"ดูท่า... ข้าจะมาขัดจังหวะการแสดงงิ้วฉากใหญ่ของฮูหยินกระมัง"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอื้อนเอ่ยขึ้น บรรยากาศรอบตัวพลันกดดันจนแทบหยุดหายใจ ความเงียบงันเข้าปกคลุมเรือนไม้เก่าคร่ำคร่าในมณฑลทางตอนเหนือของจีนยุคแปดสิบในทันที กลิ่นอายความดุร้ายของบุรุษผู้ผ่านสมรภูมิรบมาอย่างโชกโชนแผ่ซ่านกดทับบานประตูไม้ผุกร่อนจนแทบปริแตก จ้าวเฟยหรงก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเข้ามา ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อโค้ตกันหนาวสีเขียวเข้มแบบทหารยุคโบราณที่ผสานกลิ่นอายความล้าสมัยของยุคเปลี่ยนผ่านขับเน้นให้เขาดูราวกับพญาอินทรีที่พร้อมขย้ำเหยื่อ นัยน์ตาดุจเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองสภาพความโกลาหลเบื้องหน้า
ร่างของหลินอวี้เหมยยังคงยืนนิ่งสงบ นางไม่ได้สะดุ้งสะเทือนต่อแรงกดดันมหาศาลที่ชายหนุ่มแผ่ออกมาแม้แต่น้อย มือเรียวบางที่เปื้อนคราบสมุนไพรยังคงถือเข็มสแตนเลสขนาดจิ๋วที่แอบดัดแปลงมาจากเครื่องมือแพทย์ฉุกเฉินในมิติช่องเก็บของพิเศษ แววตาของศัลยแพทย์สาวยุคปัจจุบันฉายแววเยียบเย็นและท้าทาย นางปรายตามองบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นสามีตามพฤตินัยในร่างท่านแม่ทัพผู้เย่อหยิ่งผู้นี้ด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก
"ท่านแม่ทัพมาได้จังหวะพอดิบพอดีเลยนี่ครับ" อวี้เหมยเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดกลัวใดๆ ผิดกับบรรดาญาติผู้ใหญ่และแม่บ้านที่ต่างพากันคุกเข่าตัวสั่นงันทว่าแอบซ่อนรอยยิ้มเยาะเย้ยไว้มุมปาก "หากท่านมาช้ากว่านี้อีกนิด เกรงว่าข้าคงต้องกลายเป็นฆาตกรสาวผู้ปลิดชีพคุณชายรองตระกูลจ้าวด้วยพิษสมุนไพรพื้นบ้านไปเสียแล้วกระมัง"
จ้าวเฟยหรงหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก คมดาบแห่งอำนาจในมือของเขาคือความตาย แต่วาจาของสตรีตรงหน้ากลับคมกริบเสียยิ่งกว่าปลายกระบี่
"เจ้ากล้ากล่าวหาว่าตนเองเกือบเป็นฆาตกรได้อย่างหน้าตาเฉยเช่นนี้เชียวหรือ ฮูหยินของข้า..." เฟยหรงก้าวเข้าไปใกล้ทีละก้าว เสียงรองเท้าบูทหนังกระทบพื้นไม้ดัง ก้องกังวานดั่งเสียงกลองศึกในค่ายทหาร ร่างสูงใหญ่หยุดยืนเบื้องหน้านาง ระยะห่างระหว่างทั้งสองสั้นลงจนได้ยินจังหวะลมหายใจ "คนในเรือนต่างบอกว่าเจ้าสติฟั่นเฟือน เอาแต่เพ้อเจ้อเรื่องการรักษาโรคประหลาด แต่ดูจากแววตาของเจ้าในยามนี้... ข้ากลับไม่เห็นเงาของสตรีสติหลุดแม้แต่น้อย มีแต่สุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ที่กำลังซ่อนเขี้ยวเล็บต่างหาก"
อวี้เหมยเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไม่เกรงกลัว นางหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่เจือด้วยความหยันราคานี้ทำให้คิ้วเข้มของท่านแม่ทัพกระตุกวูบ
"สุนัขจิ้งจอกหรือจะสู้พญาอินทรีไร้หัวใจเล่าครับท่านแม่ทัพ" อวี้เหมยตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่รื่นหูแต่นัยน์ตากลับคมกริบดั่งใบมีดผ่าตัด "หากข้าไม่ลงมือรักษาอาการหลอดลมตีบเรื้อรังและภาวะติดเชื้อในปอดของคุณชายรองด้วยวิธีของข้า เกรงว่าป่านนี้ท่านคงต้องเตรียมจัดงานศพให้เขาไปแล้ว ไม่ใช่มายืนวางท่าเท่ระเบิดอยู่ตรงนี้หรอกกระมัง"
คำพูดที่แปลกประหลาดและศัพท์แสงที่ไม่คุ้นหูทำให้จ้าวเฟยหรงชะงักไปชั่วขณะ เขาก้มลงมองถ้วยยาและเข็มโลหะประหลาดบนโต๊ะไม้ กลิ่นอายของตัวยาบางอย่างที่เขาไม่เคยพบพานลอยแตะจมูก มันไม่ใช่สมุนไพรต้มตามตำรับแพทย์แผนจีนโบราณทั่วไป แต่มันคือสารละลายใสบริสุทธิ์ที่ได้จากการสกัดด้วยเทคโนโลยีล้ำยุคในมิติของนาง
