กลิ่นอายของกระดาษเก่าและคราบสนิมเหล็กจางๆ ลอยอบอวลอยู่ในห้องสมุดใต้ดินของศาลเก่าแก่ ปราศจากเสียงรบกวนจากโลกภายนอก มีเพียงเสียงถ่านไม้ในเตาผิงที่ปะทุเบาๆ เป็นระยะ ราวกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่กำลังนับถอยหลัง
"คุณไม่ได้มาที่นี่เพื่อค้นหาคำพิพากษาคดีเมื่อสิบปีก่อนหรอกครับ... คุณรินรดา"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นท่ามกลางความสลัว กวินทร์ยืนพิงชั้นหนังสือโบราณ แสงไฟสีส้มสาดส่องลงบนใบหน้าด้านข้างของเขา ขับเน้นสันจมูกคมและเงาทอดยาวที่ทาบทับอยู่บนเอกสารคดีหมายเลขดำที่เปิดกว้างอยู่บนโต๊ะไม้สัก
รินรดายืนนิ่งอยู่เบื้องหน้า เธอไม่ได้ขยับตัวเข้าใกล้ แต่สายตาสีเข้มคู่นั้นกวาดมองผ่านเลนส์แว่นกรอบบางอย่างพิจารณา ทุกอגהกิริยาของเธอถูกควบคุมไว้ด้วยระเบียบวินัยอันเคร่งครัดของทนายความมืออาชีพ ทว่าปลายนิ้วที่ประสานกันไว้หน้าลำตัวกลับจิกเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว
"ดิฉันมาเพื่อยุติเรื่องราวทั้งหมดที่กви่นร้อยเรียงขึ้นมาต่างหากล่ะคะ... อภัยด้วยครับ ผมหมายถึง ที่คุณเริ่มต้นมันไว้" รินรดาแก้คำพูดทันที น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่เฉียบคมราวน้ำแข็งที่เคลือบด้วยใบมีด
กวินทร์หัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มและแหบพร่าเล็กน้อย เขาก้าวเท้าช้าๆ ออกมาจากเงาดำ ร่างสูงสง่าในชุดสูทสีเข้มดูราวกับภาพวาดของสุภาพบุรุษยุควิกตอเรียที่เต็มไปด้วยปริศนา "คำว่า 'ยุติ' กับ 'ความจริง' มักไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสมอนะครับ ทนายริน... บางครั้ง การปิดคดีได้สวยงาม ก็แค่แปลว่าเราซ่อนศพไว้ในสุสานที่ลึกกว่าเดิมเท่านั้นเอง"
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองตึงเครียดจนแทบจะจับต้องได้ ช่องว่างไม่กี่เมตรในห้องนี้เต็มไปด้วยแรงดึงดูดทางจิตวิทยาที่ซับซ้อน พวกเขาต่างยืนอยู่คนละฝั่งของเส้นแบ่งระหว่างกฎหมายกับศีลธรรม สีหน้าของกวินทร์ไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัว มีเพียงประกายตาที่สะท้อนความเจ็บปวดลึกซึ้ง—บาดแผลจากอดีตที่พวกเขากำลังขุดคุ้ยขึ้นมาเผชิญหน้า
"ความแค้นของคุณมันทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องแปดเปื้อน กวินทร์ คุณใช้กลอนบทนั้นเป็นสัญลักษณ์เพื่อทวงถามความยุติธรรม แต่วิธีการที่คุณเลือก... มันไม่ต่างอะไรกับฆาตกรที่คุณพยายามจะพิสูจน์ว่ามีความผิดเลย" รินรดาเอ่ยขึ้น ดวงตาจ้องตรงไปยังนัยน์ตาของชายหนุ่ม ไม่ยอมหลบสายตาแม้แต่น้อย
"แล้วคุณคิดว่าความยุติธรรมในระบบกฎหมายที่คุณก้มหัวให้อยู่ทุกวันมันบริสุทธิ์ผุดผ่องขนาดนั้นเลยหรือครับ?" กวินทร์หยุดยืนห่างจากเธอเพียงก้าวเดียว กลิ่นอายเฉพาะตัวของเขายิ่งทำให้บรรยากาศรอบตัวบีบคั้น "มันคือเครื่องมือของคนมีอำนาจในการลบชื่อคนตายให้กลายเป็นเพียงตัวเลข... ถ้าผมไม่เขียนบทกวีเหล่านั้นขึ้นมาเตือนความทรงจำ ใครจะสนใจเสียงร้องของคนที่ถูกลืมในคืนฝนตกวันนั้นเล่า?"
