กลิ่นควันธูปผสมกับกลิ่นเหงื่อไคลของผู้คนนับร้อยในลานวัดพนัญเชิงค่ำคืนนี้ ช่างอบอวลจนเกือบจะหายใจไม่ออก เสียงฆ้องวงใหญ่จากมหรสพมอญรำลึกดังสะท้านสะเทือนผืนน้ำหน้าวัดจนกระทั่งระลอกคลื่นกระแทกเข้ากับกาบเรือสำเภาที่จอดเรียงรายริมตลิ่ง
"ถอยไป! อย่ามาเกะกะแถวนี้วะไอ้สلات"
เสียงตะคอกห้าวห้วนของทหารหลวงนายหนึ่งดังขึ้น พร้อมกับฝ่ามือหยาบกร้านที่ผลักเข้าที่หัวไหล่ของ *กล้า* อย่างแรงจนร่างผอมเกร็งเซถลา เกือบจะล้มไปชนกับแผงขายหมากพลูข้างทาง กล้าไม่ได้เอ่ยคำด่าทอหรือแสดงความโกรธเกรี้ยวออกมา เขากลับเพียงแค่ก้มตัวลงเก็บสมุดข่อยเล่มเล็กที่หล่นร่วงลงบนพื้นดินเปียกชื้น ปัดฝุ่นออกอย่างใจเย็น ดวงตาคมกริบใต้แสงคบเพลิงสีส้มแดงมองตามหลังทหารคู่นั้นที่แหวกฝูงชนมุ่งหน้าไปยังพลับพลาที่ประทับชั่วคราว
งานมหมหรสพสมโภชประจำปีของกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยนี้ ไม่เคยเป็นพื้นที่ของสามัญชนอย่างแท้จริง มันเป็นเพียงฉากละครฉากใหญ่ ที่เบื้องหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงดนตรี และการละเล่น แต่เบื้องหลังกลับซ่อนสายตาของขุนนางผู้มีอำนาจที่คอยสอดส่องความเคลื่อนไหวของราษฎร เพื่อหาข้ออ้างในการรีดนาทาเร้นหรือกำจัดเสี้ยนหนามทางการเมือง กล้ากำสมุดข่อยในมือแน่น ปมในใจเรื่องการสูญเสียครอบครัวจากพิษสงครามเมื่อหลายปีก่อนยังคงกรีดลึกทุกครั้งที่เห็นเครื่องแบบของคนมีอำนาจ
"ระวังหน่อยสิพ่อหนุ่ม... ของในมือท่านดูท่าจะสำคัญยิ่งกว่าชีวิตเสียอีกกระมัง"
เสียงหวานใสแต่แฝงด้วยความกังวานกังสดาลดังขึ้นจากด้านข้าง กล้าหันขวับไปมองตามเสียงนั้น ท่ามกลางความมืดสลัวและแสงวับแวมจากโคมกระดาษจีนที่แขวนประดับตามกิ่งไม้ *แม่หญิงบัว* ยืนอยู่ตรงนั้น นางอยู่ในชุดผ้าซิ่นไหมพม่าสีกลีบบัวและสวมห่มสไบเฉียงสีนวลตา ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของช่างเขียนหนุ่มไม่ใช่ความงามอันโดดเด่น หากแต่เป็นแววתรนัสและประกายความคิดเฉลียวฉลาดที่สะท้อนอยู่ในดวงตากลมโตคู่นั้น
บัวกำลังใช้ปลายนิ้วเรียวสวยหยิบ "ใบตองจีบ" ที่บรรจุขนมไทยออกจากตะกร้าสานเล็กๆ ยื่นให้กับเด็กหญิงยากจนที่นั่งซบหน้าอยู่กับเสาเรือนแพ นางไม่ได้มองกล้าด้วยสายความรังเกียจอย่างที่ชนชั้นสูงมักมองสามัญชน แต่กลับจ้องมองรอยหมึกสีดำที่เปื้อนอยู่บนหลังมือของเขาด้วยความสนใจ
"หมึกสีชาดผสมน้ำคั้นจากเปลือกไม้... เป็นสูตรที่แปลกตา ข้าไม่เคยเห็นช่างเขียนคนใดในพระนครใช้สีโทนนี้มาก่อนในการคัดลอกคัมภีร์" บัวเอ่ยขึ้นเบาๆ โดยไม่รอให้กล้ากล่าวทักทาย นางเอียงคอมองเขาเล็กน้อย ราวกับกำลังประเมินสินค้าหายากในตลาดโบราณ
"มันไม่ใช่หมึกสำหรับคัดลอกคัมภีร์พระศาสนาหดอกแม่หญิง" กล้าตอบเสียงเรียบ พยายามรักษาอาการสงบเสงี่ยม "มันคือหมึกที่ใช้บันทึกเรื่องราวของคนที่ถูกลืม... เรื่องราวที่พวกขุนนางในวังมักไม่ยอมให้อยู่ในใบลาน"
รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของแม่หญิงบัว นางหันมาสบตาเขานิ่ง บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกตัดขาดจากเสียงอึกทึกครึกโครมของงานวัด ผู้คนรอบกายเดินเบียดเสียดผ่านไปมาโดยไม่มีใครสังเกตเห็นคนทั้งสองที่ยืนอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไทรใหญ่
