“หากเจ้ายังหายใจอยู่ ก็จงคลานไปเช็ดคราบเลือดบนพื้นศิลาเสีย อย่าให้เสนียดของสุนัขรับใช้เช่นเจ้ามาแปดเปื้อนวิถีเซียนของสำนักเรา!”
แรงถีบมหาศาลซ้ำลงมาที่ซี่โครงหักสะบั้น ความเจ็บปวดแล่นริ้วดั่งคมมีดกรีดผ่านเส้นประสาท แต่สิ่งที่ชัดเจนยิ่งกว่าความเจ็บปวด คือเสียงหัวเราะเย้ยหยันที่ดังก้องอยู่ในมโนภาพ—เสียงหัวเราะของเหล่าศัตรูที่เคยอยู่ใต้เท้าของเขา เสียงเหล็กกระทบเหล็กที่แว่วผ่านกาลเวลา และกลิ่นคาวเลือดที่ฝังลึกอยู่ในกระดูกสันหลัง
หลี่เฟยหลงลืมตาขึ้น
นัยน์ตาที่เคยว่างเปล่าดั่งบ่อลึกในยามนี้กลับฉายแววคมกล้าประหนึ่งกระบี่ที่เพิ่งชักออกจากฝัก ความมืดมิดในห้วงคำนึงมลายหายไป ทิ้งไว้เพียงสัญชาตญาณดิบเถื่อนที่ยังคงหลงเหลืออยู่จากอดีตชาติที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม
เขากระอักเลือดออกมาคำโต เลือดสีคล้ำหยดลงบนพื้นหินเย็นเยียบ ร่างกายที่โงนเงนนี้เปราะบางเกินไป ผอมแห้งเหมือนกิ่งไม้ผุที่รอวันหักโค่น แต่วิญญาณที่สถิตอยู่ในนั้นกลับหนักอึ้งดั่งขุนเขา
“ข้าสั่งให้เจ้าเช็ดพื้น!” ศิษย์พี่สำนักหุบเขาเมฆาครามคนหนึ่งตวาดกร้าว พร้อมเงื้อแส้เหล็กขึ้นหมายจะฟาดซ้ำลงมาอีกครา
หลี่เฟยหลงไม่ตอบโต้ด้วยวาจา ทว่าสายตาที่เขาตวัดมองกลับแฝงไว้ด้วยอำนาจกดขี่ที่เหนือกว่าชนชั้น มันคือแววตาของผู้ที่เคยเหยียบย่ำอยู่บนจุดสูงสุดของวัฏสงสาร มือที่สั่นเทาของเขาคว้าหมับเข้าที่ปลายแส้เหล็กด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการ
“การทรมานผู้ที่ไร้ทางสู้... นี่คือวิถีแห่งเซียนที่สำนักนี้สั่งสอนหรือ?” เสียงของเขาแหบพร่า ทว่ากังวานด้วยแรงอาฆาตที่ทำให้ผู้ที่ถือแส้ต้องชะงักงันด้วยความหวาดกลัวอย่างหาสาเหตุไม่ได้
“เจ้า... เจ้าเดรัจฉาน! แกกล้าดียังไงมาต่อต้านข้า!” อีกฝ่ายตื่นตระหนกจนหน้าถอดสี พยายามกระชากแส้กลับ แต่กลับรู้สึกเหมือนตนเองกำลังยื้อยุดอยู่กับโขดหินที่ฝังรากลึกในปฐพี
หลี่เฟยหลงปล่อยมือทันที แรงส่งมหาศาลทำให้ศิษย์สำนักผู้ทะนงตนเซถอยหลังไปหลายก้าวจนล้มลงก้นจ้ำเบ้า เขาพยายามหยัดกายลุกขึ้น แม้ความเจ็บปวดจะประท้วงทุกอณูขุมขน แต่ในจิตสำนึกของเขา ‘เศษเหล็กข้างทาง’ ผู้นี้ ไม่ใช่อดีตที่เขาคุ้นเคย และไม่ใช่จุดจบที่เขาจะยอมรับ
ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบขาดสะบั้น เสียงฝีเท้าเบาหวิวแต่หนักแน่นประหนึ่งเหยียบลงบนหัวใจของผู้คนก็ดังขึ้นจากโถงทางเดินด้านหลัง
ร่างของหญิงสาวในชุดสีขาวบริสุทธิ์ก้าวออกมา ท่วงท่าของนางดั่งหงส์เหินเหนือเมฆา ใบหน้างามล่มเมืองนั้นเรียบเฉยเย็นชาประหนึ่งรูปสลักน้ำแข็ง นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นกวาดมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความว่างเปล่า ก่อนจะมาหยุดลงที่หลี่เฟยหลง... เพียงชั่วครู่ที่แววตาคู่นั้นสั่นไหวราวกับพบของสำคัญที่หายสาบสูญ
นางคือเซียนจื่อเวย องค์หญิงพลัดถิ่นผู้เป็นดั่งดอกไม้หิมะที่ไม่มีใครกล้าเด็ดดอม
