เศษเสี้ยวความทรงจำในเงาคนแปลกหน้า•ตอนที่ 6

คำสารภาพที่คลุมเครือ

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
เสียงก๊อกแก๊กเบาๆ จากมุมมืดของห้องสมุดเก่าแก่ ไม่ได้ทำให้กวินทร์ละสายตาออกจากหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนเงาของเขาเองกับแสงไฟสลัวจากถนนด้านนอก รินรดายืนนิ่งอยู่หลังชั้นหนังสือสูงตระหง่าน ปลายนิ้วเรียวยาวภายใต้ถุงมือหนังสีดำสัมผัสสันปกหนังสือสารานุกรมกฎหมายเล่มหนาโดยไม่ส่งเสียง ทว่าในพื้นที่กว้างรา30 ตารางเมตรแห่งนี้ การมีอยู่ของเธอกลับชัดเจนราวกับคมมีดที่วางแนบอยู่บนผิวเนื้อ "ดูเหมือนว่า... บทกวีบทนี้ จะไม่ได้มีแค่เราสองคนแล้วล่ะครับ คุณทนาย" กวินทร์เอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมามอง น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ทว่าเจือด้วยความระรื่นหูบางเบา ราวกับนักดนตรีที่กำลังบรรเลงท่อนโซโล่ในบทเพลงที่ซ้อมมาเป็นอย่างดี เขายกแก้ววิสกี้สีอำพันขึ้นจิบรสชาติบางเบา ดวงตาคมกวาดมองเงาสะท้อนในกระจกที่เผยให้เห็นร่างเพรียวของทนายสาวในชุดสูทสีเข้ม รินรดาก้าวเท้าออกมาจากเงาสลัว ฝีเท้าของเธอไร้เสียงแต่เต็มไปด้วยแรงกดดันทางจิตวิทยา เธอยืนห่างจากเขาเพียงไม่กี่ก้าว ระยะห่างที่อันตรายพอจะรับรู้ถึงกลิ่นโคלอนเจอร์เจือจางและกลิ่นอายความตายที่เธอมักสัมผัสได้จากคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ "ความเงียบในห้องนี้มีราคาแพงเกินกว่าจะมาต่อรองด้วยรหัสกลอนกวีนะ คุณกวินทร์" รินรดาเปิดฉากด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ ดวงตาสีนิลคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อประเมินคู่สนทนา "โดยเฉพาะเมื่อเงาที่สามที่คุณพูดถึง... อาจเป็นหมายจับที่กำลังเดินทางมาถึงที่นี่ในอีกไม่ถึงสิบนาทีข้างหน้า" กวินทร์หัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและน่าหลงใหลในแบบที่ทำให้คนฟังรู้สึกหนสันหลังวาบ เขาวางแก้วลงบนโต๊ะไม้สักทองอย่างเชื่องช้า ก่อนจะหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเธอเต็มตา รอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากไม่ได้ไปถึงดวงตาคู่คมที่พราวระยับด้วยประกายความท้าทาย "หมายจับเหรอครับ... คำพูดทางกฎหมายนี่ช่างไร้ซึ่งจินตนาการเสียจริง" กวินทร์ก้าวเข้าไปใกล้เธออีกครึ่งก้าว ทิ้งระยะห่างไว้เพียงพอให้รับรู้ถึงไออุ่นจากตัวเขา "คุณทนายเชื่อในกระดาษแผ่นเดียวที่พิมพ์ด้วยตัวอักษรแข็งกระด้าง มากกว่าความจริงที่กำลังหายใจอยู่ตรงหน้าคุณจริงๆ หรือครับ" "ความจริงที่คุณพูดถึง มันมีกลิ่นอเลือดติดมาด้วยเสมอไม่ใช่หรือครับ?" รินรดาย้อนถามทันควัน น้ำเสียงของเธอคมกริบ ไม่เปิดช่องให้เขาได้เล่นลิ้น "คุณธนาการ ผู้จัดการมูลนิธิศิลปะถูกพบเป็นศพในห้องทำงานเมื่อสามคืนก่อน สภาพศพถูกจัดวางราวกับงานประติมากรรมร่วมสมัย รอยกรีดที่ข้อมือซ้ายทำมุมสี่สิบห้าองศาพอดี... ลายมือแบบนี้ ฉันเคยเห็นมันในบทกวีรวมเล่มชิ้นเอกเล่มล่าสุดของคุณ" บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันที ราวกับอากาศถูกดูดออกไปจนหมดสิ้น มีเพียงเสียงฝนปรอยๆ ด้านนอกที่กระทบกับกระจกหน้าต่าง กวินทร์ไม่สะทกสะท้าน เขายังคงรักษารอยยิ้มเยือกเย็นเอาไว้ ดวงตาสีเข้มคู่นั้นมองสำรวจใบหน้าของรินรดาอย่างพินิจพิจารณา ราวกับกำลังอ่านตัวอักษรทุกบรรทัดบนใบหน้าอันเรียบเฉยของเธอ "คุณช่างเป็นนักกฎหมายที่มองโลกผ่านเลนส์กล้องซูมได้ละเอียดถี่ถ้วนเสียจริงครับ คุณรินรดา" กวินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทอดอาลัยเล็กน้อย "แต่คุณกำลังมองหาความหมายผิดที่... ศิลปะไม่ใช่การฆ่า และการฆ่าก็ไม่ใช่ศิลปะเสมอไป