"ปล่อยนะ! บอกให้ปล่อยไงคุณ!"
เสียงกรีดร้องผสมเสียงหอบหายใจดังแข่งกับเสียงโลหะขูดขีดในความมืด ธันวาพยายามบิดข้อมือที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยความเย็นเยียบของบางสิ่งที่สวมกอดเขาจากด้านหลัง ในวินาทีที่หัวใจเต้นโครมครามจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความรู้ฟิสิกส์ทั้งหมดที่เรียนมาตั้งแต่ปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอกกลับถูกลบเลือนหายไปชั่วขณะ เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ที่กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งแปลกปลอม
*ฟึบ!*
แสงไฟฉุกเฉินสีแดงฉานจากระบบสำรองของสตูดิโอกะพริบวาบขึ้น พร้อมๆ กับที่มินตรากระโจนเข้ามาพร้อมไม้เซลฟี่ในมือ เธอยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนจมูกเกือบชนกันด้วยความตกใจกลัว แต่พอดวงตากลมโตคู่นั้นกวาดมองเห็นภาพตรงหน้า ชelฟี่ในมือเกือบจะร่วงลงพื้น
สิ่งที่โอบกอดธันวาอยู่ไม่ใช่ผีสางเทวดาที่ไหน แต่เป็นขาตั้งไฟสตูดิโอขนาดใหญ่ยักษ์ที่หักโค่นลงมาเนื่องจากแรงสั่นสะเทือนบางอย่าง และด้วยความมืด ทำให้มันพาดผ่านไหล่ของธันวาพอดีเป๊ะ จนเข้านึกว่ามี "บางสิ่ง" มาสวมกอดจากด้านหลัง
"อ้าว... คุณธันวา กอดกับเสาไฟอยู่เหรอครับเนี่ย รสนิยมแปลกดีนะเรา" เสียงหัวเราะคิกคักของมินตราดังขึ้นทันทีที่ความกลัวถูกแทนที่ด้วยความหมั่นไส้ เธอยืนเท้าสะเอว มองชายหนุ่มที่ตอนนี้หน้าถอดสี เหงื่อกาฬแตกพลั่กราวกับคนเพิ่งวิ่งมาราธอน
ธันวาขยับตัวออกห่างจากโครงเหล็กเย็นเฉียบนั้นอย่างเก้ๆ กังๆ เขาจัดปกเสื้อสูทที่ยับยู่ยี่ให้เข้าที่ พยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีของติวเตอร์ฟิสิกส์ผู้เคร่งขรึม
"มันไม่ใช่การกอดครับมินตรา มันคือปรากฏการณ์โมเมนต์ตัมเชิงมุม (Angular Momentum) ที่เกิดจากการที่จุดศูนย์ถ่วง (Center of Gravity) ของขาตั้งไฟเสียสมดุลต่างหาก บวกกับแรงเฉื่อยตามกฎข้อที่หนึ่งของนิวตันที่ทำให้มันเคลื่อนที่มาหยุดตรงนี้พอดิบพอดี... ไม่เห็นจะมีอะไรลี้ลับซักนิด" ธันวาเถียงเสียงแข็ง ใบหูขึ้นสีแดงจัดอย่างปิดไม่มิด
"โอ้โห! หาข้ออแก้ตัวได้วิทยาศาสตร์มากค่ะ... เอ๊ย! มากครับ!" มินตราแกล้งแซวเสียงสูง แถมยังจงใจลากเสียงกวนประสาทใส่ "เมื่อกี้ใครนะที่สะดุ้งเป็นลูกแมวตกน้ำ ร้องเสียงหลงซะลั่นสตูดิโอ แถมยังตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า... หรือว่าจริงๆ แล้วคุณกลัวผีจนสมการในหัวหลุดลุ่ยหมดแล้วล่ะครับคุณครู"
ธันวาหรี่ตามองอินฟลูเอนเซอร์สาวที่กำลังยิ้มร่าอย่างผู้ชนะ เขาขยับแว่นตากรอบเงินบนสันจมูกเล็กน้อย ก่อนจะสาวเท้าเข้าไปประชิดตัวอีกฝ่ายจนมินตราต้องถอยหลังกรูดโดยไม่รู้ตัว
"คุณต่างหากที่โวยวายเสียงดังจนทำลายสมาธิคนอื่น มินตราครับ... โลกนี้ไม่มีเรื่องไสยศาสตร์ ไม่มีวิญญาณ และไม่มีพลังงานลี้ลับอะไรทั้งนั้น ทุกอย่างอธิบายได้ด้วยฟิสิกส์ ทฤษฎีของผมมันเป๊ะกว่าพลังงานจักรวาลที่คุณศรัทธาเสียอีก"
"มั่นหน้าจังเลยนะคะ... เอ๊ย! ครับ!" มินตราสวนกลับทันควัน ดวงตากลมโตจ้องมองเขาอย่างไม่ยอมแพ้ "ถ้ามั่นใจนักว่าฟิสิกส์ของคุณมันแน่จริง ทำไมเมื่อกี้ไฟถึงดับล่ะคะ? แล้วทำไมจังหวะที่ไฟดับ ตรงหน้าจอโทรศัพท์ของฉันถึงขึ้นเตือนพลังงานลบจากทิศตะวันตกเฉียงใต้พอดีเป๊ะ? อันนี้ต้องใช้สมการไหนคำนวณเหรอคุณนักวิทยาศาสตร์"
ธันวาชะงักไปนิดหนึ่ง เขาแอบเหลือบมองหน้าจอโทรศัพท์ในมือของหญิงสาวที่ยังคงแสดงผลกราฟประหลาดบางอย่าง—ซึ่งในมุมมองของเขา มันก็แค่ความผิดพลาดของระบบจ่ายไฟในอาคารเก่าๆ นี้เท่านั้น