“ถอยไป” นางเอ่ยเพียงสั้นๆ เสียงของนางไร้ซึ่งอารมณ์ ทว่ากลับเปี่ยมด้วยอำนาจที่ทำให้ศิษย์สำนักรอบด้านรีบก้มหัวคำนับแล้วถอยร่นไปอย่างรวดเร็ว
เซียนจื่อเวยเดินตรงมาหยุดอยู่เบื้องหน้าหลี่เฟยหลง นางก้มลงมองศิษย์รับใช้ที่เนื้อตัวโชกเลือด ก่อนจะยื่นมือขาวผ่องที่สวมถุงมือผ้าไหมออกมาดั่งจะสัมผัสใบหน้า แต่แล้วนางกลับชะงักค้างไว้กลางอากาศ ราวกับกำลังยับยั้งความรู้สึกบางอย่างที่ปะทุอยู่ในอก
“เหตุใดเจ้าจึงยังไม่ตาย?” นางถามเบาๆ แต่น้ำเสียงนั้นกลับสั่นเครือเพียงชั่วขณะที่สบตากับเขา
หลี่เฟยหลงเงยหน้าขึ้นมองนาง ความทรงจำที่เลือนรางพยายามจะปะติดปะต่อเป็นภาพใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งในอดีต... ใบหน้าที่ซ้อนทับกับสตรีเบื้องหน้าอย่างน่าประหลาดใจ
“วิญญาณที่ยังไม่ถึงฆาต ย่อมต้องหาทางกลับสู่ร่างที่ควรอยู่” เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดเกินกว่าจะเป็นคำพูดของศิษย์รับใช้
เซียนจื่อเวยชะงักไปเล็กน้อย นางคลายมือที่กำแน่นออกแล้วหยิบจี้หยกชิ้นหนึ่งที่ห้อยคอออกมาวางลงบนฝ่ามือของเขา จี้หยกนั้นเรืองแสงจางๆ พลังปราณที่อบอุ่นไหลเข้าสู่ร่างกายของหลี่เฟยหลงผ่านปลายนิ้วที่เย็นเยียบของนาง ความเจ็บปวดที่บาดลึกเริ่มมลายหายไปราวกับปาฏิหาริย์
“ถ้าเจ้าไม่อยากตายที่นี่ ก็จงตามข้าไป”
นางหมุนตัวเดินจากไปอย่างไม่เหลียวหลัง ทิ้งให้หลี่เฟยหลงยืนกำจี้หยกนั้นไว้แน่น ทว่าในขณะที่เขากำลังจะก้าวตามไปนั้นเอง เสียงกัมปนาทจากชั้นในของหุบเขาเมฆาครามก็ดังสนั่นหวั่นไหว ท้องฟ้าที่เคยสดใสกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือดในพริบตา
เงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งปรากฏขึ้นบนยอดเขาหอคัมภีร์ มือของเขาถือกระบี่สีนิลที่แผ่รังสีสังหารดั่งพญามัจจุราช และเมื่อเขาชักกระบี่ออกจากฝัก พลังปราณสีดำทมิฬก็พุ่งทะลวงชั้นเมฆจนแตกกระเจิง
หลี่เฟยหลงเบิกตากว้าง ความทรงจำชิ้นส่วนสุดท้ายที่ขาดหายไปพุ่งเข้าสู่สมองดั่งพายุคลั่ง—นี่ไม่ใช่ที่ที่เขาควรอยู่ และผู้หญิงคนนี้... คือกุญแจสำคัญที่เขาเคยสาบานว่าจะปกป้องด้วยชีวิตก่อนจะดับสูญ
เขากำกระบี่เศษเหล็กในมือแน่นขึ้นจนเลือดซึมออกมาอีกครั้ง เมื่อบุรุษบนยอดเขาหันมาสบตากับเขา แล้วแสยะยิ้มที่ทำให้วิญญาณของหลี่เฟยหลงต้องสั่นสะท้าน
“หลี่เฟยหลง... ถึงเวลาที่เจ้าต้องชดใช้หนี้เลือดแห่งจอมมารคืนสู่บัลลังก์เสียที”
ด้วยความมุ่งมั่นจากใจจริงของนักเขียน "พงศาวดารมีชีวิต" หวังว่าท่านผู้อ่านจะดื่มด่ำไปกับปฐมบทแห่งการคืนชีพนี้ครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์สลักวิญญาณ: ปลายทางแห่งราชันย์ผู้ไร้บัลลังก์•ตอนที่ 1
เศษเหล็กข้างทางกับวิญญาณคืนชีพ
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สลักวิญญาณ: ปลายทางแห่งราชันย์ผู้ไร้บัลลังก์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