มันเป็นเพียง... การปลดปล่อยวิญญาณที่เหนื่อยล้าจากการแบกรับความเน่าเฟะต่างหาก" "นั่นคือคำสารภาพหรือไง?" รินรดาถามเสียงต่ำ หัวใจของเธอเต้นเร็วกว่าปกติเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความตึงเครียดของเกมจิตวิทยาที่กำลังดำเนินไปสู่จุดแตกหัก "คำสารภาพ... เป็นคำพูดของคนที่ยังหลงใหลในความผิดบาปครับ" กวินทร์ก้าวเข้ามาประชิดจนรินรดาต้องเผลอถอยหลังไปครึ่งก้าว แต่แผ่นหลังของเธอกลับชนเข้ากับชั้นหนังสือเสียแล้ว "ผมไม่ได้ฆ่าเขา... ผมแค่ช่วย 'ขัดเกลา' บันทึกหน้าสุดท้ายของเขาให้มันงดงามขึ้นต่างหาก คุณธนาการอยากจบชีวิตตัวเองมานานแล้ว เพียงแต่เขาไม่มีถ้อยคำที่สละสลวยพอที่จะบอกลาโลกใบนี้... ผมก็แค่มอบบทกวีบทสุดท้ายให้เขา เพื่อให้การตายของเขามีความหมายขึ้นมาบ้าง" "คุณฆ่าเขาด้วยความงามอย่างนั้นหรือ?" รินรดาเค้นเสียงหัวเราะในลำคอด้วยความขมขื่น สายตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของฆาตกร "ในทางกฎหมาย ความงามที่คุณอ้างถึงมันมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า 'เจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน' และมันมีโทษสูงสุดคือประหารชีวิต" กวินทร์โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มของเธอ ปลายนิ้วเรียวยาวของเขายกขึ้นแตะเบาๆ ที่ปกเสื้อสูทของเธออย่างถือวิสาสะ ทว่ารินรดากลับไม่ขยับหนี เธอปล่อยให้เขาล้ำเส้นเข้ามาในอาณาเขตส่วนตัว เพื่อแลกกับการได้มองเห็นรอยร้าวในหน้ากากอันสมบูรณ์แบบนั้น "คุณกลัวผมไหมครับ... รินรดา?" เขาเรียกชื่อเธอห้วนๆ เป็นครั้งแรก น้ำเสียงนั้นเปลี่ยนจากความเย้าหยวนเป็นความจริงจังที่บาดลึก "ผู้หญิงที่ถือความยุติธรรมไว้ในมือ แต่กลับปล่อยให้หัวใจสั่นไหวทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฝีเท้าของผมในความมืด..." รินรดากลืนก้อนความรู้สึกอึดอัดลงคอ เธอยกมือขึ้นจับข้อมือของกวินทร์ที่แตะอยู่บนเสื้อของเธอ บีบมันไว้แน่นด้วยแรงทั้งหมดที่มี แววตาของเธอแข็งกร้าวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "ฉันไม่เคยกลัวความมืด... และแน่นอนว่าไม่เคยกลัวฆาตกรที่ซ่อนตัวอยู่หลังตัวอักษร" รินรดาพูดลอดไรฟัน "สิ่งที่ฉันสนใจตอนนี้ มีเพียงแค่ว่า... หลักฐานชิ้นใหม่ที่ฉันเพิ่งได้มาจากการตรวจสอบคราบเลือดบนพรมใต้โต๊ะทำงานของคุณธนาการ จะตรงกับดีเอ็นเอของใครกันแน่" กวินทร์ชะงักไปชั่วขณะ รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาแข็งค้างลงในเสี้ยววินาที ดวงตาที่เคยพราวระยับกลับไหววูบด้วยความประหลาดใจเป็นครั้งแรก ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายอันเปราะบางนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นหลายคู่ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องสมุด พร้อมกับเสียงเคาะประตูสามครั้งที่ก้องกังวานและทรงอำนาจ "ตำรวจครับ! เปิดประตูด้วยครับ เรามีหมายค้นและหมายจับ!" เสียงตะโกนจากเจ้าหน้าที่ด้านนอกทะลุกรอบประตูเข้ามา ทำลายความเงียบงันทั้งหมดลงในพริบตา รินรดาลดสายตาลงมองกวินทร์ที่ตอนนี้รอยยิ้มเยือกเย็นของเขาได้เลือนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแววตาสนเท่ห์ที่กำลังพิจารณาเธอใหม่อีกครั้ง "ดูเหมือนว่า... หมายจับไม่ได้ใช้เวลาเดินทางถึงสิบนาทีอย่างที่ฉันคิดหรอกนะ คุณกวินทร์" รินรดากระซิบเบาๆ ข้างหูเขาด้วยรอยยิ้มบางเบาที่หยิบยืมมาจากความสำเร็จในเกมนี้ "และหลักฐานชิ้นใหม่ที่ฉันพูดถึง... ก็คือรอยนิ้วมือบนแก้ววิสกี้แก้วนี้ ที่คุณเพิ่งวางลงเมื่อสักครู่นี้เองครับ" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปในเงาสลัวและถ้อยคำอันบาดลึกนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำในเงาคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%