กลิ่นกระดาษเก่าและหมึกพิมพ์ราคาแพงลอยอวลอยู่ในห้องสมุดประจำสำนักงานทนายความยามวิกาล มีเพียงแสงไฟสีส้มสลัวจากโคมัตโตะบนโต๊ะทำงานไม้สักที่ทำหน้าที่ขับเน้นเงาทอดตัวยาวของกวินทร์ให้ดูราวกับรูปปั้นหินอ่อนที่ถูกแกะสลักขึ้นด้วยความจงใจของความเงียบงัน
รินรดานั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แฟ้มเอกสารคดีหมายเลข 402 กองอยู่ตรงกลางระหว่างพวกเขา ราวกับเส้นเขตแดนที่ไม่อาจล่วงล้ำ แต่สายตาของเธอกลับไม่ได้มองเอกสารเหล่านั้น เธอกำลังมองผู้ชายที่นั่งอยู่หลังม่านควันจางๆ จากบุหรี่มวนบาง—ผู้ชายที่ใช้บทกวีเป็นเกราะกำบัง และใช้ความเปราะบางเป็นอาวุธ
"คุณกำลังเล่นเกมอะไรอยู่กันแน่ กวินทร์" เสียงของรินรดาราบเรียบ เย็นชา แต่มันสั่นไหวเล็กน้อยตรงปลายประโยคเหมือนผิวน้ำที่ถูกโยนก้อนหินลงไป "หลักฐานในมือฉันชี้ไปที่คุณ แต่ตัวตนของคุณในห้องนี้... กลับบอกว่าฉันกำลังไล่ล่าเงาของตัวเอง"
กวินทร์เงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาคู่นั้นสะท้อนประกายวับวาม เขาไม่ได้โกรธ และไม่ได้แก้ตัว เขายกยิ้มมุมปาก—รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจนน่าใจหาย
"เงาก็มีความเจ็บปวดในแบบของมันนะครับ ทนายรินรดา" กวินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม กังวานราวกับเสียงกระซิบในวิหารร้าง "คุณคิดว่าคนเราจะเขียนบทกวีที่เศร้าที่สุดออกมาได้ เพราะมีความสุขอย่างนั้นหรือครับ... เปล่าเลย เราเขียนมันเพื่อระบายเลือดที่ไหลอยู่ภายในต่างหาก"
เขาวางปากกาซึมลงบนโต๊ะ ช้าๆ ราวกับต้องการถ่วงเวลาให้ทุกลมหายใจในห้องนี้มีความหมาย กวินทร์ถอดแว่นออก ใช้ปลายนิ้วเรียวยาวนวดคลึงหว่างคิ้วที่ย่นเข้าหากัน ความเย่อหยิ่งและคมคายที่มักปรากฏบนใบหน้ายามเผชิญหน้ากับศาลหรือสื่อมวลชนมลายหายไปสิ้น ในวินาทีนี้ เหลือเพียงชายหนุ่มผู้โดดเดี่ยวคนหนึ่ง ที่แบกรับเศษซากความทรงจำอันแหลกสลายไว้บนบ่า
รินรดาเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ภาพลักษณ์ของจำเลยผู้เยือกเย็นพังทลายลงต่อหน้าต่อตา เธอย้ายตัวเองจากฝั่งของผู้พิพากษาในใจ มายืนอยู่บนความจริงที่ว่า มนุษย์เราไม่มีใครขาวหรือดำสนิท กวินทร์ในมุมที่อ่อนแอเช่นนี้ ช่างอันตรายต่อความตั้งมั่นในตรรกะของเธอเหลือเกิน
"ความโดดเดี่ยว... มันหน้าตาเป็นอย่างไรหรือครับ คุณรินรดา" กวินทร์ถามขึ้น ลอยๆ สายตาเหม่อมองไปยังนอกหน้าต่างกระจกที่สะท้อนภาพเงาของพวกเขาเอง "สำหรับผม มันคือการตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า เสียงเดียวที่ได้ยิน ไม่ใช่เสียงของลมหายใจตัวเอง แต่เป็นเสียงสะท้อนของคนที่จากไป... คนที่เราไม่เคยแม้แต่จะเอ่ยคำลา"
คำพูดนั้นสะท้อนลึกเข้าไปในรอยร้าวของอดีตที่รินรดาพยายามปิดตายมาตลอดหลายปี ความทรงจำเกี่ยวกับอุบัติเหตุครั้งนั้น คืนที่เธอสูญเสียพี่ชาย—เสาหลักทางใจเดียวที่เหลืออยู่—กลับพรั่งพรูขึ้นมาในสมองราวกับเขื่อนแตก หัวใจของทนายสาวกระตุกวูบ มือเรียวที่ประสานกันบนตักเผลอจิกเข้าหากันแน่นจนข้อ้วนิ้วซีดขาว
เธอเข้าใจ... เธอเข้าใจความรู้สึกนั้นดีกว่าใครทั้งหมด และนั่นคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด
"คุณไม่ต้องพยายามดึงฉันเข้าไปในโลกของคุณหกวินทร์" รินรดาเค้นเสียงพูดออกไป แม้จะรู้ว่ามันช่างเปราะบาง "หน้าที่ของฉันคือการหาความจริง ไม่ใช่การเยียวยาจิตวิญญาณที่แตกสลายของคุณ"