"คนเรามักกลัวสิ่งที่ตนเองเป็นผู้กระทำ... การบันทึกความจริงจึงเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรงที่สุดในอยุธยาตอนนี้" บัวกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เฉียบคมเสียจนกล้าต้องขมวดคิ้ว "ท่านกล้าหาญมากนะที่ถือสมุดเล่มนี้เดินเพ่นพ่านในเขตอิทธิพลของขุนอินทร์"
เพียงแค่เอמהชื่อ "ขุนอินทร์" แววตากล้าก็วูบไหว ร่างกายเกร็งขึ้นโดยอัตโนมัติ ขุนอินทร์คือชื่อเดียวกับขุนนางผู้สั่งเผาเรือนและพรากชีวิตบิดามารดาของเขาในคืนวันเพ็ญเมื่อห้าปีก่อน
"ท่านรู้จักขุนอินทร์?" กล้าถามเสียงลอดไรฟัน สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาว ราวกับต้องการค้นหาว่านางเป็นมิตรหรือศัตรู
บัวย่างสามขุมเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกจำปีปะปนมากับสายลมราตรี นางกระซิบด้วยน้ำเสียงที่เบาจนแทบกลืนไปกับเสียงกลองยาว "ข้าไม่ได้แค่รู้จัก... ข้ากำลังหาคนที่จะช่วยข้ากระชากหน้ากากของมันอยู่พอดี และเท่าที่ดู ฝีมือปลายปากกาของท่าน น่าจะคมพอๆ กับมีดสั้นที่ข้าซ่อนไว้ในสไบนี้"
ยังไม่ทันที่กล้าจะได้เอ่ยปากถามความใดต่อ แสงไฟจากคบเพลิงจำนวนมากก็สว่างวาบขึ้นบริเวณลานวัด พร้อมกับเสียงกึกก้องของฝูงชนที่แหวกทางให้ขบวนเสด็จย่อยของขุนนางผู้ใหญ่
ร่างสูงใหญ่ของขุนอินทร์ในชุดขุนนางเต็มยศ ก้าวเดินมาหยุดยืนอยู่ห่างจากพวกเขาไม่ถึงสิบก้าว ดวงตาคมดุราวกับเหยี่ยวของขุนอินทร์กวาดมองไปรอบบริเวณ ก่อนที่สายตาคู่นั้นจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของแม่หญิงบัว และเลื่อนมาสบตากับกล้าอย่างจัง ราวกับเขารู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าทั้งสองคนกำลังยืนสนทนากันในมุมมืดนี้
ขุนอินทร์ยกยิ้มเหี้ยมเกรียมที่มุมปาก ส่งสัญญาณมือให้ทหารองครักษ์ขยับเข้ามาปิดล้อมพื้นที่โดยรอบทันที
"บังเอิญเสียจริง... ข้าไม่นึกเลยว่าธิดาของขุนนางตกอับอย่างแม่หญิงบัว จะมาเดินคลอเคลียอยู่กับ 'ไอ้กบฏตัวกระจ้อยร่อย' ที่กรมวังกำลังตามล่าหัวอยู่ทั่วพระนครในยามวิกาลเช่นนี้" ขุนอินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน พลางชักดาบออกจากฝักช้าๆ เสียงเหล็กกระทบฝักดังบาดแก้วหู
บัวหน้าถอดสีเล็กน้อย แต่นางยังคงยืนหยัดอยู่เคียงข้างกล้าโดยไม่มีที.ท่าว่าจะถอยหนี กล้าสูดหายใจเข้าลึก มือขวาเอื้อมไปกุมด้ามเหล็กแหลมที่ใช้สำหรับฝนหมึกในอกเสื้อ ความแค้นห้าปีปะทุขึ้นในอกพร้อมกับสติที่สั่งให้ต้องนิ่งสงบ
ขุนอินทร์ก้าวเข้ามาใกล้ พร้อมเงื้อมดาบขึ้นสูงเตรียมปลิดชีพคนทั้งคู่ในดาบเดียว—ทว่า ในวินาทีที่คมดาบกำลังจะฟันลงมานั้นเอง แม่หญิงบัวกลับเอื้อมมือไปกระชากแขนของกล้า แล้วพุ่งตัวกระโจนลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลเชี่ยวกรากเบื้องหลังทันที!
...ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางย้อนเวลาไปกับรอยจารึกแห่งอยุธยาตอนที่สามนี้ครับ - นักเล่าประวัติศาสตร์
รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน•ตอนที่ 3
งานวัดที่เปลี่ยนไป
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!