คำพูดนั้นกระแทกเข้ากลางใจของรินรดา ภาพเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อน—วันที่เธอสูญเสียพี่ชายจากคำตัดสินที่ถูกบิดเบือน—ผุดวาบขึ้นมาในหัว สมองของเธอสั่งให้เถียง แต่หัวใจกลับสะท้อนความจริงอันเจ็บปวดที่เธียรพยายามปฏิเสธมาตลอดชีวิตการทำงาน
"อย่าเอาความสูญเสียของคุณมาเป็นข้ออ้างในการทำลายชีวิตคนอื่น..." น้ำเสียงของเธอเริ่มสั่นพร่าเล็กน้อย แต่เธอก็ยังคงยืนหยัดด้วยศักดิ์ศรี
"ผมไม่ได้ทำลายใครครับ ริน... ผมแค่กำลังคืนความทรงจำที่พวกมันพยายามขโมยไปให้เจ้าของที่แท้จริง" กวินทร์ยื่นมือออกมาช้าๆ ปลายนิ้วของเขาเกือบจะสัมผัสกับกรอบหน้าของหญิงสาว ก่อนจะหยุดชะงักกลางอากาศราวกับลังเล "และคุณเองก็รู้ดีกว่าใคร ว่าลึกลงไปในความมืดนั้น คุณก็โหยหาความจริงข้อนี้เหมือนกัน"
รินรดากลั้นหายใจ หัวใจเต้นรัวระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความใกล้ชิดนี้อันตรายยิ่งกว่าอาวุธใดๆ เพราะมันโจมตีเข้ามาที่เกราะป้องกันทางจิตวิญญาณที่เธอสร้างขึ้นมาตลอดหลายปี
ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบงันกำลังจะกลืนกินทั้งคู่ เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ดังขึ้นกะทันหันจากทางบันไดหินด้านนอกก็ทำลายมนต์สะกดนั้นลง
*ตึง... ตึง... ตึง...*
ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของคนคนเดียว และจังหวะนั้นไม่ได้มีความระมัดระวังแม้แต่น้อย มันคือเสียงของรองเท้าหนังบู้ทหลายคู่ที่กำลังเร่งรีบมุ่งตรงมายังห้องสมุดใต้ดินแห่งนี้
กวินทร์ชะงัก สีหน้าของกวีหนุ่มเปลี่ยนไปเพียงเสี้ยววินาที—ร่องรอยของความตกใจฉายชัดขึ้นในแววตาก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความสุขุมตามเดิม เขาก้มลงหยิบเอกสารแผ่นสุดท้ายบนโต๊ะขึ้นมา พับเก็บอย่างรวดเร็วแล้วยัดใส่มือของรินรดาโดยไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ปฏิเสธ
"มีคนอื่นรู้เรื่องที่เราอยู่ที่นี่..." รินรดาเบิกตากว้าง สัญชาตญาณทนายความตื่นตัวขึ้นทันที "คุณล่อใครมาที่นี่ กวินทร์?"
"ผมไม่ได้ล่อใครมาครับ... แต่คนที่อยากให้เราตายที่นี่ด้วยกัน กำลังมาถึงแล้วต่างหาก" กวินทร์กระซิบเสียงต่ำ ใบหน้าของเขาเข้าใกล้ใบหูของเธอจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น "จำคำพูดของผมไว้นะครับ ริน... ถ้าผมไม่รอดออกไปจากที่นี่ ความจริงทั้งหมดจะถูกฝังอยู่กับกระดาษแผ่นนี้"
เขาดันร่างบางให้ถอยหลังไปหลบอยู่หลังชั้นหนังสือสูงตระหง่าน ก่อนที่บานประตูไม้สักหนักอึ้งจะถูกกระชากเปิดออกด้วยแรงมหาศาล
แสงไฟฉายสาดส่องกราดไปทั่วห้องมืดทึบ พร้อมกับเงาร่างของชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำสามคนก้าวเข้ามา พร้อมอาวุธปืนที่ติดท่อเก็บเสียงในมือ ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของรินรดาหยุดเต้นไปชั่วขณะ ไม่ใช่ความกลัวตาย... แต่เป็นบุคคลที่เดินตามหลังชายเหล่านั้นเข้ามา
ชายสูงวัยในชุดโค้ทสีเทาเข้ม ผู้ซึ่งถือคทาหัวไม้เท้าและมีรอยยิ้มเยือกเย็นประดับอยู่บนใบหน้า—อัยการสูงสุดผู้ทรงอิทธิพล ผู้เป็นอาจารย์และเบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมดในอาชีพนักกฎหมายของเธอเอง
"ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริงครับ... ทนายรินรดา" เสียงทุ้มแหบเอ่ยทักทายท่ามกลางความเงียบงัน "ลูกศิษย์คนโปรดของผม กำลังยืนอยู่เคียงข้างฆาตกรที่ทางการตามล่าตัวมากที่สุดอย่างนั้นหรือ?"
รินรดากำกระดาษในมือแน่นจนยับยู่ยี่ สมองของเธอกำลังประมวลผลความจริงอันน่าสะพรึงกลัวที่เพิ่งเปิดเผย—คดีเมื่อสิบปีก่อน ไม่ได้ถูกปิดเพราะหลักฐานไม่เพียงพอ... แต่มันถูกสั่งให้ปิดโดยชายผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้เอง
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางและไขปริศนาเงาดำนี้ไปด้วยกันนะครับ
บทกวีใต้ร่มเงา
เศษเสี้ยวความทรงจำในเงาคนแปลกหน้า•ตอนที่ 31
เสียงสะท้อนจากอดีต
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำในเงาคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!