมึกสีดำสนิท มีข้อความสั้นๆ เพียงสามบรรทัด:
*‘ความยุติธรรมก็เหมือนบทกวี...*
*มันงดงามเฉพาะในสายตาคนที่แต่งเติม*
*คุณกล้าพอจะอ่านบรรทัดสุดท้ายในเงาของผมไหมครับ... รินรดา’*
หัวใจของทนายความสาวกระตุกวูบอย่างไม่ทันตั้งตัว ลายมือนี้... น้ำเสียงที่ซ่อนอยู่หลังตัวอักษรเหล่านี้ มันสะท้อนความเย่อหยิ่งและอันตรายบางอย่างที่เธอคุ้นเคยอย่างประหลาด กวินทร์ไม่ได้กำลังขอความช่วยเหลือในฐานะจำเลย เขากำลังท้าทายเธอในฐานะนักอ่านผู้ถือครองความจริง
"เขาอยู่ที่ห้องสอบสวนพิเศษชั้นใต้ดินของสถานีตำรวจนครบาล" ปริญญาเอ่ยเบาๆ เหมือนจงใจกระซิบปีศาจข้างหู "และเขาร้องขอพบคุณ... ภายในหนึ่งชั่วโมงนี้ ก่อนที่อัยการจะยฟ้องศาล"
รินรดานิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ บรรยากาศภายในห้องทำงานเย็นเยียบลงถนัดตา เธอหยิบกระดาษโน้ตแผ่นนั้นขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง ใต้เงาแสงไฟสลัวจากโคมไฟบนโต๊ะ ดวงตาคู่นคมฉายแววครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง เธอรู้ดีว่าการก้าวเข้าไปในห้องสอบสวนนั้นเท่ากับการเหยียบย่างเข้าสู่เกมจิตวิทยาที่อีกฝ่ายเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ทั้งหมด แต่ในขณะเดียวกัน สัญชาตญาณดิบในฐานะนักกฎหมายผู้กระหายความจริงก็กำลังกรีดร้องให้เธอเดินหน้า
เธอหยิบสูทสีเข้มขึ้นมาสวมทับเสื้อเชิ้ตสีขาวอย่างคล่องแคล่ว คว้ากระเป๋าเอกสารคู่ใจ แล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับปริญญาด้วยแววตานิ่งสนิทที่ไร้ซึ่งความลังเล
"ฉันจะไปจัดการเรื่องนี้เองครับ" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เด็ดเดี่ยว และเต็มไปด้วยความท้าทายที่ถูกเก็บงำไว้ภายใต้หน้ากากของความเป็นมืออาชีพ
รถยนต์ซีดานสีดำสนิทแล่นฝ่าสายฝนโปรยปรายยามบ่าย ทัศนียภาพนอกกระจกหน้าต่างพร่ามัวไปด้วยหยดน้ำที่ไหลวนตามแรงลมปัดน้ำฝน รินรดานั่งเงียบๆ อยู่ที่เบาะหลัง สายตาจดจ่ออยู่กับสำนวนคดีหนาเตอะในตัก สมองของเธอประมวลผลข้อเท็จจริงและช่องโหว่ทางกฎหมายครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อเตรียมรับมือกับกวีหนุ่มผู้กุมความลับทั้งหมดไว้ในกำมือ
เมื่อรถเลี้ยวเข้าสู่ลานจอดรถของสถานีตำรวจ บรรยากาศรอบตัวยิ่งอึมครึมและกดดันมากขึ้น กลิ่นอายของความอับชื้นและกลิ่นเหล็กจากการก่อสร้างผสม It ปะปนกับกลิ่นฝน รินรดาเดินก้าวผ่านประตูเหล็กดัดที่ส่งเสียงเอี๊ยดอาร์ด กลิ่นอายของสถานที่คุมขังให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกจนขนลุกชัน เธอก้าวตามเจ้าหน้าที่ร้อยเวรลงไปยังชั้นใต้ดิน ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามและมีเพียงเสียงฝีเท้าของพวกเขาเองที่สะท้อนก้องไปตามทางเดินแคบๆ
เจ้าหน้าที่หยุดยืนหน้าประตูห้องสอบสวนบานทึบที่มีกระจกเงาบานใหญ่กั้นกลาง เขากดรหัสปลดล็อกก่อนจะผายมือให้เธอเข้าไปด้านใน
"คุณมีเวลาสามสิบนาทีครับ ทนายรินรดา" นายตำรวจหนุ่มเอ่ยสั้นๆ ก่อนจะดึงประตูให้เปิดออก
