“เจ้าคิดว่าความลับในแผ่นกระดาษนี่ มันคุ้มกับหัวที่วางอยู่บนบ่าของเจ้าหรือเปล่า... เจ้ากล้า?”
เสียงของขุนอินทร์เย็นเยียบพอๆ กับคมดาบที่แตะลงบนลำคอของข้า กลิ่นกำยานราคาแพงที่อบอวลอยู่ในห้องโถงลับแห่งนี้กลับทำให้ข้าอยากอาเจียน มากกว่าจะรู้สึกยำเกรง ข้ากวาดสายตามองไปรอบห้องที่มืดสลัว แสงคบเพลิงวูบไหวสะท้อนดวงตาที่เต็มไปด้วยความกระหายอำนาจของมัน ข้าพยายามควบคุมลมหายใจให้เป็นปกติ หัวใจข้าเต้นรัวเหมือนกลองศึก แต่ข้าเลือกที่จะเม้มปากแน่น ไม่ตอบคำถามนั้น เพราะข้ารู้ดีว่าทุกคำพูดที่หลุดจากปากตอนนี้ อาจหมายถึงความตายของคนที่ข้าปกป้อง
ในขณะที่ข้ากำลังเผชิญหน้ากับความตายอยู่นั้น อีกด้านหนึ่งของจวนขุนนางชั้นผู้น้อย...
แม่หญิงบัวนั่งนิ่งอยู่หน้ากระจกทองเหลือง ทว่าสายตาของนางไม่ได้มองภาพสะท้อนของตนเอง นางกำลังมองชายวัยกลางคนที่ยืนกอดอกอยู่ตรงมุมมืดของห้อง ท่านพ่อของนาง—หลวงวิจิตร—ผู้ที่เคยอบอุ่นและยึดมั่นในความถูกต้องเสมอมา บัดนี้เขากลับดูเหมือนคนแปลกหน้า แววตาที่เคยฉายความเมตตาถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาและแฝงความนัยที่นางไม่อาจหยั่งถึง
“เจ้าไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับไอ้ช่างเขียนคนนั้นนะบัว” หลวงวิจิตรกล่าวขึ้นโดยไม่หันมามองลูกสาว เสียงของเขาราบเรียบจนน่าใจหาย “ข้าเห็นเจ้าแอบส่งข่าวคราวให้มัน... ความสงสารเป็นสิ่งที่ขุนนางพึงมี แต่มันมักจะเป็นจุดจบของพวกโง่เขลา”
บัวนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ หันไปเผชิญหน้ากับบิดา “ท่านพ่อพูดราวกับว่าเขากำลังทำความผิดร้ายแรง ความผิดที่ว่าคืออะไรหรือเจ้าคะ? การที่เขาพยายามรักษาจารึกที่บอกความจริงเกี่ยวกับพินัยกรรมฉบับนั้น หรือการที่เขาไม่ยอมสยบให้แก่ขุนอินทร์ที่กำลังฉ้อฉล!”
หลวงวิจิตรแค่นหัวเราะ เสียงหัวเราะที่ฟังดูแห้งแล้งและเต็มไปด้วยความสมเพช เขาเดินเข้ามาใกล้จนบัวสัมผัสได้ถึงกลิ่นสุราจางๆ และคราบเขม่าที่ติดอยู่ตามแขนเสื้อ
“ความจริงงั้นหรือ?” เขาโน้มตัวลงมาจนใบหน้าเกือบชิดกัน “ในอยุธยาแห่งนี้ ความจริงเป็นเพียงเรื่องเล่าของคนชนะ บัว... ถ้าเจ้ายังดื้อดึงที่จะขวางทางข้า เจ้าอาจจะต้องสูญเสียทุกอย่างที่เจ้าหวงแหนไปพร้อมกับไอ้หนุ่มนั่น”
บัวรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แล่นปราดไปตามไขสันหลัง บิดาของนางไม่ได้แค่ขู่ แต่เขากำลังเตือน... เตือนว่าเขาอาจเป็นหนึ่งในหมากตัวสำคัญของขุนอินทร์ที่นางไม่เคยระแคะระคายเลยแม้แต่น้อย มือของนางสั่นเทาอยู่ใต้ชายสไบ นางต้องรีบออกไปจากที่นี่ ต้องไปเตือนกล้า แต่นางจะออกจากจวนนี้ได้อย่างไรในเมื่อพ่อของนางเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเช่นนี้
กลับมาที่หอเก็บเอกสารลับ ขุนอินทร์เก็บดาบเข้าฝักอย่างช้าๆ เขาไม่ได้ฆ่าข้าทันทีอย่างที่ข้าคาดการณ์ไว้ แต่เขากลับยื่นมือออกมา หงายฝ่ามือรอรับของบางอย่าง