"มันก็แค่ Overload ของระบบไฟฟ้าในตึกครับ อาคารนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ยุค 90s หม้อแปลงไฟฟ้าข้างนอกคงรับโหลดไม่ไหวหลังจากที่เราเปิดไฟสตูดิโอพร้อมกันหลายดวง มันเป็นเรื่องของกระแสไฟฟ้าและความต้านทาน ไม่ใช่พลังงานลบอะไรเพ้อเจ้อของคุณหรอก" ธันวาอธิบายด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ แต่แววตากลับฉายแววท้าทาย
"ปากแข็งจริงๆ นะคุณเนี่ย" มินตราถอนหายใจยาวอย่างหมั่นไส้ เธอยกมือขึ้นกอดอก มองชายหนุ่มหัวดื้อตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันระหว่างความอยากเอาชนะและความเอ็นดูแปลกๆ "ถ้าอย่างนั้น เรามาพิสูจน์กันไหมล่ะ? ในเมื่อคุณมั่นใจว่าทุกอย่างคือวิทยาศาสตร์ และฉันมั่นใจว่ามันมีเรื่องของพลังงานที่เรามองไม่เห็น... เรามาเดิมพันกัน"
ธันวาเลิกคิ้วสูง รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นอย่างท้าทาย "เดิมพันอะไรครับ? ผมไม่เล่นการพนันนะ แต่วิทยาศาสตร์ไม่เคยปฏิเสธการพิสูจน์"
"ถ้าอีกสิบวินาทีข้างหน้า ไฟในสตูดิโอติดขึ้นมาเองโดยที่ไม่มีใครเดินไปเปิดสวิตช์... คุณต้องยอมรับว่าโลกนี้มีสิ่งเร้นลับ และคุณต้องยอมให้ฉันพาไปทำพิธีสะเดาะเคราะห์เสริมดวงที่สำนักอาจารย์ตาบอดหลังกองถ่าย!" มินตราเสนอเงื่อนไขด้วยความมั่นอกมั่นใจ พร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
"แล้วถ้าไฟไม่ติด หรือติดเพราะช่างไฟเดินมาสับคานเอาต์ล่ะครับ?" ธันวาถามกลับทันที
"ถ้าเป็นแบบนั้น ฉันจะยอมนั่งไลฟ์สดขอขมาคุณด้วยการท่องสูตรคูณแม่สิบสองให้ฟังออกอากาศสามรอบรวดเลยเอ้า!"
ธันวาหัวเราะในลำคอเบาๆ "ดีครับ ข้อเสนอน่าสนใจดี น Аับถอยหลังรอฟังคุณท่องสูตรคูณได้เลย"
ทั้งสองคนยืนเงียบท่ามกลางความมืดมิดของสตูดิโอ มีเพียงแสงไฟสีแดงจากระบบฉุกเฉินที่ส่องกระทบใบหน้าของกันและกัน บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจของอีกฝ่ายที่อยู่ห่างกันเพียงแค่เอื้อมมือ ธันวาแอบมองเสี้ยวหน้าของหญิงสาวในแสงสลัว ยอมรับกับตัวเองในใจลึกๆ ว่าต่อให้เธอจะดูเพ้อเจ้อเรื่องสายมูแค่ไหน แต่เวลาที่ดวงตาคู่นั้นเป็นประกายด้วยความมุ่งมั่น มันก็ดึงดูดสายตาเขาให้ออกจากสมการฟิสิกส์ได้ไม่ยากเลย
*ติ๊ด!*
เสียงสัญญาณจากแผงควบคุมไฟดังขึ้นแผ่วเบากลางความเงียบ ก่อนที่หลอดไฟ LED ดวงใหญ่เหนือศีรษะจะสว่างวาบขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งสตูดิโอ โดยที่ยังไม่มีช่างไฟคนไหนเดินเข้ามาใกล้ประตูเลยแม้แต่คนเดียว!
มินตราอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ ก่อนจะหันขวับมามองหน้าธันวาที่ตอนนี้ยืนนิ่งสนิท รอยยิ้มมั่นอกมั่นใจเมื่อครู่เลือนหายไปจากใบหน้าคมคาย เหลือเพียงความเงียบงันที่เข้าปกคลุมระหว่างคนทั้งคู่
ธันวากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สมองที่เคยประมวลผลกฎฟิสิกส์ได้อย่างแม่นยำกลับว่างเปล่าสนิท เมื่อหน้าจอโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของเขาจู่ๆ ก็สั่นสะว่างขึ้นมาเอง พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนแปลกประหลาดที่ส่งตรงมาจากเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่มีตัวตน—
*"ยินดีต้อนรับสู่บททดสอบข้อที่หนึ่ง... คุณธันวา"*
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความป่วนชวนอมยิ้มนี้ด้วยกันนะครับ!
เซียนฟิสิกส์จอมเนิร์ดกับยัยสายมูผู้ไม่เชื่อทฤษฎี•ตอนที่ 2
ทฤษฎีของผมมันเป๊ะกว่าพลังงานจักรวาลของคุณ
ผลงานโดย วิทยาศาสตร์รอบตัว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (วิทยาศาสตร์รอบตัว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนฟิสิกส์จอมเนิร์ดกับยัยสายมูผู้ไม่เชื่อทฤษฎี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