รินรดาพยักหน้ารับเรียบๆ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติและความนิ่งสงบทั้งหมดกลับคืนมา จากนั้นจึงก้าวเท้าผ่านธรณีประตูเข้าไปในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่มีเพียงโต๊ะไม้เก่าๆ และเก้าอี้สองตัวตั้งเผชิญหน้ากัน
บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม... ร่างสูงโปร่งในชุดผู้ต้องหาคดีอาญา นั่งไขว่ห้างอย่างไร้ความกังวล แสงไฟนีออนสีนวลส่องกระทบสันจมูกโด่งเป็นคมและดวงตาคู่นคมที่กำลังมองตรงมายังเธอด้วยประกายระยิบระยับราวกับเด็กน้อยที่กำลังรอคอยของเล่นชิ้นโปรด
กวินทร์เงยหน้าขึ้นสบตากับเธอ รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากไม่ได้บ่งบอกถึงความหวาดกลัวต่อข้อหาฆาตกรรมแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... มันคือรอยยิ้มของนักล่าที่ต้อนเหยื่อเข้ามาสู่กรงขังด้วยความเต็มใจ
"ยินดีที่ได้พบกันเสียทีนะครับ... คุณทนายผู้เกลียดบทกวี" กวินทร์เอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลราวกับเสียงกระซิบ แต่มันกลับดังก้องในโสตประสาทของเธอราวกับเสียงฟ้าผ่า
รินรดานิ่งงันไปชั่วขณะ เธอนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม วางกระเป๋าเอกสารลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง แล้วจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้นโดยไม่หลบสายตา
"คุณไม่ได้เรียกฉันมาเพื่อปรึกษาคดีหรอกใช่ไหมครับ คุณกวินทร์" รินรดาย้อนถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมไม่แพ้กัน "บอกเหตุผลที่แท้จริงของคุณมา... ว่าทำไมคุณถึงจงใจทิ้งร่องรอยให้ตำรวจจับได้ตั้งแต่แรก"
กวินทร์หัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ เขายื่นมือทั้งสองข้างที่สวมกุญแจมือเหล็กกล้ามาวางประสานกันบนโต๊ะโน้มตัวเข้าหาเธออย่างช้าๆ จนระยะห่างระหว่างใบหน้าเหลือเพียงแค่คืบ
"เพราะผมรู้ว่ามีเพียงคุณคนเดียวเท่านั้น..." กวินทร์กระซิบแผ่วเบา รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏชัดเจนขึ้นในแววตา "ที่จะช่วยผมตามหาศพของภรรยาผมที่แท้จริง... ซึ่งตอนนี้กำลังนอนอยู่ใต้พื้นห้องทำงานของคุณเองครับ"
ดวงตากลมโตของรินรดาเบิกกว้างขึ้นในทันที ลมหายใจของเธอสะดุดกึกไปชั่วขณะ ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมากระชากวิญญาณออกจากร่าง เมื่อสมองของเธอยังไม่ทันประมวลผลคำพูดอันน่าสะพรึงกลัวนั้น เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่และเสียงวิทยุสื่อสารของตำรวจก็ดังลั่นมาจากทางเดินด้านนอก พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนฉุกเฉินบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือของเธอที่สั่นรัวขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง!
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดบทแรกนี้ด้วยกันนะครับ... แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
บทกวีใต้ร่มเงา
เศษเสี้ยวความทรงจำในเงาคนแปลกหน้า•ตอนที่ 1
บรรทัดแรกในความเงียบ
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำในเงาคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!