“ข้าให้เวลาเจ้าคิดจนถึงรุ่งสาง หากจารึกนั้นไม่ปรากฏในมือข้า หัวของเจ้า... และชีวิตของแม่หญิงบัว จะเป็นเครื่องสังเวยความจงรักภักดีที่ผิดที่ผิดทางของเจ้า”
เขาสะบัดมือเป็นสัญญาณให้ลูกน้องปล่อยตัวข้า ข้าลุกขึ้นยืนด้วยความมึนงง พยายามทรงตัวท่ามกลางความปวดร้าวที่แล่นไปทั่วร่างกาย ข้าเดินกะเผลกออกมาจากจวนขุนอินทร์ ท่ามกลางความมืดมิดของยามค่ำคืน แต่สิ่งที่ข้าพบเห็นที่หน้าจวนหลวงวิจิตรกลับทำให้เลือดในกายแทบหยุดไหล
ร่างของหลวงวิจิตรยืนเด่นอยู่หน้าประตูใหญ่ เขากำลังยืนคุยกับคนของขุนอินทร์ด้วยกิริยาที่นอบน้อมอย่างน่าประหลาด ไม่ใช่ในฐานะศัตรู... แต่ในฐานะ 'ผู้ร่วมขบวนการ'
ข้าหลบอยู่หลังเงาต้นไม้ใหญ่ หัวใจร่วงหล่นลงไปถึงตาตุ่ม สิ่งที่ข้ากลัวที่สุดกลับกลายเป็นความจริง พ่อของบัวคือคนของขุนอินทร์ และสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น คือในมือของหลวงวิจิตรมีซองเอกสารตราประทับสีแดงที่ข้าจำได้แม่นยำ... มันคือเอกสารลับที่ข้าอุตส่าห์เสี่ยงชีวิตไปขโมยมาจากหอจดหมายเหตุของวังหลวง
ข้าคว้าดาบเล่มเล็กที่พกติดตัวไว้ออกมาเตรียมพร้อม หากต้องแลกด้วยชีวิตเพื่อแย่งคืนเอกสารนั้น ข้าก็พร้อม แต่ทันใดนั้น มือหนึ่งก็กระชากแขนข้าจากด้านหลัง ข้าเกือบจะตวัดดาบใส่คนผู้นั้นด้วยสัญชาตญาณ หากไม่ใช่เพราะกลิ่นหอมจางๆ ของดอกมะลิที่คุ้นเคย
“อย่า...” เสียงกระซิบสั่นเครือของแม่หญิงบัวดังขึ้นข้างหูข้า นางพาข้าหลบเข้ามุมมืด “อย่าทำอะไรบุ่มบ่าม... ถ้าเจ้าทำตอนนี้ เราไม่มีทางรอดไปได้ทั้งคู่”
บัวมองข้าด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเจ็บปวด นางชี้ให้ข้าดูภาพที่อยู่เบื้องหน้า—หลวงวิจิตรไม่ได้แค่รับเอกสารไปเท่านั้น เขายังหยิบดาบสั้นที่ขุนอินทร์ส่งให้ แล้วเดินหายเข้าไปในความมืด มุ่งหน้าไปยังทางที่ข้าเพิ่งหนีมา... เขาไม่ได้ไปหาขุนอินทร์ แต่เขากำลังตามล่าข้าในจวนของเขานั่นเอง!
ความหวังที่จะได้รับความช่วยเหลือจากบิดาของบัวมลายหายไปสิ้น ในขณะที่เสียงฝีเท้าของคนจำนวนหนึ่งกำลังดังใกล้เข้ามาจากทั้งสองด้าน ทั้งจากทางเข้าจวนและทางเดินข้างเรือนพัก ข้ากับบัวถูกต้อนให้จนมุมในสวนหลังจวนที่ไร้ทางออก
ข้าคว้ามือบัวไว้แน่น แววตานางสั่นระริกแต่ยังคงความเด็ดเดี่ยวไว้ได้ “กล้า... ถ้าเราต้องตายวันนี้ ข้าขอถามเจ้าเพียงข้อเดียว” นางกระซิบ “ในจารึกนั้น... มีชื่อข้าอยู่ด้วยหรือไม่?”
ข้ายังไม่ทันจะเอ่ยตอบ ร่างเงาของหลวงวิจิตรก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงคบเพลิงที่สว่างไสวขึ้นกระทันหัน เขาไม่ได้มาเพียงลำพัง ทหารองครักษ์นับสิบคนถือหน้าไม้ง้างสายรอคำสั่งอยู่เบื้องหลัง และที่น่าตกใจที่สุด คือบุคคลที่เดินตามหลังหลวงวิจิตรออกมาพร้อมรอยยิ้มเย้ยหยันไม่ใช่ใครที่ไหน... แต่เป็นกล้าอีกคนหนึ่งที่มีหน้าตาเหมือนข้าทุกประการ!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์ไปกับข้าในทุกตัวอักษรนะครับ
รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน•ตอนที่ 15
รอยร้าวในจวน
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!