"เจ้าใช้มนต์ดำอันใดกับน้องชายข้า?" เฟยหรงเอ่ยเสียงต่ำ มือหนาเอื้อมไปบีบปลายคางมนของนางไว้แน่น แรงบีบนั้นมากพอที่จะทำให้สตรีทั่วไปร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวด แต่นัยน์ตาคู่สวยของหลินอวี้เหมยกลับไม่มีแม้แต่รอยร้าว มีเพียงความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งขั้วโลกที่สะท้อนเงาใบหน้าอันหล่อเหลาแต่ดุดันของเขา
"มนต์ดำหรือครับ?" อวี้เหมยเค้นหัวเราะ นางไม่สะท้านต่อแรงบีบนั้นแม้แต่น้อย นิ้วเรียวเล็กยกขึ้นแตะข้อมือของเขาเบาๆ ก่อนจะกดลงไปยังจุดชีพจร (Hegu point) บนหลังมือของชายหนุ่มอย่างแม่นยำด้วยน้ำหนักที่คำนวณมาอย่างดี "นี่คือวิทยาศาสตร์ต่างหากล่ะท่านแม่ทัพ... และถ้าท่านยังไม่ปล่อยมือออกจากคางข้า เกรงว่าจุดชีพจรที่ข้ากำลังกดอยู่นี้ อาจทำให้มือข้างขวาของท่านชาไร้ความรู้สึกไปสามวัน คราวนี้ต่อให้ข้าศึกบุกประชิดค่าย ท่านก็คงชักดาบไม่ออกแล้วกระมังครับ"
ดวงตาของจ้าวเฟยหรงเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจระคนตกตะลึง ชายหนุ่มรู้สึกได้ทันทีว่ากระแสความชาแล่นริ้วขึ้นมาจากหลังมือจนถึงข้อศอกอย่างรวดเร็ว แรงบีบที่คางของนางคลายลงโดยอัตโนมัติ บุรุษผู้กุมอำนาจกองทัพนับหมื่นถอยหลังไปหนึ่งก้าว นัยน์ตาดุจเหยี่ยวจ้องมองสตรีตรงหน้าใหม่อีกครั้ง ราวกับเพิ่งตระหนักได้ว่าสตรีที่ถูกส่งมาแต่งงานเพื่อเป็นการเมืองนางนี้... หาใช่ลูกแกะน้อยในกำมืออย่างที่ข่าวลือว่าไว้
"เจ้าเป็นใครกันแน่..." เสียงของเฟยหรงทุ้มต่ำและเต็มไปด้วยความระแวงสงสัย
"ข้าก็คือภรรยาที่ท่านชิงชังไงล่ะครับ" อวี้เหมยแย้มยิ้มบางเบา นางหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดขึ้นมาเช็ดมืออย่างใจเย็น ท่าทีสุขุมนุ่มลึกและความมั่นใจที่ล้นปรี่ของนางทำให้อากาศในห้องดูร้อนระอุขึ้นมาทันตาเห็น "และในเมื่อท่านอุตส่าห์เสด็จมาถึงเรือนหลังนี้ด้วยตนเองแล้ว เช่นนั้นข้าก็มีเรื่องจะ 'เจรจา' กับท่านเสียหน่อย เกี่ยวกับอาการป่วยเรื้อรัง... ของตัวท่านเองด้วย"
สิ้นคำพูดนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินอวี้เหมยก็ฉาบไปด้วยความหมายล้ำลึก นางหมุนตัวหยิบแฟ้มประวัติการแพทย์จำลองที่ซ่อนไว้ใต้มตราบังตาออกมากางบนโต๊ะ ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงและคาดไม่ถึงของจ้าวเฟยหรง
ทว่า... ในวินาทีที่อวี้เหมยกำลังจะเอ่ยปากเปิดเผยผลวินิจฉัยโรคที่ซ่อนเร้นมานานของท่านแม่ทัพ เสียงฝีเท้าเร่งรีบอันหนักหน่วงก็ดังขึ้นที่หน้าประตูเรือน พร้อมกับเสียงตะโกนรายงานด้วยความตื่นตระหนกของทหารยามสนิท
"เรียนท่านแม่ทัพ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ! มีพระราชโองการลับด่วนที่สุดจากเมืองหลวง ส่งตรงถึงมือท่าน... และ... และมีราชสาส์นจากกองกำลังกบฏประชิดชายแดน แจ้งมาว่าพวกมันกำลังเคลื่อนพลมาทางนี้แล้วขอรับ!"
จ้าวเฟยหรงชะงัก นัยน์ตาดุจเหยี่ยวไหววูบเป็นประกายคมกริบ เขารับม้วนกระดาษประทับตราครั่งสีแดงฉานที่ทหารยามยื่นให้ด้วยมือเดียวอย่างรวดเร็ว สายตาคมกวาดอ่านข้อความในราชโองการลับนั้นเพียงชั่วพริบตา ก่อนที่มุมปากของเขาจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยือกเย็นที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่อวี้เหมยเคยเห็นมา
"ดูท่า... แผนการเล่นสนุกในเรือนหลังนี้ คงต้องถูกพักไว้ชั่วคราวเสียแล้วกระมัง ฮูหยินของข้า" เฟยหรงหันกลับมามองนาง แววตาคมปลาบเต็มไปด้วยความท้าทายที่อ่านไม่ออก "เพราะตอนนี้... ศัตรูที่แท้จริงได้ก้าวเข้ามาในอาณาเขตของข้าแล้ว"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกันนะครับ
ท่านแม่ทัพคะ... อย่ามาดื้อกับหมอเถื่อนยุค 80!•ตอนที่ 2
วิชาแพทย์ยุคปัจจุบันในเรือนไม้
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านแม่ทัพคะ... อย่ามาดื้อกับหมอเถื่อนยุค 80! นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!