"ความจริงกับจิตวิญญาณ... มันคือสิ่งเดียวกันไม่ใช่หรือครับ?" กวินทร์หันกลับมาสบตาเธอตรงๆ แววตาคู่นั้นไหววับ เต็มไปด้วยความเวทนาและแรงดึงดูดที่ปฏิเสธไม่ได้ "คุณกำลังปกป้องความถูกต้องตามกฎหมาย แต่ในขณะเดียวกัน คุณก็กำลังปฏิเสธความถูกต้องของหัวใจตัวเอง... คุณจำไม่ได้หรือครับว่า ความรู้สึกสูญเสียมันรสชาติเป็นอย่างไร"
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างทั้งสองอีกครั้ง มันไม่ใช่ความเงียบที่อึดอัด แต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยแรงกดดันทางอารมณ์ที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ กวินทร์ลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานฝั่งที่เธอนั่งอยู่ ระยะห่างที่ลดลงทำให้กลิ่นโคโลญจน์ผสมกับกลิ่นกระดาษเก่าๆ ลอยเข้ามาชิดจมูก รินรดาไม่ได้ถอยหลัง เธอยังคงนั่งนิ่งราวกับถูกตรึงไว้ด้วยแรงโน้มถ่วงบางอย่างในดวงตาสสีเข้มคู่นั้น
"ถ้าคุณคิดว่าผมเป็นฆาตกร..." กวินทร์โน้มตัวลงมาเล็กน้อย เสียงกระซิบของเขารดรินอยู่ใกล้ใบหูของเธอ "ทำไม... มือของคุณถึงสั่นตอนที่ถือแฟ้มคดีของผมล่ะครับ?"
คำถามนั้นราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางความตั้งใจทั้งหมดของเธอ รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาในระยะประชิด ปลายจมูกของเขากับเธอห่างกันเพียงไม่กี่คืบ ความตึงเครียดพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุด เคมีระหว่างผู้ต้องสงสัยกับทนายความแปรเปลี่ยนเป็นความปรารถนาอันตรายที่ไร้ซึ่งทางออก
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังจะหลอมรวมพวกเขาเข้าหากัน เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันทางเดินด้านนอกก็ทำลายทุกอย่างลง
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดๆ กัน ไม่ใช่การเคาะแบบสุภาพ แต่เป็นการเคาะที่เต็มไปด้วยความเร่งร้อนและคุกคาม
กวินทร์ผละตัวออกไปยืนนิ่งในมุมมืดตามเดิม ใบหน้าของเขากลับมาเรียบเฉยราวน้ำแข็งอย่างรวดเร็วราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น รินรดารีบปรับสีหน้า ตั้งสติสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเอ่ยอนุญาตด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้มั่นคงที่สุด
"เข้ามาได้ค่ะ"
ประตูห้องสมุดเปิดออกอย่างช้าๆ แสงไฟสลัวสาดส่องกระทบกับร่างของบุคคลผู้มาใหม่—ผู้ชายในชุดสูทสีเข้มเปียกชุ่มไปด้วยหยาดฝนยามดึก มือข้างหนึ่งถือซองเอกสารสีน้ำตาลที่เปียกชื้น และรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปากของเขากำลังส่งตรงมาที่รินรดา
"ขออภัยที่มารบกวนยามวิกาลครับ ทนายรินรดา..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น พร้อมกับโยนซองเอกสารลงบนโต๊ะกลางห้อง "แต่ผมคิดว่า คุณคงอยากเห็นหลักฐานชิ้นใหม่... ชิ้นที่สำนักงานตำรวจพยายามซ่อนไว้ใต้พรมมาตลอดสามปีเต็ม"
รินรดากวาดสายตามองซองเอกสารนั้น หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อเห็นตราประทับลับสุดยอดของกรมตำรวจปรากฏอยู่บนมุมซอง และชื่อที่จ่าหน้าไว้ด้านบน... คือชื่อของพี่ชายเธอเอง
"บทกวีใต้ร่มเงา" ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและเงาแห่งความทรงจำนี้ร่วมกันนะครับ
เศษเสี้ยวความทรงจำในเงาคนแปลกหน้า•ตอนที่ 25
ความโดดเดี่ยวที่งดงาม
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำในเงาคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!